ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : @@@@ รายการคุยกันทั้งวัน “เช้ายันดึก”....นอนไม่หลับ @@@@@

(D)
วันนี้มีรายการถ่ายทอดสด.....จึงออกอากาศ เร็วหน่อย..........ไม่ว่ากันนะครับ......

จัดรายการไป....มีขวดเขียวนั่งเป็นเพื่อน...ไม่มีงอแง........ขอเริ่มเลยนะครับ



อีกประมาณ 5 นาที ก็จะเป็นวันใหม่ วันที่ 18 มิ.ย. 2552

เริ่มรายการด้วย....เนื้อหาสาระเกี่ยวกับ

ประวัติ "พระพุทธรูปสำคัญของไทย"


พระพุทธรูป ประวัติ "พระพุทธรูปสำคัญของไทย" ที่ประดิษฐานตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย
การได้บูชาพระพุทธรูป ด้วยความรู้และศรัทธาอย่างถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา จึงจะอำนวยประโยชน์แก่ตนเองและแก่ผู้อื่น โดยปราศจากโทษ พระพุทธรูป มีแต่คุณประโยชน์เมื่อเราแพ่งมองพระพุทธรูปจะมีความรู้สึกว่าจิตใจสงบ มีสติเกิดปัญญาในการที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆได้ด้วยปัญญาความรู้ที่มี พระพุทธรูปสำคัญของไทย ที่เราควรรู้



โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พ. 17 มิ.ย. 2552 - 23:54 น.]



โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พ. 17 มิ.ย. 2552 - 23:55 น.] #685217 (1/164)


(D)
พระพุทธภัทรปิยปกาศิต วัดกองดิน จ.ระยอง

ขอนำท่านผู้อ่านตามรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเส้นทางแห่งการกู้เอกราช พร้อมสัมผัสที่ตั้ง “ทัพพระเจ้าตาก” สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และ พระพุทธภัทรปิยปกาศิต หรือ หลวงพ่อปิยปกาศิต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่หล่อแบบโบราณองค์แรกของภาคตะวันออก

หลวงพ่อปิยปกาศิต เป็นพระประธาน ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถของวัดกองดิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ประกอบพิธีเททองหล่อ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓ โดยมีประวัติความเป็นมา พอให้ทราบความกันโดยย่อว่า

หลวงพ่อปิยปกาศิต วัดกองดิน สร้างขยายส่วนมาจากพระพุทธรูปองค์ต้นแบบองค์หนึ่ง ที่มีพระนามว่า พระพุทธปกาศิต หรือ หลวงพ่อปกาศิต ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกองค์หนึ่งที่ “ถูกลืม” ไปจากจิตใจของคนไทย เชื่อว่ามีชาวพุทธอีกมากมายหลายสิบล้านคน ที่อาจไม่เคยได้ยินพระนามของพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้มาก่อน อีกทั้งอาจจะไม่ทราบว่า ครั้งหนึ่งในอดีต เมื่อ ๒๐๐ กว่าปีที่แล้ว มีพระพุทธรูปปางวิชัย หรือปางสะดุ้งมารองค์หนึ่ง ได้รับการอัญเชิญนำไปในสมรภูมิสนามรบ อย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ เคียงคู่บารมีของวีรกษัตริยาธิราชผู้กล้าพระองค์หนึ่ง ผู้มีน้ำพระทัยกล้าแกร่ง ไม่ย่อท้อในการทำศึกสงคราม จนสามารถกอบกู้เอกราชของชาติไทยกลับคืนมาจากพม่าได้ นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระผู้เป็นมิ่งขวัญ กำลังใจของทหารหาญ ในการกอบชาติกู้เมือง กู้ชาติไทย ให้เป็นไท จากพวกพม่า ที่เข้ามายึดครองผืนแผ่นดินไทย เมื่อคราวปี พุทธศักราช ๒๓๑๐

นับเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนิกชนที่อยู่ในภาคตะวันออก ที่ได้ พระพุทธปกาศิต หรือ หลวงพ่อปกาศิต กลับคืนมาสู่พื้นที่กองดินนี้อีกครั้งหนึ่ง หลังผ่านกาลเวลาไปแล้ว ถึง ๒๓๖ ปี นับแต่คราวที่พระยาตาก(สิน) ได้เคลื่อนกำลังพล ยกทัพไปตีเมืองจันทบูรณ์ ราวปี พ.ศ. ๒๓๑๐ และได้มาหยุดพักตั้งค่ายทหารที่หมู่บ้านแห่งนี้ ได้ทราบเรื่องราวจากผู้ปฏิบัติธรรมหลายท่าน เล่าให้ฟังว่า “เคยได้นิมิตเห็นพระยาตาก(สิน) ยกพระพุทธรูปบูชาองค์หนึ่ง เข้าไปในวิหารที่วัดเก่าคงคาจืด และให้ทหารหาญที่มาด้วยอธิษฐานจิตขอพรเป็นชัยมงคล ให้มีชัยชนะศึกสงครามที่เมืองจันทบูรณ์” จึงมีความเชื่อกันว่า พระพุทธรูปองค์นั้นก็คือ พระพุทธปกาศิต หรือ หลวงพ่อปกาศิต องค์ต้นแบบนี้นั่นเอง

วัดกองดินเป็นวัดสุดท้ายของจังหวัดระยอง ตั้งอยู่ในตำแหน่งจุดกึ่งกลางของภูมิภาค ๔ จังหวัดทางภาคตะวันออกคือ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด โดยทางสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๔ ปราจีนบุรี ร่วมกับศูนย์วัฒนธรรมท้องถิ่น อำเภอแกลง และสำนักงานเทศบาลตำบล ได้ร่วมสำรวจและตั้งหมุดประวัติศาสตร์ ในสถานที่ของวัดกองดิน นับเป็นลำดับที่ ๒๖ สุดท้ายของเขตจังหวัดระยอง ในเส้นทางสายเอกราชการเดินทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คราวยกทัพไปเพื่อตีเมือง จันทบูรณ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐

เทศบาลตำบลกองดิน ได้บันทึกประวัติความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้ไว้ว่า “...เมื่อครั้งที่กรุงศรีอยุธยามีข้าศึกพม่า ยกทัพมาประชิดพระนคร บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายระส่ำระสายไม่มีใครคิดที่จะต่อสู้กับข้าศึกพม่า ต่างพยายามที่จะหนีเอาตัวรอดกัน ครั้งนั้นพระยาวชิรปราการเห็นว่าพม่ามีกำลังเสริมเพิ่มขึ้น และล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ทุกด้าน เห็นทีจะเสียกรุงแก่พม่าเป็นแน่แท้... หากเราขืนชักช้า...อยู่ช่วยรบทำการป้องกันพระนคร ก็อาจจะพ่ายแพ้แก่ข้าศึกศัตรูพวกพม่าได้ จนลุถึงวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น ๔ ค่ำ พุทธศักราช ๒๓๐๙ ปีจอ อัฐศก

พระยาวชิรปราการ จึงได้ตัดสินใจรวบรวมไพร่พลราว ๕๐๐ คน ตีฝ่าวงล้อมพวกพม่าไปทางค่ายวัดพิชัย บ้านโพธิ์สังหาร แล้วมุ่งตรงไปยังหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออกเพื่อรวบรวมกำลังไพร่พล โดยมีจุดหมายปลายทางที่เมืองจันทบูรณ์ ในระหว่างการเดินทัพ ได้ผ่านเมืองระยอง บ้านไร่ บ้านกร่ำ เมืองแกลง ประแส เพื่อมุ่งไปสู่จันทบูรณ์นั้น

กองทัพของพระยาตากฯ ได้มาตั้งค่ายหยุดพักทัพม้าทัพช้างและไพร่พลอยู่ที่บริเวณวัดแห่งหนึ่ง และใช้สถานที่ดังกล่าวในการตำดินปืนเพื่อเตรียมไว้ใช้ในการออกศึกสงคราม...” สถานที่ตำดินปืนในครั้งนั้นจึงถูกเรียกว่า “กองดินปืน” เป็นเหตุที่มาของชื่อหมู่บ้านหรือตำบล นานเข้าก็เรียกกันสั้น ๆ ว่า “ตำบลกองดิน” สืบมาจนถึงปัจจุบัน

การสร้างหลวงพ่อปิยปกาศิตในภาคตะวันออกนี้ มีประวัติเล่ากันมาว่า พระพุทธรูปองค์นี้ ได้ขยายส่วน สร้างโดยใช้แบบมาจากพระพุทธรูปองค์เดิม ซึ่งมีพระนามว่า พระพุทธปกาศิต หรือ หลวงพ่อปกาศิต เป็นองค์ต้นแบบ มีขนาดหน้าตัก ๑๒ นิ้ว สำเร็จด้วยเนื้อสัมฤทธิ์ขาว โดยกษัตริย์พระองค์หนึ่งในยุคสมัยเชียงแสน ราวปีพุทธศักราช ๑๗๐๐ เพื่อเทิดพระเกียรติ ในคราวงานเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๔ รอบ

ในตำนานได้เล่าว่า ในพระเศียรจอมกระหม่อมเกศบัวตูมขององค์หลวงพ่อปกาศิตองค์ต้นแบบนี้ ได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้จำนวนหนึ่ง และมีเหล่าเทพเทวาชั้นสูง ผู้มีมหิทธานุภาพรักษาอยู่ถึง ๙ พระองค์ มีตำนานความเชื่ออีกส่วนหนึ่ง เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อปิยปกาศิต ที่ได้มีผู้มาสร้างไว้ในภาคตะวันออกนี้ว่า “หลวงพ่อปิยปกาศิต” องค์ต้นแบบนี้ มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มาแต่สมัยที่ท่านยังทรงผนวชเป็นพระภิกษุคู่กับนายทองด้วง (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชหรือรัชกาลที่ ๑) ที่หัวเมืองพิษณุโลก เมื่อลาสิกขาแล้ว พระองค์ได้นำเอาพระพุทธรูป คือ หลวงพ่อปกาศิตมาด้วย ภายหลังได้เข้ารับราชการ ไปรบทัพจับศึกที่ไหน ก็จะนำพระพุทธรูปองค์นี้ไปด้วย ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บุญบารมีประจำพระองค์ และมักได้ชัยชนะกลับมาทุกครั้ง จึงมีนามอีกอย่างหนึ่งว่า “พระไชยหลังช้าง” หรือ “พระนำชัย” มีผู้กล่าวว่า แม้การยกทัพไปเมืองจันทบูรณ์คราวนั้น “หลวงพ่อปิยปกาศิต” ก็ได้มากับกองทัพของพระยาตาก(สิน)นี้ด้วย

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นต้นมา ที่ท่าน พระมหารัตน์ เขมธัมโม ได้มาดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสของวัดกองดิน ได้สืบค้นคว้าเสาะหาข้อมูล ประวัติเรื่องราวความเป็นมาของหลวงพ่อปิยปกาศิต จนได้ทราบข้อมูลที่เชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องถึงกัน

มีคำพูดว่า ด้วยบารมีของหลวงพ่อพระ พุทธโสธร ช่วยเหลือหมู่คนได้ทั้งเมืองแปดริ้ว ด้วยบารมี หลวงพ่อวัดบ้านแหลม เป็นที่พึ่งของคนได้ทั้งแม่กลอง ในกาลภายหน้า เชื่อว่าด้วย บารมีของหลวงพ่อปิย ปกาศิต จักเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธในภาคตะวันออกได้

ปัจจุบัน วัดกองดิน ได้ทำโครงการร่วมกับสำนักงานเทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบลกองดิน ก็ได้เริ่มทำโครงการเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์พื้นที่ เป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อประโยชน์สุขของพุทธศาสนิกชน ถือเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งในอนาคต ที่จักเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธแห่งใหม่ในภาคตะวันออก นอกจากไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ (พลวง) และไปชมพิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุ ที่เขาวัดสุกิม จังหวัดจันทบุรีแล้ว

จึงขอเชิญชวนชาวพุทธทุกท่าน ทุกถิ่น สถานทั่วเมืองไทย ที่ได้มีโอกาสมาสู่ภาคตะวันออก ได้เข้ามานมัสการอธิษฐานจิตขอพร จากหลวงพ่อปิยปกาศิต เพื่อความเป็นสิริชัยมงคล สมบูรณ์พูนผล ประกอบด้วยจตุรพิธพรชัย ได้โดยทุกประการ

นอกจากนมัสการหลวงพ่อปิยปกาศิตแล้ว ทางวัดยังขอเชิญชวนชาวพุทธร่วมสักการะโพธิ์อธิษฐานจิต หรือโพธิ์สามต้นของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งปลูกไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐ มีขนาดลำต้นประมาณ ๑๕ คนโอบอีกด้วย ทั้งนี้ทางวัดกองดิน ตำบลกองดิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ศูนย์รวมจิตใจแห่งใหม่ของชาวพุทธภาคตะวันออก เปิดให้นมัสการทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๘.๓๐-๑๗.๓๐ น.
ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พ. 17 มิ.ย. 2552 - 23:56 น.] #685218 (2/164)


(D)
พระพุทธรูป หลวงพ่อแก่ วัดดุลยาราม จ.สตูล

"หลวงพ่อแก่ วัดดุลยาราม" เป็นพระพุทธรูปแกะสลักด้วยไม้ สูงประมาณ 70-80 เซนติเมตร ตั้งประดิษฐานอยู่ ณ วัดดุลยาราม ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล

หลวงพ่อแก่เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ มีเค้าพระพักตร์เป็นหญิง แบบนางพญาหรือพระหน้านาง บางทีเรียกว่าพระแก่นจันทร์ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง ฝีมือแกะสลักของช่างภาคเหนือหรือล้านช้าง เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวจังหวัดสตูลให้ความเคารพนับถืออย่างมาก

มีประวัติเล่ากันสืบมาว่า เป็นพระที่ลอยน้ำมาจากทะเล ผู้ใหญ่บ้านคลิ้งเป็นผู้เก็บมาจากคลองน้ำพระ และเมื่อพิจารณาเห็นว่าเป็นพระพุทธรูป จึงคิดนำมาไว้ที่วัด ในขณะที่เดินทางมา วัดฉลุง (วัดบ้านจีน) ผ่านสวนผักของแป๊ะไล้ฮะ (ชาวจีนที่มาอาศัยในฉลุง ดำรงชีพด้วยการปลูกผักขาย)

แป๊ะไล้ฮะได้ถามผู้ใหญ่คลิ้งว่า "ลื้อแบกอะไรมา" พอเข้ามาใกล้จึงเห็นว่าเป็นพระ จึงบอกผู้ใหญ่คลิ้งว่าน่าจะนำไปไว้ที่วัด โดยผู้ใหญ่คลิ้งได้นำองค์หลวงพ่อแก่มาวางไว้ใต้ต้นแซะบริเวณวัดฉลุง

ในตอนแรกไม่มีใครสนใจ เพราะเห็นว่าเป็นพระไม้เก่าๆ ต่อมาหลวงพ่อแก่ได้แสดงอภินิหารและเข้าฝันผู้สูงอายุท่านหนึ่งในตำบลฉลุงว่า รู้สึกอึดอัดมากที่มีเด็กๆ เอามาเล่น โดยไม่ให้ความเคารพนับถือ

พ่อท่านเปลียว เจ้าอาวาสวัดดุลยารามสมัยนั้น ได้สร้างเป็นที่พักและนำหลวงพ่อแก่มาประดิษฐาน ซึ่งได้มีชาวบ้านที่ทราบข่าวมากราบไหว้ สักการบูชา บนบานศาลกล่าว ในขณะนั้นองค์พ่อแก่มีแขนข้างเดียว สันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากการที่เด็กนำมาเล่น ทำให้แขนข้างซ้ายหัก ชาวบ้านจึงได้จัดทำแขนข้างซ้ายประกอบเหมือนเดิม

ครั้นต่อมา พ่อท่านเปลียวมรณภาพลง พระสิริขันตยาภรณ์ (พระมหารุ่ง) ได้มาเป็นเจ้าอาวาสแทน ซึ่งท่านดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดสตูล ได้มีความคิดร่วมกับคณะกรรมการวัดว่า ควรจะจัดทำวัตถุมงคลหลวงพ่อแก่ เพื่อให้ชาวบ้านได้นำไปบูชา โดยจัดทำเหรียญหลวงพ่อแก่รุ่นแรก เมื่อวันเสาร์ที่ 5 เมษายน 2514 มีพระอาจารย์ชื่อดัง (มีชื่อเสียงมาก) เข้าร่วมพิธีปลุกเสกหลายรูป เช่น พระอาจารย์ศรีแก้ว วัดไทรใหญ่, หลวงพ่อสงฆ์ วัดคงคาวดี, หลวงพ่อเพชร วัดดอนแย้ และยังมีพระเถราจารย์อีกหลายรูป

เหรียญรุ่นแรกที่จัดทำ เป็นเหรียญเนื้อทองแดงและเนื้อเงิน และในวันที่ 6 เมษายน 2514 ได้มีการจัดงานฌาปนกิจศพพ่อท่านเปลียว ปรกกโม อดีตเจ้าอาวาสวัดดุลยาราม

หลวงพ่อแก่ได้แสดงอภินิหารเป็นที่ยำเกรง ปรากฏแก่ชาวบ้านในละแวกนั้นหากใครไปถ่ายสิ่งปฏิกูลในบริเวณใกล้เคียงในสถาน ที่นั้น มักจะมีอันเป็นไปในทางที่ไม่ดี มีอาการปวดหัวตัวร้อน

เมื่อชาวบ้านได้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงได้จัดสร้างวิหารเป็นที่ประดิษฐาน โดยเฉพาะ และมีการจัดงานนมัสการในวันสงกรานต์เป็นประจำทุกปี

อภินิหารที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งขึ้นชื่อลือชาของ หลวงพ่อแก่ วัดดุลยาราม คือ สามารถห้ามฝนได้ ใครจะจัดงานอะไรหากเกรงว่าฝนจะตกในงานก็จุดธูปบนบานขออย่าให้ฝนตก ปรากฏว่าได้ผลเป็นประจักษ์ทุกรายไป

โดยนายสาธร แซ่ห้อง ชาว ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล ได้เล่าถึงอภินิหารของหลวงพ่อแก่ว่า ในขณะที่ตนขับรถไป จ.จันทบุรี ถึง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปรากฏว่าในขณะที่ตนโบกมือออกไปนอกรถ สร้อยข้อมือทองคำของตนตกลงไปบนถนนและหายไป

นายสาธรได้บนบาน เหรียญหลวงพ่อแก่ ที่ติดไปหน้ารถว่าขอให้พบสร้อยข้อมือคืน พอตนถอยรถกลับไปบริเวณที่ทำสร้อยตก ปรากฏว่าพบสร้อยข้อมือของตนปรากฏเป็นสีทองให้เห็นเด่นชัด แม้แต่ ร.อ.สมจิตร จงจอหอ นักชกเหรียญทองประวัติศาสตร์ ก็ได้มาแก้บนที่นี่ และทุกวันจะมีคนทั้งในและต่างจังหวัดมาแก้บนกันเป็นจำนวนมาก

สำหรับเครื่องบูชาแก้บนพระพุทธรูป หลวงพ่อแก่ วัดดุลยาราม เป็นขนมโค, ประทัด, ผ้า 7 สี, น้ำ 3 สี, ทอง 100 แผ่น, หมูย่าง, หัวหมู

คำว่า "พ่อแก่" หมายถึง พระผู้เฒ่าผู้แก่เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไป ปัจจุบันหลวงพ่อแก่ประดิษฐานอยู่ที่วัดดุลยาราม ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล มีพระเทพคุณาธาร เจ้าคณะจังหวัดสตูล เป็นเจ้าอาวาส

ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
รัตนชัย จึงชนะ

โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พ. 17 มิ.ย. 2552 - 23:57 น.] #685219 (3/164)


(D)
หลวงพ่อดำ วัดช่องเเสมสาร จ.ชลบุรี

"พระสัมพุทธมหามุนีศรีคุณาศุภนิมิต" หรือ "หลวงพ่อดำ" วัดช่องแสมสาร ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นพระพุทธปฏิมากรศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่ง ซึ่งชาวประมงฝั่งตะวันออก เลื่อมใสศรัทธาทุกครั้งที่ออกทะเล มักจะไปนมัสการและขอพรเสมอ เพราะเชื่อว่าทุกคนจะกลับมาโดยสวัสดิภาพ มีโชคได้สินทรัพย์จากทะเลเป็นกอบเป็นกำ

พระสัมพุทธมหามุนีศรีคุณาศุภนิมิต หรือหลวงพ่อดำ ประดิษฐานในพระวิหารวัดช่องแสมสาร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิสูง 5 เมตร มีรูปใบหน้าอิ่มเอิบ ดวงตาทอดต่ำลงแผ่เมตตาให้กับผู้คนที่เดินทางมากราบไหว้

ตำนานหลวงพ่อดำ ระบุว่า เมื่อปีพุทธศักราช 2501 "หลวงพ่อดำรง คุณาสโภ" ได้เดินทางจาก จ.สุพรรณบุรี มาปักกลด ณ บริเวณพระเจดีย์เก่าบนเขาของวัดช่องแสมสาร

หลวงพ่อดำรง ได้เล่าให้ญาติโยมที่ไปกราบนมัสการให้ฟังว่า ท่านจำพรรษาอยู่วัดเขาขึ้น อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณ บุรี สาเหตุที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ เพราะได้ฝันว่า เทพยดาองค์หนึ่งบอกให้ไปสร้างพระพุทธรูปไว้ใกล้ๆ พระเจดีย์เก่าองค์หนึ่ง บนเขาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก

"ในภายภาคหน้า พระประธานองค์นี้จะกลายเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีประชาชนให้ความเคารพนับ ถือเดินทางมากราบไหว้กันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากบริเวณแห่ง นี้มีความเหมาะสมที่จะบูรณะให้กลายเป็นแหล่งรักษาศีลและความสงบให้กับชาว พุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก..."

หลวงพ่อดำรง ได้ออกเดินทางจากวัดเขาขึ้น กว่าจะถึงวัดช่องแสมสารเป็นเวลา หลายวัน เพราะท่านเดินทางถึงหมู่บ้านติดทะเลที่ใดก็จะแวะดูเรื่อยไป

จนถึงบ้านช่องแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี คือ สถานที่ท่านปักกลดอยู่นี้ เป็นสถานที่มีภูมิทัศน์ตรงกับสภาพที่ท่านนิมิตฝัน ท่านจึงชักชวนญาติโยม ช่วยกันบริจาควัสดุในการสร้างพระพุทธปฏิมากร ซึ่งได้รับศรัทธาร่วมมือด้วยดี

ในสมัยนั้นยังไม่มีทางรถยนต์ จึงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนแบกขนวัสดุขึ้นไป การสร้างใช้เวลาสร้างประมาณ 2 ปี จึงแล้วเสร็จ และทารักสีดำ ตั้งเป็นสง่าอยู่กลางแจ้ง โดยไม่มีหลังคาคลุมแต่อย่างใด

ชาวบ้านชาวเรือและผู้พบเห็น จึงเรียกว่าหลวงพ่อดำกันจนติดปาก ทั้งๆ ที่ตอนสร้างเสร็จท่านได้ถวายนามว่า "พระสัมพุทธมหามุนีศรีคุณาศุภนิมิต" ซึ่งชื่อในตอนท้าย มีความหมายระบุว่า เป็นพระที่เกิดจากความฝันดี

หลังจากสร้างเสร็จประมาณ 1 เดือน ได้จัดงานฉลองพระและประกอบพิธีเบิกพระเนตร ในครั้งนั้นได้มีการผูกหุ่นฟาง 2 หุ่น เพื่อเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อดำ หลังจากเสร็จพิธีก็เผาหุ่นฟาง

หลวงพ่อดำ วัดช่องเเสมสาร ได้ตั้งตากแดดอยู่กลางแจ้งเป็นเวลาถึง 10 ปีเศษ จนมีชาวประมงจากจังหวัดสมุทรปรา การแล่นเรือผ่านมาเห็นหลวงพ่อดำตากแดด จึงบนขอพรว่าออกเรือเที่ยวนี้ขอให้ได้ 200,000 บาท จะมาทำหลังคาให้ ปรากฏว่าได้ดังคำขอ จึงเอาเงินมาฝากให้นายเจริญ ทิศาบดี ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยทำหลังคา แต่ไม่มีฝา เมื่อฝนตกก็สาดเปียก ต่อมาชาวประมงอีกราย ผ่านมา ก็บนหลวงพ่อดำอีก ขอให้จับปลาได้เยอะๆ จะ มากั้นฝาให้ ปรากฏว่าได้สมหวังก็เอาเงินมาฝากผู้ใหญ่ให้ช่วยทำต่อไป

สภาพวิหาร หลวงพ่อดำ วัดช่องเเสมสารในขณะนั้น จึง เป็นเพียงมีหลังคาและฝาไม้สามด้าน มีชาวบ้านและชาวเรือต่างขึ้นไปนมัสการกราบไหว้ เป็นจำนวนมาก และมักประสบ ผลสำเร็จ หลังจากสิบปีผ่านไป สภาพของวิหารชำรุดทรุดโทรมจนใช้งานไม่ได้ นายเสน่ห์ พิทักษ์กร สมาชิกสภาจังหวัดชลบุรี ได้ร่วมมือกับพระครูวิสารทสุตากร เจ้าอาวาส พร้อมชาวบ้าน ร่วมกันสร้างเป็นวิหารจตุรมุข ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง และมีภาพปูนปั้นเรื่องราวพุทธประวัติ ซึ่งหาชมได้ยากในปัจจุบัน

ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด เดินสายไหว้พระ
นิราช ทิพย์ศรี

โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พ. 17 มิ.ย. 2552 - 23:57 น.] #685221 (4/164)


(D)
หลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย วัดโพธิ์ศรี จ.หนองบัวลำภู

" หลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย" หรือ หลวงพ่อพุทธศรีวิชัย เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 5 ศอก สูง 3 เมตร ศิลปะล้านช้าง ประดิษฐานภายในอุโบสถของวัดโพธิ์ศรี บ้านลำภู หมู่ 7 ต.ลำภู อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู

หลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย เป็นพระพุทธรูปโบราณอายุหลายร้อยปี เดิมถูกทิ้งตากแดดตากฝนมานาน ชาวบ้านได้ทำหลังคามุงหญ้ากันแดดกันฝน จนกระทั่งมีชุมชนเข้ามาอยู่และได้สร้างเป็นวัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2310 เดิมชื่อวัดหายโศก ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นวัดโพธิ์ศรีในปัจจุบัน แต่ยังมีวงเล็บต่อท้ายว่าวัดหายโศกอยู่

ต่อมาได้มีการก่อสร้างอุโบสถครอบองค์พระไว้ เมื่อปี พ.ศ.2442 กระทั่งปัจจุบันกลายเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของชาวเมืองหนอง บัวลำภู มีประชาชนเข้ามากราบไหว้บูชาขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นประจำมิได้ขาด

วัดโพธิ์ศรี ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2524 ปัจจุบัน มีพระครูวชิรโพธิวัชร เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ศรี

มีเรื่องเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ถึงความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อใหญ่ศรี วิชัย ตั้งแต่อดีตที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ในห้วงที่ยังไม่มีการก่อสร้างอุโบสถครอบองค์หลวงพ่อ สมัยนั้นยังเป็นป่ารอบบริเวณเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า ขณะที่หน้าแล้งก็เกิดไฟป่าขึ้นลุกลามขยายวงไปทั่ว แต่เมื่อไฟป่าได้ลามเข้ามาใกล้องค์พระก็ปรากฏว่าไฟได้ดับลงรอบๆ องค์พระอย่างน่าอัศจรรย์ โดยไม่มีชาวบ้านมาดับไฟแต่อย่างใด เป็นที่โจษจันของชาวบ้านไปทั่วถึงปาฏิหาริย์

นอกจากนี้ หลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านมาโดยตลอด โดยเฉพาะในเรื่องการบนบานขอพร ตลอดจนสาบาน ที่ชาวบ้านเห็นผลมานักต่อนักจวบจนปัจจุบัน

ทั้งนี้ชาวบ้านได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังถึงการทำผิดคำสาบานหรือการลบหลู่หลวงพ่อ ที่ต้องได้รับผลกรรมทันตาเห็น ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เช่น ก่อนหน้านี้หลายสิบปี ได้มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในอำเภอมากราบไหว้หลวงพ่อ และเห็นว่าบริเวณใบหูและดวงตาของหลวงพ่อไม่สวยงาม จึงได้เอาช่างมาแก้ไข ต่อมาปรากฏว่าข้าราชการคนดังกล่าวกลายเป็นคนหูหนวกตาบอดในที่สุด ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ยังมีพ่อค้าในตลาดสด ที่มีคนใช้ในบ้าน อยู่มาวันหนึ่งเกิดมีทรัพย์สินหายไป พ่อค้าก็ตั้งข้อสงสัยว่าคนรับใช้เป็นคนเอาไป เมื่อสอบถามคนใช้ก็ยืนยันว่าไม่ใช่คนขโมย จึงพากันมาสาบานต่อหน้าหลวงพ่อ แต่พอเดินทางมายังไม่ถึงวัดก็ถามกันว่ากล้าสาบานหรือไม่ว่าไม่ได้เอาไป ก็ตกลงสาบานกันโดยไม่ได้อยู่ในบริเวณวัดเพียงแต่ตั้งใจว่าจะมาที่วัด แต่พ่อค้าก็ตัดใจว่าจะไม่ไปสาบานกันที่วัดแล้วพากันเดินทางกลับ

ต่อมาอีกไม่กี่วันก็ปรากฏว่าพ่อค้าทั้งลูกเมียได้เกิดอุบัติเหตุรถชนเสีย ชีวิตพร้อมกันถึง 4 ศพ ขณะที่คนรับใช้ไม่ได้เป็นอะไร ซึ่งชาวบ้านต่างเชื่อว่าเป็นเพราะคำสาบาน ส่วนเรื่องที่พบเห็นประจำจากเด็กๆ ในหมู่บ้านที่ซนและได้มายิงนกในบริเวณวัด กลับบ้านก็มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย จนพ่อแม่ต้องรีบพามาขอขมาหลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย ถึงจะหายป่วย

ทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 วัดโพธิ์ศรี จะประกอบพิธีทำบุญใหญ่ถวายหลวงพ่อพุทธศรีวิชัย ซึ่งบรรดาชาวบ้านในเมืองหนองบัวลำภู จะถือเอาพิธีดังกล่าวมาทำพิธีแก้บนประจำปี นอกเหนือจากที่ได้บนบานและแก้บน เมื่อประสบผลดังที่มุ่งหวังไว้แล้ว

สำหรับพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาที่ จ.หนองบัวลำภู หากมีโอกาสควรที่จะมากราบไหว้บูชาหลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย ซึ่งทางวัดโพธิ์ศรี เปิดให้ประชาชนเข้าไปกราบไหว้สักการะอยู่ทุกวัน

ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด
คอลัมน์ เดินสายไหว้พระ พรพิทักษ์ คงพุฒิคุณ

โดยคุณ noomjj (1057)[พ. 17 มิ.ย. 2552 - 23:57 น.] #685222 (5/164)
มานั่งเป็นเพื่อนครับ พี่ติ่ง

โดยคุณ kaicpac (1164)[พ. 17 มิ.ย. 2552 - 23:58 น.] #685223 (6/164)
หวัดดีครับพี่ติ่ง มาแต่หัววันเชียวนะครับ...

โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พ. 17 มิ.ย. 2552 - 23:58 น.] #685224 (7/164)


(D)
หลวงพ่อโต วัดไทรใต้ จ.นครสวรรค์

"หลวงพ่อโต วัดไทรใต้" เป็นพระพุทธรูปประธาน ประดิษฐาน ณ อุโบสถวัดไทรใต้ เลขที่ 4 ถนนโกสีย์เหนือ ต.ปากน้ำโพ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยสุโขทัยตอนปลาย ทำด้วยทองสำริด

หลวงพ่อโต วัดไทรใต้ เป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านทั่วไป

ประวัติหลวงพ่อโต วัดไทรใต้
หลวงพ่อโต มีประวัติความเป็นมาที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ย้อนหลังไปเมื่อ 100 ปีที่แล้วมา มีโยมชาวบ้าน ชื่อ เข็ม เลิศล้ำ เป็นญาติกับหลวงพ่อหล่อ หรือพระสมุห์ทองหล่อ อดีตเจ้าอาวาสวัดไทรใต้

นายเข็ม มีบ้านอยู่ที่บ้านหาดทรายงาม อยู่ห่างวัดไทรใต้ไปทางเหนือประมาณ 4 กิโลเมตร คืนหนึ่งนายเข็มนอนหลับฝันไปว่า หลวงพ่อโต มาเข้าฝันบอกว่า "กูนอนอยู่ในป่าไผ่วัดดอนคา (อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์) มานานแล้ว กูอยากมาอยู่กับมึง"

ครั้นนายเข็มตื่นขึ้นจำความได้ดี จนรุ่งเช้าจึงนำความฝันมาเล่าให้ลูกหลานฟัง หลังจากนั้นจึงได้ช่วยกันหาเกวียนได้ 3 เล่ม รวมผู้คนกว่า 20 คน เตรียมเสบียงอาหาร เดินทางไปวัดดอนคา เพื่อไปแห่รับพระกลับมาบ้านหาดทรายงาม ทั้งหมดพากันเดินล่องใต้ไปข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงสะพานเดชาติวงศ์ ซึ่งเป็นช่วงเดือน 5 หน้าแล้งมีน้ำน้อย เป็นบริเวณเส้นทางที่จะเดินทางผ่านไปยัง อ.ท่าตะโก และคิดกันว่าถ้าไปแล้วไม่ได้พระตามที่ฝันก็จะพาหันหาหน่อไม้กลับมาไว้กินไว้ขายกัน

เมื่อเดินทางมาถึงวัดดอนคา นายเข็มก็เดินเข้าไปในป่าไผ่ตามที่ปรากฏในฝัน เป็นที่น่าประหลาดใจที่ได้พบพระพุทธรูป 2 องค์ เป็นพระสมัยสุโขทัยตอนปลาย ทำด้วยทองสำริดสวยงามทั้งสององค์ ไม่มีรอยชำรุด นายเข็มเลือกพระองค์ที่เห็นตามในฝันเพียงองค์เดียว ส่วนอีกองค์ปล่อยไว้ตามเดิม ไม่ได้นำกลับมาด้วย

เล่าขานกันว่า พระพุทธรูปอีกองค์ที่เหลืออยู่มีชาวบ้านเข้าไปหาปลาเอาแหลนไปแทงปลาในสระน้ำ ข้างวัดดอนคา พบพระพุทธรูปจึงนำขึ้นมาประดิษฐานไว้ที่วัดดอนคา อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ ชื่อว่าหลวงพ่อแหลน ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวท่าตะโก

นับว่าพระพุทธรูปสององค์ คือ หลวงพ่อโตและหลวงพ่อแหลน ถือว่าเป็นพระพี่น้องกัน หลวงพ่อโตจะมีองค์โตกว่าหลวงพ่อแหลนเล็กน้อย

ในช่วงขากลับ คณะของนายเข็มได้อัญเชิญหลวงพ่อโตขึ้นเกวียนแห่มาตามทางและมาข้ามแม่น้ำเจ้า พระยา ปกติบริเวณนี้จะมีปลากระเบนชุกชุม พวกหาปลาจะไม่กล้าเข้าใกล้ ถ้าใครเข้าไปจะถูกปลากระเบนแทงขา

แต่เมื่อขบวนหลวงพ่อโตแห่มาลงตรงท่าน้ำ เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่ไม่มีใครถูกปลากระเบนแทงเลย

เมื่อข้ามฝั่งมาแล้วก็แห่หลวงพ่อโตย้อนแม่น้ำเจ้าพระยาไปตามริมฝั่งผ่านวัด หัวเมือง(วัดนครสวรรค์) ผ่านตลาดปากน้ำโพ ผ่านวัดโพธาราม จนมาถึงวัดไทรทอง (ชื่อเดิมของวัดไทรใต้) ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง เป็นเวลาช่วงเย็นพอดี คณะของโยมเข็มจึงหยุดพักขบวนแห่ที่มีเป้าหมายว่าจะไปวัดหาดทรายงาม พอจะแห่ขบวนไปต่อปรากฏว่าวัวทั้งสองตัวที่เทียมเกวียนแห่อัญเชิญหลวงพ่อโต เกิดตื่นวิ่งหนีเข้าป่าหายไปไม่ยอมมาเทียมเกวียน นายเข็มและคณะจึงปรึกษากัน สรุปความว่า หลวงพ่อโตคงต้องการอยู่ที่วัดไทรทอง จึงอัญเชิญหลวงพ่อโตเข้าไปในอุโบสถวัดไทรทอง ยกขึ้นเป็นพระประธานมาจนถึงทุกวันนี้

วันที่อัญเชิญหลวงพ่อโตเข้าไปในอุโบสถวัดไทรทอง ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 จึงเป็นวันที่ชาวบ้านวัดไทรทองหรือวัดไทรใต้ในปัจจุบัน จัดงานประเพณี มีการจัดขบวนแห่นำองค์หลวงพ่อโตออกแห่ พร้อมทั้งจัดงานสมโภชฉลองหลวงพ่อโตเป็นประเพณีประจำทุกปี

โดยออกแห่ทางเหนือไปถึงวัดหาดทรายงาม บ้านของโยมเข็ม แล้วแห่ลงมาทางใต้ถึงวัดหัวเมือง (วัดนครสวรรค์) และแห่รอบตลาดปากน้ำโพให้ประชาชนได้สรงน้ำ สักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล

สำหรับวัตถุมงคลหลวงพ่อโต วัดไทรใต้มีสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2506 เป็นเหรียญเนื้อโลหะทรงกลม มีรูปหลวงพ่อโตอยู่ด้านหน้า

ล่าสุด พ.ศ.2542 วัดไทรใต้ได้จัดสร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อโต หลวงปู่ทวด ขึ้นอีกรุ่นหนึ่ง มีทั้งรูปหล่อขนาดบูชา รูปหล่อขนาดเล็ก เหรียญทรงกลม พระผงพิมพ์สี่เหลี่ยม รูปไข่ รวมทั้งล็อกเกตหลวงพ่อโต จัดวางใส่ตู้ไว้ในอุโบสถ เพื่อให้ประชาชนได้เช่าบูชา

วัดไทรใต้ เป็นวัดเก่าแก่ มีอายุกว่า 200 ปี ตั้งขึ้นเมื่อราว พ.ศ.2350 อยู่บนที่ราบสูงเชิงเขา ติดริมแม่น้ำปิง เดิมชื่อวัดไทรทอง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ.2355 ต่อมา มีวัดไทรเหนือ วัดไทรทองจึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดไทรใต้

วัดไทรใต้ เคยเป็นสำนักวิปัสสนาและเคยเป็นที่ตั้งชั่วคราวของศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันมีพระครูนิโครธธรรมวุฒิ เป็นเจ้าอาวาส

ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด คอลัมน์ เดินสายไหว้พระ ชาติชาย เกียรติพิริยะ

โดยคุณ บ้านพระ (2846)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:00 น.] #685226 (8/164)


(D)
จงทำงาน ทุกชนิด ด้วยจิตว่าง
ยกผลงาน ให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น
กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน
ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที

ท่านผู้ใด ว่างได้ ดังว่ามา
ไม่มีท่า ทุกข์ทน หม่นหมองศรี
“ศิลปะ” ในชีวิต ชนิดนี้
เป็น “เคล็ด” ที่ใครคิดได้ สบายเอยฯ


โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:00 น.] #685229 (9/164)
หวัดดีครับ.....ท่าน noomjj และ kaicpac .....ส่งไอ้เขียวไปแล้วนะครับ....รับด้วยนะครับ....


โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:01 น.] #685230 (10/164)


(D)
พระพุทธรูป หลวงพ่อแก่ วัดหูกวาง จ.นครสวรรค์

"หลวงพ่อแก่ วัดหูกวาง" เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐาน ณ วิหารวัดหูกวาง หมู่ 2 ต.หูกวาง อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์

หลวงพ่อแก่เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย มีโครงเหล็กแบนอยู่ภายใน เกศาเป็นตุ่ม มียอดเศียรแบบเปลวเพลิง ศิลปะสุโขทัย หน้าตัก 3 ศอก ประดิษฐานประจำวิหาร หันหน้าลงสู่แม่น้ำปิง

ประวัติหลวงพ่อแก่ วัดหูกวางความเป็นมาไม่มีใครทราบว่า หลวงพ่อแก่สร้างขึ้นเมื่อใด และใครเป็นผู้สร้าง แต่เดิมประดิษฐานอยู่ในอุโบสถเก่าของวัดหูกวาง

เคยมีผู้สอบถามพระเทพคุณาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดหูกวาง ท่านเล่าว่าได้สอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนวัดหูกวางก็ไม่มีใครทราบ ทราบแต่ว่าเดิมทีบ้านหูกวางเคยเป็นที่พักของแม่ทัพนาย กองและกองทัพทหารในยุคก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เดินทัพขึ้นสู่ภาคเหนือไปรบที่เชียงใหม่ ขากลับจึงได้อัญเชิญหลวงพ่อแก่กลับมาประดิษฐานไว้บริเวณวัดหูกวาง ซึ่งใช้เป็นที่พักกองทัพ และประดิษฐานตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

เรื่องความศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อแก่มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เลื่องลือหลาย ประการ พระครูนิทานโพธิวัฒน์ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันและเป็นรองเจ้าคณะอำเภอบรรพตพิสัย เล่าให้ฟังว่า เมื่อประมาณ พ.ศ.2533 ท่านได้เดินทางด้วยรถยนต์ไปกรุงเทพฯ ด้วยความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงขากลับมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อวิ่งขึ้นมาจากข้างทางด้านซ้าย ตัดขวางเต็มถนน

เมื่อมีรถขวางจึงเบรกไม่อยู่ ต้องวิ่งเลี่ยงออกด้านขวาที่มีรถบัสขนาดใหญ่วิ่งสวนมา แต่หักหลบรถบัสไปเจอรถยนต์กระบะอีก จึงต้องวิ่งหลบลงไปข้างทางที่มีต้นสะเดา แต่ปรากฏว่า รถที่ขับมาไปจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าต้นสะเดา โดยไม่ชนกับสิ่งใดและไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เชื่อว่าเป็นบารมีหลวงพ่อแก่ ซึ่งตั้งรูปหล่อขนาด 3 นิ้ว อยู่หน้ารถที่คอยคุ้มครอง

อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของการบนบาน ทุกครั้งที่วัดจัดงานมงคลหรือประกอบพิธีพุทธาภิเษก เพื่อจำหน่ายวัตถุมงคลหารายได้มาบูรณะวัด เจ้าอาวาสจะไปจุดธูปบอกกล่าวหลวงพ่อแก่ว่าขอให้จัดงานได้เรียบร้อยไร้ อุปสรรคและไม่ขาดทุน ปรากฏว่าวัดหูกวางมีผู้มาร่วมงาน กราบไหว้นมัสการปิดทองบูชาหลวงพ่อแก่ รวมทั้งเช่าบูชาวัตถุมงคลของหลวงพ่อแก่ ทำให้วัดมีรายได้ สามารถนำมาบูรณะวัด สร้างศาลาได้เป็นผลสำเร็จ

การแสดงความเคารพหลวงพ่อแก่ ทุกครั้งที่มีการเดินทางผ่านหน้าวัด สมัยที่เดินทางด้วยเรือ พวกชาวเรือจะเปิดแตรเสียงดังลั่น เพื่อแสดงความเคารพบูชาหลวงพ่อแก่ และที่เรือทุกลำทำเป็นประจำคือ วักน้ำในแม่น้ำปิงหน้าวัดหูกวางรดหัวเรือเพื่อความเป็นสิริมงคล ทุกคนเชื่อว่าเป็นน้ำมนต์วิเศษของหลวงพ่อแก่ จะช่วยให้ทำมาค้าขึ้น เจริญรุ่งเรือง เดินทางปลอดภัย

ส่วนการเดินทางทางบกด้วยรถยนต์ คนที่ขับรถผ่านวัดจะบีบแตรแสดงความเคารพหลวงพ่อแก่ทุกคัน และในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ ที่วัดจัดสรงน้ำหลวงพ่อแก่ หรือจัดงานปิดทองไหว้พระ จะมีผู้อาสารับเป็นเจ้าภาพนำมหรสพมาแสดงให้ชมฟรี รวมทั้งมีผู้จัดหัวหมู ไก่ต้ม มาแก้บน บูชาหลวงพ่อแก่เป็นประจำโดยไม่ขาดสาย

วัตถุมงคลหลวงพ่อแก่ วัดหูกวางได้จัดสร้างขึ้นหลายรุ่นด้วยกัน มีทั้งรูปหล่อขนาดบูชา ขนาดเล็ก รูปเหรียญ พระพิมพ์สมเด็จ แต่ในการสร้างแต่ละครั้งวัดจัดสร้างจำนวนไม่มากนัก ทำให้วัตถุมงคลของหลวงพ่อแก่หมดไปอย่างรวดเร็ว ที่ยังพอมีให้บูชาได้ในปัจจุบัน คือ รูปหล่อแบบบูชาหน้าตัก 12 นิ้ว หน้าตัก 5 นิ้ว และแบบตั้งหน้ารถขนาด 3 นิ้ว

ล่าสุดวัดหูกวางได้สร้างรูปหล่อจำลองหลวงพ่อแก่เนื้อโลหะไว้อีก 1 องค์ ส่วนองค์จริงยังตั้งให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชา แต่ทางวัดต้องทำกรงเหล็กล้อมองค์หลวงพ่อแก่ เพื่อป้องกันการโจรกรรมจากมิจฉาชีพ

หากผู้ที่เดินทางผ่านไปที่เมืองนครสวรรค์สามารถเดินทางไปกราบไหว้บูชาหลวง พ่อแก่ สามารถเดินทางไปที่วัดหูกวาง ตามถนนหมายเลข 1182 สายนครสวรรค์-บรรพตพิสัย (สายในเส้นริมแม่น้ำปิง) อยู่ห่างจากนครสวรรค์ประมาณ 30 กิโลเมตร ห่างจากตัวอำเภอบรรพตพิสัยประมาณ 5 กิโลเมตร

ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด คอลัมน์ เดินสายไหว้พระ
โดย ชาติชาย เกียรติพิริยะ

โดยคุณ ไร้เดียงสา (2015)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:02 น.] #685232 (11/164)
ดีครับพี่ติ่งขออยู่เป็นเพื่อนด้วยคน อิอิ

โดยคุณ บ้านพระ (2846)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:02 น.] #685234 (12/164)


(D)
หวัดดีครับพี่ติ่ง

โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:02 น.] #685235 (13/164)


(D)
พระพุทธชัยภูมิพิทักษ์ วัดชัยภูมิพิทักษ์ จ.ชัยภูมิ

"พระพุทธชัยภูมิพิทักษ์" ประดิษฐาน ณ วัดชัยภูมิพิทักษ์ อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ ขนาดสูงจากฐานถึงยอด 14 ศอก (7 เมตร) ก่ออิฐถือปูน หุ้มด้วยกระเบื้องโมเสกสีทองทั้งองค์

พระพุทธชัยภูมิพิทักษ์ เป็นพระพุทธรูปยืน ปางประทานพร ยกพระหัตถ์ขวาเหนือพระอุระ เม็ดพระศกใหญ่ ยอดพระเกศเป็นดอกบัวรองรับพระรัศมีเปลว พระจีวรแนบพระวรกาย ห่มเฉวียงบ่าซ้าย ชายสังฆาฏิพลิ้ว ทิ้งชายระดับพระอุระ พระวรกายมีชายพระจีวรสองชายเป็นริ้ว ประดิษฐานบนฐานบัวกลุ่มหินขัดสีน้ำตาลแดง ด้านล่างเป็นฐานเขียงหินกาบสองชั้น ด้านหลังเป็นกำแพงหินกาบ เสาแปดเหลี่ยมหินขัดสีน้ำตาลแดง มีลวดลายบัว ยอดเสาเป็นโคมไฟแปดเหลี่ยมลงรักปิดทอง

พระพุทธชัยภูมิพิทักษ์ วัดชัยภูมิพิทักษ์ เริ่มก่อสร้าง วันที่ 15 มกราคม 2512 แล้วเสร็จปี พ.ศ.2516 โดยนายประมูล ศรัทธาทิพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิในขณะนั้น มีช่างกรมศิลปากร อาจารย์ประกิต (จิตต์) บัวบุษย์ ควบคุมงานก่อสร้างองค์พระ

นายประมูล เล็งเห็นพื้นที่บริเวณผาเกิ้งมีบรรยากาศร่มรื่น จึงมีแนวคิดที่จะอนุรักษ์และพัฒนาให้เป็นพื้นที่อุทยาน โดยสร้างพระพุทธรูปปางประทานพร สูง 7 เมตร ยืนตระหง่านเป็นศรีสง่า ประดิษฐานที่หน้าผาเกิ้ง ซึ่งเป็นหน้าผาที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอำเภอหนองบัวแดง ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาสองลูกที่มาบรรจบกัน บางครั้งชาวบ้านจะเรียกว่า ช่องบุญกว้าง ซึ่งเป็นเส้นทางลัดที่ใช้เป็นที่หมายในการเดินทางจาก หุบเขาภูเขียว (ทิวเขาเพชรบูรณ์) มายังจังหวัดชัยภูมิ

ผาเกิ้ง อยู่ทางฝั่งภูแลนคา เป็นจุดที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน

คำว่า ผาเกิ้ง หรือ อีเกิ้ง เป็นภาษาอีสาน หมายถึงพระจันทร์ ดังนั้น ผาเกิ้งจึงเป็นชื่อผาที่มีลักษณะครึ่งวงกลมยื่นออกไป มองดูเหมือนพระจันทร์เสี้ยว

พ.ศ.2516 นายอนันต์ อนันตกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เห็นว่าการที่พระพุทธรูปองค์ใหญ่ราคานับล้าน ตั้งอยู่กลางป่า โดยปราศจากผู้ดูแลนั้น เป็นการไม่สมควร น่าจะมีพระอยู่จำพรรษาช่วยพัฒนาสถานที่และดูแลองค์พระให้รุ่งเรืองสง่างาม

ท่านจึงได้นิมนต์ พระมหาบุญมา ปุญญาภิรโต ต่อมา ได้ดำรงสมณศักดิ์ พระศีลวราลังการ เจ้าอาวาสวัดชัยภูมิพิทักษ์ (ผาเกิ้ง) และรองเจ้าคณะจังหวัดชัยภูมิ ให้มาดูแลสำนักสงฆ์แห่งนี้

ช่วงระยะที่ก่อสร้างได้เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์หลายอย่าง ในราวปี พ.ศ.2523 บริเวณดังกล่าวมีการเตรียมทำถนนลาดยางผ่านเขา มีการระเบิดหิน ปกติการระเบิดหินนั้น เมื่อระเบิดก้อนหินน้อยใหญ่จะปลิวว่อน ทุกครั้งที่ระเบิดพนักงานเจ้าหน้าที่จะเตือนพระภิกษุ-สามเณร แม่ชีให้หลบก้อนหิน โดยสั่งให้ไปหลบใต้ถุนกุฏิ พอเสียงระเบิดตูม ก้อนหินเหล่านั้นจะปลิวว่อนไปตกทั่วบริเวณวัด เล่นเอาสังกะสีกุฏิและศาลาทะลุเป็นช่องถึง 20 กว่าหลัง

ครั้นเมื่อคณะบริษัทเขาหยุดระเบิดแล้ว ได้มาตรวจสอบความเสียหายเพื่อซ่อมแซมให้ ปรากฏว่า บริเวณรอบองค์พระพุทธชัยภูมิพิทักษ์ ไม่ได้รับอันตรายจากก้อนหินแม้แต่น้อย เป็นอีกเรื่องหนึ่งแห่งความน่าอัศจรรย์เกี่ยวกับพระพุทธชัยภูมิพิทักษ์

ดังนั้น ผู้คนที่เดินทางผ่านไปมา ต้องแวะสักการะขอพรจากพระพุทธชัยภูมิพิทักษ์ หรือหากรีบเร่งเดินทาง คนขับรถก็จะบีบแตร คนที่นั่งมาด้วยจะยกมือไหว้ขอพรท่านอยู่มิได้ขาด

ปัจจุบัน วัดชัยภูมิพิทักษ์ (ผาเกิ้ง) ตั้งอยู่ในเขต ต.กุดชุมแสง อ.หนองบัวแดง เขตรอยต่อ ต.ห้วยต้อน อ.เมืองชัยภูมิ ห่างจากจังหวัดชัยภูมิ 33 กิโลเมตร อยู่ติดกับที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูแลนคา โดยมีพระราชภาวนาวราจารย์ (หลวงพ่อผาเกิ้ง) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส

ภายในวัดมีสถานที่สำคัญ อาทิ พระบรมธาตุผาเกิ้ง เป็นศาสนสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของวัดผาเกิ้ง มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงน้ำเต้ากลม เป็นศิลปะที่ผสมผสานระหว่างพระธาตุพนมกับพระปฐมเจดีย์ ความกว้างรอบฐาน 20 เมตร สูงจากฐาน 9 ศอก

นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์ตึกสมเด็จพระพุฒาจารย์ สร้างเมื่อ พ.ศ.2541 เป็นที่รวบรวมผลงานและของโบราณแร่ธาตุกายสิทธิ์ต่างๆ

ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
สุรพงษ์ สวัสดิ์ผล

โดยคุณ ไร้เดียงสา (2015)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:03 น.] #685236 (14/164)
แต่ผมมองแล้วไม่รู้เป็นอะไร ยิ่งพระพุทธรูปเก่าๆยิ่งแล้ว อยากได้เป็นเจ้าของทุกที (อิอิ ล้อเล่นนะครบพี่)

โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:03 น.] #685238 (15/164)


(D)
พระเจ้าพร้าโต้ วัดพระธาตุศรีดอนคำ จ.แพร่

อำเภอลอง หรือเมืองลอง เดิมเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดลำปาง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดแพร่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1023 เป็นระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2475 จึงโอนมาเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดแพร่ ใน 8 อำเภอ

ตามตำนานเมืองลอง เป็นเมืองที่ตั้งมานานนับพันปี กล่าวกันว่า สร้างมาก่อนสมัยพุทธกาล เหตุที่เรียกเมืองลอง เพราะว่า พระนางจามเทวีได้หลงทางมาถึงบริเวณที่ตั้งเมืองจึงตรัสว่า "ลองขึ้นไปก่อนเถอะ" เหตุดังกล่าว จึงเรียกว่า เมืองลอง

คำขวัญของอำเภอลองมีว่า "พระธาตุล้ำค่า ส้มพุทรารสเลิศ แหล่งกำเนิดผ้าจก มรดกสวนหิน ถิ่นชาวเมืองลอง"

เมืองลอง ตามตำนานกล่าวว่า แบ่งออกเป็น 3 ยุคด้วยกัน คือ ยุคที่ 1 ตั้งเมือง ยุคที่ 2 ย้ายเมือง และยุคที่ 3 ทิ้งเมือง

ในยุคที่ 2 มีเรื่องเล่าขานถึงการสร้างพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง เกิดขึ้นด้วยฝีมือของช่างศิลปะเชียงแสน คือ การสร้าง พระเจ้าพร้าโต้ ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่แปลกและสวยงามมาก

พระเจ้าพร้าโต้ ประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุศรีดอนคำ หรือวัดพระธาตุห้วยอ้อ หมู่ 7 ต.ห้วยอ้อ อ.ลอง จ.แพร่

ประวัติพระเจ้าพร้าโต้ วัดพระธาตุศรีดอนคำ
พระครูอดุลย์สารธรรม เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีดอนคำ รูปปัจจุบัน บอกเล่าถึงความเป็นมาของ พระเจ้าพร้าโต้ ว่า พระเจ้าพร้าโต้ แกะด้วยพร้าโต้ หรือมีดอีโต้ ศิลปะพื้นบ้านผสมผสานศิลปะเชียงรุ้ง ซึ่งผู้สร้างใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการใช้พร้าโต้แกะให้ออกมาเป็นพระพุทธรูปที่สวยงาม

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของเมืองลองที่มีการสร้าง"วัดศรีดอนคำ" มีพระยาลำปางและพระยานครแพร่ช่วยกันสร้าง มีการขออนุญาตโบกปูนและสร้างกุฏิให้พระเจ้ามหาเถรเจ้าสุทธนะเป็นพระประธาน โดยได้สร้างพระวิหารขึ้นในปี พ.ศ.2236 พร้อมพระอุโบสถขนาดเล็กกว้าง 4 วา ยาว 8 วา โดยลาดพื้นและผูกพัทธสีมา มีการจัดทำพระพุทธรูปองค์หนึ่งเรียกว่า พระเจ้าพร้าโต้ โดยสร้างจากไม้แก่นจันทน์ทั้งต้น และส่วนที่มีขนาดเล็กได้สร้างพระขนาดเล็กอีก 4 องค์ รวมทั้งสิ้น 5 องค์

องค์ที่ 2 กรมศิลปากรอัญเชิญไปประดิษฐานที่ไร่แม่ฟ้าหลวง องค์ที่ 3 อัญเชิญไปประดิษฐานที่พิพิธภัณฑ์วัดหลวง อ.เมืองแพร่ องค์ที่ 4 ถูกขโมยไป องค์ที่ 5 มีขนาดเล็กที่สุด ประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีดอนคำ

พระเจ้าพร้าโต้ มีความสูง 3 เมตร หน้าตักกว้าง 1.5 เมตร ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว และทางวัดได้สร้างศาลาให้ประดิษฐานเป็นอย่างดี ป้องกันการโจรกรรม นอกจากนี้ ในพิพิธภัณฑ์ยังมีพระไม้ขนาดเล็ก ที่สร้างด้วยมีดอีกจำนวน 1,000 องค์

ทั้งนี้ วัดพระธาตุศรีดอนคำ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลห้วยอ้อ หมู่ที่ 7 ต.ห้วยอ้อ อ.ลอง จ.แพร่ อยู่ติดกับตลาดเทศบาลห้วยอ้อ ห่างจากตัวเมืองแพร่ 45 กิโลเมตร ตามทางหลวง 1023

วัดพระธาตุศรีดอนคำ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "วัดห้วยอ้อ" เป็นวัดที่ตั้งมาช้านาน เป็นโบราณสถานที่มีพระธาตุเก่าแก่ขนาดใหญ่ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.1078 เมื่อคราวพระนางจามเทวีเสด็จจากเมืองละโว้ไปเมืองหริภุญชัย

"พระธาตุศรีดอนคำ" พระธาตุแห่งนี้ได้รับการบรูณะหลายครั้ง ปัจจุบันมีฐานเป็นปูน ส่วนบน ประดับด้วยแผ่นโลหะสีทอง

ด้านหลังพระอุโบสถหลังใหญ่ มีองค์พระธาตุซึ่งบรรจุพระอุรัฐิ (กระดูกหน้าอก) ของพระพุทธเจ้า มีศาลาประดิษฐานของพระเจ้าเชียงแสนอยู่ภายในวัด ถือว่าเป็นพระธาตุที่มีอายุเก่าแก่มาช้านานคู่กับวัดพระธาตุศรีดอนคำ

หากมีโอกาสเดินทางมาเยือนเมืองแพร่ แวะผ่านไปเที่ยวอำเภอลอง เข้าไปกราบนมัสการ พระเจ้าพร้าโต้ วัดศรีดอนคำ จ.แพร่ ชมศิลปะฝีมือของบรรพบุรุษชาวพุทธล้านนาและนมัสการขอพรกับ"พระธาตุศรีดอนคำ"

ทำให้เราอิ่มเอิบใจในกุศลผลบุญและความโชคดีเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองตลอดไป
คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
สมฤทธิ์ ชัยพลังฤทธิ์ ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับที่ 6737

โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:04 น.] #685241 (16/164)


(D)
พระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี วัดพระบาทมิ่งเมือง จ.แพร่

" พระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี" หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกชื่อสั้นๆ ว่า "พระพุทธโกศัย" เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองแพร่ ประดิษฐานอยู่ที่ วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่

พระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี สร้างขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 เมษายน 2498 พร้อมกับสร้าง เหรียญพระพุทธโกศัย รุ่น 2498 หรือ เหรียญพระพุทธโกศัย รุ่น 1 ไปด้วย โดยมีนายชุณห์ นกแก้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ในขณะนั้น เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์

ส่วนประธานฝ่ายสงฆ์ คือ สมเด็จวันรัตนสังฆนายก วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ, พระครูใบฎีกาประหยัด วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นประธานฝ่ายพิธีกรรม พระครูพรหมวิหาร วัดสุทัศนเทพวราราม และคณะเป็นผู้สวดพุทธาภิเษก

พร้อมด้วยเจ้าคณะ จังหวัดภาค 5 และพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายรูป อาทิ หลวงพ่อเกษม เขมโก จ.ลำปาง, หลวงปู่แหวน สุจิณโณ จ.เชียงใหม่, หลวงพ่อวัดดอนตัน จ.น่าน, หลวงพ่อทองดำ เป็นต้น

พิธีปลุกเสกพระพุทธโกศัย เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2498 ถึงวันที่ 24 เมษายน 2498 รวม 3 วัน 3 คืน มีปรากฏการณ์มหัศจรรย์ ขณะที่เททองพระพุทธรูปองค์ใหญ่ มีฝนตกปรอย พอตกกลางคืนมีฝนตกหนักตลอดคืน ทั้งที่เป็นหน้าแล้งหลังช่วงสงกรานต์

ปรากฏการณ์ สำคัญก่อนที่จะสร้างพระพุทธรูปโกศัยฯนั้น พระครูธรรมสารสุจิต วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร ได้พบหนังสือใบลานผูกหนึ่ง เป็นตำราว่าด้วยการสร้างพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์

ประวัติพระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี วัดพระบาทมิ่งเมือง
โดยตำราระบุไว้ว่า ถ้าสร้างพระพุทธรูปตรงกับวันขึ้น 1-2-3 ค่ำ เดือน 7 เหนือ หรือเดือน 5 ใต้ จะได้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ซึ่งนายชุณห์ นกแก้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้ปรึกษากับฝ่ายสงฆ์ มี พระครูธรรมสารสุจิต วัดพระบาทมิ่งเมือง กำหนดที่จะสร้างพระพุทธรูปและเหรียญพระพุทธโกศัยขึ้นในวันที่ 22-23-24 เมษายน 2498 ตรงกับวันขึ้น 1-2-3 ค่ำ

พระพุทธโกศัยฯ เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนผสมสมัยสุโขทัย ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 1 วา 5 นิ้ว ความสูง 1 วา 1 ศอก มีส่วนคล้ายพระพุทธชินราช ส่วนเหรียญพระพุทธโกศัย เป็นเหรียญสามเหลี่ยม ขนาดฐานกว้าง 1.5 ซ.ม. สูง 2.7 ซ.ม. บนยอดเหรียญมีหู เจาะเป็นรู แต่ไม่มีห่วงเหมือนเหรียญทั่วไป

ด้านหน้าเหรียญเป็นพระพุทธรูปโกศัยประทับบนดอกบัว 2 ชั้น ชั้นละ 7 ดอก รวม 14 ดอก รอบองค์พระโกศัยจะเป็นซุ้มนาค ลักษณะเหมือนครีบนาคอยู่รอบองค์พระ ด้านหลังเหรียญเป็นรูปเจดีย์อยู่ข้างบนรอยพระบาท ใต้รอยพระบาทมีหนังสือเขียนไว้ 4 บรรทัด คือ ที่ระลึกหล่อพระประธานคู่บ้านคู่เมือง ณ วัดพระบาทมิ่งเมือง จ.แพร่

คาถาบูชาพระพุทธโกศัย
สำหรับคำไหว้พระพุทธโกศัย ว่า "นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ" (กล่าว 3 จบ)

" อะยัมปิโข พุทธะโกเสยยะสิริชะยะมะหาสักกะนะมุนี โกเสยยะนะตะวัสสะ ธะชัง ภัตวา สัมภาวิโต โกเสยยะนาคะรานัง สิริมังคะละปาทาราเม อุโปสะถาคาเร ปะติฏฐิโต อิมะเนวาหัง สิระสา นะมามิ เอตัสสานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุเต"

คำแปล พระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี พระองค์แม้นี้แล พุทธบริษัททั้งหลาย พากันยกย่องว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองแพร่ ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร ข้าพเจ้าขอนมัสการพระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนีนี้แล ด้วยเศียรเกล้า ด้วยอานุภาพของพระพุทธโกศัยนี้ ขอความสุขสวัสดีปลอดภัยทั้งหลาย จงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าในกาลทุกเมื่อเทอญ

วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ มีเจ้าหลวงเมืองแพร่เป็นผู้สร้าง ไม่ปรากฏหลักฐานในการสร้าง อายุของวัดประมาณ 600 กว่าปี เดิมวัดนี้ มีอยู่ 2 วัด คือ วัดไชยอารามพระบาทกับวัดมิ่งเมือง อยู่ห่างกันเพียงตรอกคั่น

ในปี พ.ศ.2492 คณะสงฆ์และฝ่ายบ้านเมือง ได้มีมติให้รวมวัดทั้ง 2 แห่งนี้ เป็นวัดเดียวกัน โดยมีนามใหม่ว่า วัดพระบาทมิ่งเมือง

พ.ศ.2498 ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตยก วัดพระบาทมิ่งเมือง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร โดยมีพระมหาโพธิวงศาจารย์ (สุจี กตสารมหาเถระ) เป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวง

นอกจากนี้ ภายใน วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร ยังมีโบราณสถานที่เก่าแก่มากมาย อาทิ พระเจดีย์, พิพิธภัณฑ์พระวิหารมิ่งเมือง, หอบูรพาจารย์, หอธรรม (หอพระไตรปิฎก), พระอุโบสถ เป็นต้น

พุทธศาสนิกชนที่มีโอกาสเดินทางไป เที่ยวเมืองแพร่ ควรแวะเข้าไปกราบขอพรจาก พระพุทธโกศัย ศิริชัยมหาศากยมุนี วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร พระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดแพร่ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ที่มา...หนังสือพิมพ์
คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ สมฤทธิ์ ชัยพลังฤทธิ์

โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:05 น.] #685242 (17/164)


(D)
หลวงพ่อหิน ศักดิ์สิทธิ์ วัดป่าแป้น จ.เพชรบุรี

"หลวงพ่อหิน วัดป่าแป้น" ประดิษฐานอยู่บริเวณหน้าอุโบสถ วัดป่าแป้น ต.บ้านลาด อ.เมือง จ.เพชรบุรี ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเมืองเพชรบุรี ให้ความเลื่อมใสศรัทธา

หลวงพ่อหินศักดิ์สิทธิ์ วัดป่าแป้น เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหินแกรนิต สีเขียวอมเทา พุทธลักษณะแบบปางห้ามสมุทร สูงประมาณ 145 เซนติเมตร ฐานกว้าง 58 เซนติเมตร ปัจจุบันประชาชนได้นำทองคำเปลวมาปิดจนทึบ ทำให้รูปทรงหลวงพ่อหินหนาขึ้นจากเดิม

ศิลปะในการแกะสลัก เป็นพระพุทธรูปยืนยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างเสมอพระอุระ รูปทรงเป็นศิลปะสมัยทวารวดี แต่ที่สำคัญองค์พระพุทธรูปยังสร้างไม่แล้วเสร็จ เพียงแต่โกลนรูปทรงไว้เบื้องต้นเท่านั้น

สันนิษฐานว่าผู้ที่สร้าง อาจมีการเคลื่อนย้ายไปตกแต่งให้สมบูรณ์ ณ ที่ใดที่หนึ่ง แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจน เพียงแต่พิจารณาตามลักษณะของพระพุทธรูปใช้หินแกรนิต ซึ่งใน จ.เพชรบุรี ไม่มีแหล่งวัตถุดิบดังกล่าว หรือหินที่จะนำมาสร้างพระพุทธรูปได้ มีแต่หินจากภูเขาลูกรังและภูเขาหินเป็นส่วนใหญ่ จึงสันนิษฐานว่า องค์หลวงพ่อหินจะต้องถูกเคลื่อนย้ายมาจากทิศตะวันตก แถบเทือกเขาตะนาวศรี โดยล่องมาทางแม่น้ำเพชรบุรี สอดคล้องกับสถานที่พบ

โดยหลวงพ่อหิน วัดป่าแป้น ได้ถูกขุดค้นพบ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2515 โดยชาวบ้านหมู่ 3 ต.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ถูกฝังกลบอยู่ในดินภายในสวนละมุดใกล้กับแม่น้ำเพชรบุรี

ภายหลังชาวบ้านได้นำพระพุทธรูปดังกล่าว ไปถวายวัดป่าแป้น ซึ่งเป็นวัดภายในหมู่บ้าน

เจ้าอาวาสจึงได้นำไปประดิษฐานไว้บริเวณด้านหน้าอุโบสถ และได้แจ้งไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ ได้มีข้อสรุปว่า พระหินขุดพบเป็นพระหินที่สร้างยังไม่เสร็จ ศิลปะแบบทวารวดี พระเกตุมาลาเป็นมุ่นมวยผม การแกะสลักทำแต่เพียงโกลนแบบไว้เท่านั้น จึงไม่ได้จดทะเบียนเป็นวัตถุโบราณ และให้ตั้งประดิษฐานไว้ที่วัดป่าแป้น สืบต่อจนถึงปัจจุบัน

ภายหลังการนำ พระพุทธรูปหินประดิษฐานไว้ที่หน้าอุโบสถวัดป่าแป้น ได้มีชาวบ้านพบเห็นแสงสว่างเกิดขึ้นบริเวณหน้าอุโบสถเป็นประจำ

ที่สำคัญหลังข่าวการขุดพบพระหินสมัยโบราณแพร่กระจาย ได้มีประชาชนทั้งในจังหวัดเพชรบุรีและต่างจังหวัด เดินทางมากราบไหว้ขอพรอย่างเนืองแน่น ทำให้ทางวัดได้สร้างแท่นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขึ้นใหม่ ให้ดูสวยงาม และมีมติจากคณะกรรมการวัดและชาวบ้าน ได้ตั้งชื่อพระพุทธรูปว่า "หลวงพ่อหินศักดิ์สิทธิ์ นฤมิตมหามงคล"

มีชาวบ้านที่เจ็บไข้ได้ ป่วยมาอธิษฐานกับ หลวงพ่อหินให้ช่วยปัดเป่ารักษาให้หาย โดยนำน้ำมนต์ไปดื่มกิน ต่อมาอาการป่วยก็หายเป็นปลิดทิ้ง ทำให้ข่าวความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อหิน แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว

พระมหาประสงค์ มหาวีโร เจ้าอาวาสวัดป่าแป้น เผยว่า วัดป่าแป้นได้จัดงานนมัสการปิดทองหลวงพ่อหินเป็นประจำทุกปี โดยจัดในช่วงวันสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 12-14 เมษายน แต่ละปีจะมีประชา ชนมากราบไหว้นมัสการหลวงพ่อหินจำนวนมาก

จากการสอบถามพุทธศาสนิกชน ที่มากราบไหว้ หลวงพ่อหิน วัดป่าแป้น นอกจากมากราบไหว้ปกติแล้ว มีจำนวนมากที่มาแก้บนโดยการทำบุญกับหลวงพ่อหิน สิ่งที่มีการบนบานกันมาก คือ ให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตราย หรือแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

งานที่จัดขึ้นแต่ละปี จะมีประชาชนจากทุกสารทิศเดินทางมากราบไหว้นมัสการ ปิดทองขอพรหลวงพ่อหินเป็นจำนวนมาก แต่พื้นที่บริเวณหน้าอุโบสถคับแคบ เมื่อประชาชนมากันจำนวนมาก จะเกิดความแออัด ทางวัดจึงเตรียมสร้างมณฑป เพื่อประดิษฐาน หลวงพ่อหิน วัดป่าแป้นขึ้นใหม่ โดยใช้บริเวณใกล้กับอุโบสถ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้าง

สำหรับวัดป่าแป้น เป็นวัดเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่โบราณสถานเกือบทั้งหมด ได้ถูกบูรณะก่อสร้างขึ้นใหม่ สิ่งที่ยังบอกถึงความเก่าแก่ คือ อุโบสถ ที่มีประตูเข้าออกเพียงทางเดียว หรือที่เรียกว่าโบสถ์มหาอุด แต่มีการสร้างตกแต่งใหม่ภายหลัง

ส่วนเส้นทางที่จะเดินทางไปยัง วัดป่าแป้น อยู่ห่างจากถนนเพชรเกษมประมาณ 5 ก.ม. เริ่มจาก 4 แยกทาง หลวง ไปตามถนนสาย อ.บ้านลาด ปัจจุ บันมีการก่อสร้างขยายถนนเพชรเกษม ช่วง 4 แยกทางหลวง มีการยกระดับ โดยรถยนต์ที่วิ่งมาบนถนนเพชรเกษมขาล่องใต้ เมื่อมาถึง 4 แยกทางหลวง ต้องเลี้ยวขวาลงใต้สะพาน ข้ามถนนไปสู่ถนนสาย อ.บ้านลาด จากนั้นก็วิ่งไปตามถนน ตรงไปไม่นานก็จะถึงทางเข้าวัด ที่อยู่ทางซ้ายของถนน มีป้ายบอกชัดเจน
ที่มา... ข่าวสด วันที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:06 น.] #685243 (18/164)
หลวงพ่อดีบุก วัดบ้านหงาว จ.ระนอง

" วัดบ้านหงาว" ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ต.หงาว อ.เมือง จ.ระนอง เดิมเป็นเพียงที่พักสงฆ์ โดยพระธุดงค์รูปหนึ่ง ชื่อ หลวงพ่อเขียด ออกธุดงค์จากจังหวัดปัตตานี มาปักกลดบำเพ็ญกลางบ้านทุ่งหงาว จนชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาสร้างที่พักชั่วคราวให้ท่านพำนัก

วัดแห่งนี้ มีการพัฒนาเรื่อยมาจนเป็นสำนักสงฆ์และได้ยกฐานะเป็นวัดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2530 เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ชื่อ พระครูประจักษ์สุตาสาร เป็นพระนักพัฒนา และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลหงาว

วัดบ้านหงาว ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดระนอง เนื่องจากภายในวัดเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ซึ่งมีการรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน เก็บรักษาให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า

นอกจากนี้ ยังมีวังมัจฉามีพันธุ์ปลาน้ำจืดนานาชนิดที่สามารถให้อาหารได้อย่างใกล้ชิด และที่สำคัญมีบันไดคอนกรีตกว่า 300 ขั้น ที่สามารถใช้เดินขึ้นไปบนยอดของภูเขาเพื่อดูทิวทัศน์ของจังหวัดระนองได้รอบ 360 องศา ได้รับการพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

ปัจจุบัน วัดบ้านหงาว กำลังก่อสร้างอุโบสถเป็น 2 ชั้น หรือที่เรียกว่า อุโบสถลอยฟ้ากว้าง 8 เมตร ยาว 15 เมตร รอบอุโบสถเทคอนกรีตเป็นลานกว้าง 14.50 เมตร ยาว 63 เมตร มีลูกกรงล้อมรอบ ในแต่ละมุมทั้ง 4 ด้าน มีอาคารจัตุรมุขกว้าง 3 เมตร ยาว 4.50 เมตร มีบันไดขึ้นลงรอบทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก ด้านล่างของอุโบสถเป็นห้องโถงใช้สำหรับการประ ชุมสัมมนา

ในอุโบสถวัดบ้านหงาว เป็นที่ประดิษ ฐานพระประธาน มีนามว่า "หลวงพ่อดีบุก" เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีชื่อเป็นทางการว่า "พระติปุกะพุทธมหาศากยมุนีศรีรณังค์" อันมีความหมายว่า "พระพุทธรูปดีบุกองค์ใหญ่เป็นสิริมงคลและศักดิ์ศรีของเมืองระนอง"

ด้วยเมืองระนอง มีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ คือ แร่ดีบุก อุดมสมบูรณ์ วิถีชีวิตของผู้คนผูกพันกับแร่ดีบุกมายาวนาน แร่ดีบุกเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงคนระนอง สร้างความมั่งคั่งมั่นคงและความเป็นปึกแผ่นให้เกิดขึ้นในแผ่นดินเมืองระนอง

ผู้บุกเบิกตำนานแร่ดีบุกเมืองระนอง คือ "คอซู้เจียง" ที่เข้ามายื่นขอประมูลอากรดีบุก เมื่อปีมะโรง พ.ศ.2387 ปลายรัชกาลที่ 3 ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี ต้นตระกูล ณ ระนอง เป็นเจ้าเมืองระนองคนแรก รับราชการมาตั้งแต่รัชกาลที่ 3 จนถึงรัชกาลที่ 5 ถึงอสัญกรรมเมื่ออายุได้ 86 ปี

แม้ปัจจุบันการทำเหมืองดีบุกจะไม่ มีแล้ว จะมีเพียงการร่อนแร่ในลำคลองที่พอมีให้เห็นบ้างเท่านั้น จึงเป็นการย้อนอดีตคืนสู่ความทรงจำให้แก่คนรุ่นหลังได้รู้จักแร่ดีบุก และรู้คุณค่า

หลวงพ่อดีบุก วัดบ้านหงาว สร้างเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2551 ตรงกับขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 มหาฤกษ์ 13.39 น. ขนาดพระประธานหลวงพ่อดีบุก เป็นตัวเลขล้วนมีความหมายลึกซึ้งในแง่ของธรรมะและประวัติศาสตร์ คือ หน้าตักกว้าง 9 ฟุต หมายถึง สร้างในสมัยรัชกาลที่ 9 หรือมงคล 9 สูงสุดแห่งมงคล ส่วนสูงจากฐานถึงเกตุมาลา 4 เมตร หรืออริยสัจ 4 ที่พระพุทธองค์แสดงปฐมเทศนา หรืออีกความหมายหนึ่งในอดีตพระมหากษัตริย์ได้เคยเสด็จเมืองระนองถึง 4 พระองค์ คือ รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9

นับว่าเป็น พระประธานที่หล่อด้วยแร่ดีบุกองค์แรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใช้แร่ดีบุกถึง 3 ตัน รวมถึงพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 4 ล้านบาท

หลวงพ่อดีบุก วัดบ้านหงาว แม้จะไม่ได้เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ แต่เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ แร่ดีบุกที่ใช้ในการสร้างองค์พระประธานเป็นแร่ที่มีนัยแห่งความดี คือ ดีบุก หมายถึง ความดีที่บุกเอาชนะความชั่ว

ในวันประกอบพิธีพราหมณ์ ประกอบพิธีอัญเชิญเทวดา พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์เจริญชัยมงคลคาถา เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด ท่ามกลางแดดจ้า และมีเสียงฟ้าร้อง เสมือนหนึ่งการรับรู้ของฟ้าดิน

วันที่ 18 ตุลาคม 2551 ก่อนประกอบพิธียกพระประธานขึ้นประดิษฐานไว้บนพระอุโบสถชั้น 2 ซึ่งใช้รถเครนขนาดใหญ่ 2 คันยก ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนักเสมือนหนึ่งว่าเทวดามาอวยพรสรงน้ำให้กับพระประธาน

ครั้นถึงเวลาตามฤกษ์ เวลา 14.39 น. ท้องฟ้าเปิดขึ้นมาทันที เป็นที่น่ามหัศจรรย์ สำหรับพุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมพิธีนับพันคน ต่างยกมือขึ้นสาธุพร้อมกัน

หลวงพ่อดีบุก เป็นธงชัยของวัดบ้านหงาวและชาวระนอง อันจะนำไปสู่ความสำเร็จในการก่อสร้างอุโบสถลอยฟ้า ใครจะกราบไหว้สักการะพระพุทธรูปดีบุกองค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จะต้องนึกถึงจังหวัดระนอง และมากราบไหว้บูชาหลวงพ่อดีบุกที่วัดบ้านหงาวซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองระนอง เพียง 12 กิโลเมตรเท่านั้น

ส่วนการบูชา เริ่มด้วยการตั้งนะโม 3 จบ พร้อมกับ คาถาบูชาหลวงพ่อดีบุก วัดบ้านหงาว คือ "วันทามิ ภันเต ติปุกะพุทธมหาศากยมุนีศรีรณังค์ ตัสสะ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา"

คอลัมน์ เดินสายไหว้พระ
วิมล หนูแก้ว ที่มา... ข่าวสดรายวัน

(ขออภัย.....ภาพเสีย)

โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:07 น.] #685244 (19/164)


(D)
พระพุทธรูปวัดพลับ ปางบำเพ็ญทุกรกิริยา จ.จันทบุรี

พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา หรือเรียกทั่วไปว่า "ปางทรมาน" เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ ประดิษฐานในวิหารไม้ วัดพลับ ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี หล่อด้วยสำริดลงยาปิดทองคำเปลว

องค์พระพุทธรูปฯ มีขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 120 เซนติเมตร สูงประ มาณ 2 เมตร สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายหลังจากสร้างวัดพลับได้ราว 10 ปีเศษ มีอายุไล่เลี่ยกับพระประธานในพระอุโบสถ

พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา ตั้งประดิษฐานบนแท่นปูน ติดหินอ่อน ภายในวิหารไม้ ที่สร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง มีขนาดกว้างประมาณ 8 เมตร ยาวประมาณ 8 เมตร สูงประมาณ 7 เมตร ฝาผนังสูงประมาณ 3.50 เมตร กับส่วนยอดจัตุรมุข 3.50 เมตร

วิหารไม้แห่งนี้ ภายในมีภาพวาดพุทธประวัติ เป็นงานฝีมือของช่างท้องถิ่น แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ภาพวาดสีบนฝาผนัง ชำรุดเกือบหมด เพราะกระเบื้อง หลังคาวิหารแตก ทำให้ฝนตกรั่วซึม ภาพวาดสีจึงลบเลือนเกือบหมด

กรมศิลปากรได้ปฏิสังขรณ์วิหารไม้ แห่งนี้ครั้งหนึ่ง ด้วยการเปลี่ยนกระเบื้องหลังคา บูรณะเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2546 หลังจากประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อ พ.ศ.2532

มีเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของ พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา วัดพลับ หากใครที่มีความประสงค์จะบันทึกภาพพระพุทธรูปองค์นี้ ควรต้องจุดธูปบอกกล่าวเสียก่อน หาไม่แล้วจะไม่สามารถบันทึกภาพได้

วัดพลับ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2300 มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ บันทึกว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เคยยกทัพมาพักแรมที่วัดพลับ ก่อนจะทุบหม้อข้าว หม้อแกง แล้วยกทัพเข้าตีเมืองจันทบูร ก่อนไปรบกับพม่า แล้วตั้งกรุงธนบุรี ในเวลาต่อมา

วัดพลับ ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี มีพื้นที่วัดรวม 34 ไร่ 1 งาน 48 ตารางวา

วัดพลับ สร้างโดยชาวจีนแต้จิ๋ว ได้นิมนต์พระอาจารย์ทอง จากวัดแห่งหนึ่ง (ไม่ปรากฏชื่อ) อยู่ใกล้วัดโบสถ์พลอยแหวน ร่วมกับพระธุดงค์จากกรุงศรีอยุธยา ช่วยกันสร้าง เดิมชื่อวัดสุวรรณติมรุธาราม แปลว่า วัดพลับทอง

ด้วยใกล้วัดมีต้นพลับอยู่จำนวนมาก ชาวบ้านทั่วไปจึงเรียกชื่อ วัดพลับ บ้างก็เรียกวัดพลับบางกะจะ เพราะวัดตั้งอยู่ใกล้ตลาดเก่าบางกะจะ

ปัจจุบัน พระสุธีปริยัติวิภูษิต (พร้อม กันตสีโล) ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส

วัดพลับ มีโบราณสถาน อาทิ เจดีย์กลางทราย ภายในบรรจุพระยอดธง, วิหารไม้, หอไตรกลางน้ำทรงไทย, พระปรางค์, หอสวดมนต์, สามส้าง เป็นเมรุไม้ เป็นต้น

สำหรับเซียนพระหรือนักนิยมวัตถุมงคล หากเอ่ยนามวัดพลับ ล้วนแต่ต้องนึกถึง พระยอดธง กรุวัดพลับ ที่เป็นพระยอดธง ที่นักสะสมนิยมแสวงหา

มีเรื่องเล่าขานกันว่า พระยอดธง กรุวัดพลับ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสักการะนำติดตัวเดินทัพไปกู้ชาติ และสามารถตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี

ก่อนยกทัพ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้นำพระยอดธงบรรจุไว้ในเจดีย์กลางทราย (ก่อนชำรุดค้นพบพระยอดธงรุ่นกรุแตก) และก่อนที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จะเคลื่อนทัพไปตีเมืองจันทบูร (เขตตัวจังหวัดจันทบุรี) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กับไพร่พล จะได้รับการประพรมน้ำพระพุทธมนต์ และได้รับมอบพระยอดธง จากเจ้าอาวาสวัดพลับทุกนาย แล้วจึงประกาศ ทุบหม้อข้าว หม้อแกง...

วัดพลับ มีสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตามราชประเพณีในพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ คือ น้ำพระพุทธมนต์ สำหรับประกอบพระราชพิธี ได้จัดทำขึ้นในอุโบสถวัดพลับ

น้ำศักดิ์สิทธิ์ ประกอบด้วย 1.น้ำจากวัดสระแก้ว ต.พลอยแหวน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี 2.น้ำจากถ้ำพระนารายณ์ ต.คลองนารายณ์ อ.เมือง จ.จันทบุรี และ 3.น้ำจากสระภายในวัดพลับ ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี แล้วนำน้ำศักดิ์สิทธิ์ 3 แห่ง เข้าพิธีปลุกเสกภายในอุโบสถวัดพลับ ก่อนนำเข้าทูลเกล้าฯ ถวาย

ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ย้ายมารับราชการ ล้วนแต่เข้ามาที่วัดพลับ เพื่อกราบสักการะพระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา และแสวงหาพระยอดธง ไปบูชาประจำกาย เพื่อความเป็นสิริมงคล

จนเป็นที่กล่าวกันว่า ใครย้ายมาอยู่เมืองจันทบุรี แล้วยังไม่มาที่วัดพลับ ผู้นั้นยังมาไม่ถึงเมืองจันทบุรี
คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ

สิงหะ อดุลยานนท์ ที่มา... ฉบับที่ 6722 ข่าวสดรายวัน

โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:08 น.] #685247 (20/164)


(D)
หลวงพ่อธรรมจักร วัดธรรมามูลวรวิหาร จ.ชัยนาท

หลวงพ่อธรรมจักร เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองชัยนาท ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารเชิงเขา วัดธรรมามูลวรวิหาร ต.ธรรมมูล อ.เมือง จ.ชัยนาท

เป็นศิลปะประยุกต์ช่างสมัยเชียงแสนตอนปลายถึงสุโขทัยตอนต้นผสมกับสมัยอยุธยา มีพุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ประทับยืนบนฐานดอกบัว พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ สูงประมาณ 4.50 เมตร กลางฝ่าพระหัตถ์มีรอย "ธรรมจักร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อพระพุทธรูปองค์นี้

ประวัติหลวงพ่อธรรมจักร วัดธรรมามูลวรวิหาร ไม่พบหลักฐานทางประวัติอย่างแน่ชัด มีเพียงตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า มีผู้พบพระพุทธรูปลอยตามแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกันถึง 3 องค์ ได้แก่ หลวงพ่อโสธร (วัดโสธรวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา) หลวงพ่อวัดบ้านแหลม (วัดบ้านแหลม จ.สมุทรสงคราม) และหลวงพ่อธรรมจักร (วัดธรรมามูลวรวิหาร จ.ชัยนาท) บ้างกล่าวว่ามีพระพุทธรูปอีกองค์ คือ หลวงพ่อวัดไร่ขิง ลอยตามมาด้วย

แต่สำหรับหลวงพ่อธรรมจักร เมื่อลอยมาถึงบริเวณหน้าวัดธรรมามูลวรวิหาร ปรากฏว่าได้ลอยวนเวียนอยู่บริเวณหน้าวัดแห่งนี้

พระภิกษุและชาวบ้าน จึงได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐานที่วัด โดยนำเชือกพร้อมด้ายสายสิญจน์ผูกกับพระพุทธรูป แต่ไม่สามารถนำขึ้นมาได้ กระทั่งตกเย็นจึงแยกย้ายกลับ โดยวางแผนจะมาดึงในวันรุ่งขึ้น

พอถึงรุ่งเช้า ชาวบ้านต่างหาพระพุทธรูปไม่พบ ต่างคิดว่าพระพุทธรูปได้หลุดลอยน้ำไปแล้ว จึงแยกย้ายกันกลับ ปรากฏว่าในขณะนั้นได้มีผู้พบเห็นพระพุทธรูปองค์ที่ลอยน้ำได้มาประดิษฐานปิด ทางเข้าประตูวิหารวัดธรรมามูล เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง จึงได้เรียกชาวบ้านที่อยู่ด้านล่างให้ขึ้นไปดู

ชาวบ้านจึงได้ร่วมแรงร่วมใจก่อสร้างต่อเติมพระวิหารออกมาอีกช่วงหนึ่ง รวมเป็น 3 ช่วง

จากคำบอกเล่า เมื่อองค์หลวงพ่อประดิษฐ์อยู่ได้ 3 วัน ก็ได้หายไปจากพระวิหาร และกลับมาประดิษฐานดังเดิมโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งมีโคลนและจอกแหนติดเปื้อนมาด้วย ชาวบ้านจึงได้นำโซ่มาล่ามผูกไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้หลวงพ่อหายไปอีก

ต่อมามีคนต่างถิ่นล่องแพมาจากทางเหนือ เพื่อตามหาพระพุทธรูป เมื่อมาถึงท่าน้ำหน้าวัดธรรมามูล ได้พบพระพุทธรูปที่ตามหาอยู่ ขณะนั้นเป็นช่วงพลบค่ำ ชายผู้นั้นจึงได้ขออาศัยนอนอยู่ที่วัด เพื่อรอเวลาอัญเชิญองค์หลวงพ่อกลับ ณ วัดแห่งเดิม

ชายคนนั้น ได้ฝันว่า หลวงพ่อไม่ขอกลับไปด้วย จะขออยู่ที่วัดแห่งนี้

ครั้นรุ่งเช้า จึงได้กราบลาท่านสมภารเดินทางกลับบ้าน และได้ขอถอดเอา "จักร" ที่ฝ่าพระหัตถ์องค์หลวงพ่อกลับไป

นับแต่นั้นมาหลวงพ่อธรรมจักรก็ไม่หายไปไหนอีก ชาวบ้านจึงได้นำโซ่ที่ล่ามออกและได้ร่วมกันสร้าง "จักร" ขึ้นใหม่และจัดให้มีงานสมโภชต่อเนื่องทุกปี จนถึงปัจจุบัน

ร.ศ.120, 125 และ 127 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จมาสักการะหลวงพ่อธรรมจักร ถึง 3 ครั้ง ดังมีข้อความปรากฏในหนังสือประวัติศาสตร์ ประพาสต้นมีพระราชหัตถเลขาฉบับที่ 8 เดือนตุลาคม ร.ศ.120 ถึง กรมหลวงเทวะวงษ์วโรปการ ตามความว่า

"เวลาเช้า 3 โมงเศษ ถึงวัดธรรมามูล ขึ้นเขามีราษฎรอยู่มาก พระวิหารใหญ่หลังคาพังทลายลงทั้งแถบ จำเป็นต้องปฏิสังขรณ์ เมื่อนมัสการพระแจกเสมาราษฎรแล้วลงเรือเดินทางต่อมาอีก"

อนึ่ง ในการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมานั้น สันนิษฐานว่า สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง ตามเสด็จมาด้วย โดยพบแผ่นจารึกหินอ่อนที่ด้านบนเสาต้นกลางของซุ้มบันไดที่ติดกับลานพระวิหาร หลวงพ่อธรรมจักร จารึกเกี่ยวกับวัน เดือน ปี และบุคคลที่บริจาค โดยปรากฏเป็นพระนามแรก ทรงบริจาคเงินจำนวน 200 บาท

บุคคลที่สำคัญอีกท่านหนึ่งที่ได้ตามเสด็จมานมัสการ คือ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ โดยมีพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือสาสน์สมเด็จ ลงวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2481 เป็นลายพระหัตถ์ที่ทรงมีถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ความตอนหนึ่งว่า

"เมื่อปีแรก หม่อมฉันเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยใน พ.ศ.2453 ขึ้นไปตรวจราชการหัวเมืองเหนือเมื่อฤดูน้ำ ได้พระราชทานกฐินหลวงไปทอดที่ วัดธรรมมามูลด้วย หม่อมฉันไปพักแรมอยู่ที่ชัยนาท รุ่งเช้าออกจากเมืองชัยนาทขึ้นไปบนเขาธรรมมามูล"

ทั้งนี้ วัดธรรมามูลวรวิหาร จัดงานประเพณีนมัสการปิดทองหลวงพ่อธรรมจักร อันเป็นงานประจำปี กำหนดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือ ในเดือน 6 ระหว่างขึ้น 4-8 ค่ำ และเดือน 11 ระหว่าง แรม 4-8 ค่ำ รวมครั้งละ 5 วัน 5 คืน

ส่วนการเดินทางนมัสการองค์หลวงพ่อธรรมจักร วัดธรรมามูลวรวิหาร สามารถใช้เส้นทางตามถนนพหลโยธินสายเก่า ชัยนาท-นครสวรรค์ เลยสี่แยกแขวงการทางชัยนาท ประมาณ 8 กิโลเมตร จะแลเห็นเขาธรรมามูลอยู่ทางซ้ายมือ มีป้ายชื่อวัดแสดงอยู่ ให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนข้ามเขาอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร

คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ

ชูชีพ ด้วงช้าง
ที่มา... ฉบับที่ 6716 ข่าวสดรายวัน

โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:09 น.] #685248 (21/164)


(D)
พระทองเนื้อสัมฤทธิ์แท้ วัดไชยาติการาม จ.อำนาจเจริญ

พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย

คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
พงษ์สันต์ เตชะเสน

" วัดไชยาติการาม"บ้านโพนเมือง ต.ไม้กลอน อ.พนา จ.อำนาจเจริญ มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัยสูง 55 เซนติเมตร ศิลปะสกุลช่างล้านช้างของลาว

มีผู้รู้ได้เปรียบเทียบพระพุทธรูปองค์นี้ว่าอยู่ในยุคเดียวกับพระพุทธรูปปาง มารวิชัย ที่ระเบียงหอพระแก้วเมืองเวียงจันทน์ และพระพุทธรูปที่วัดวิชุล เมืองหลวงพระบาง มีอายุอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 22-23 หรือราว 300 ปีล่วงมาแล้ว

สำหรับเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปาง มารวิชัยองค์นี้ เริ่มจากเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมบรมมหากษัตริย์องค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี ครั้งดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ยกทัพไปปราบนครเวียงจันทน์ โดยให้ท้าวคำผง หรือพระปทุมวรราชสุริยวงศ์เจ้าเมืองคนแรกของจังหวัดอุบลราชธานี เกณฑ์ไพร่พลที่เจนศึกเข้าร่วมทำศึกด้วย ซึ่งชาวบ้านโพนเมืองเป็นนักรบ จึงนำช้างจำนวน 20 เชือก พร้อมไพร่พลรบจำนวนหนึ่งเข้าร่วมปราบปรามนครเวียงจันทน์

ภายหลังได้รับชัยชนะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่กรุงเทพมหานคร ส่วนพระพุทธรูปองค์อื่น รวมทั้งทรัพย์สินเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ได้พระราชทานให้เหล่าขุนศึกนำไปแบ่งปันแก่ไพล่พล

ทำให้ชาวบ้านโพนเมือง ได้รับพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางต่างๆ จำนวน 5 องค์ ในจำนวนนี้ มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัยองค์นี้มาด้วย นอกจากชาวบ้านโพนเมืองได้รับพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ใช้ประดิษฐานให้ผู้คนในชุมชน ได้กราบไหว้ ยังได้ตู้เก็บพระไตรปิฎก พร้อมพระไตรปิฎกอักษรธรรม (ตัวอักษรไทยน้อย) จำนวนหลายสิบใบ แต่ปัจจุบันพระไตรปิฎกได้เสียหายทั้งหมด และเหลือตู้เก็บพระไตรปิฎกอยู่ใบเดียว

เมื่อชาวบ้านโพนเมือง ได้พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย ได้อัญเชิญประดิษฐานในวัดโพธิ์ชัย ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้านที่ญาครูขี้หอม หรือญาท่านสังฆราชเจ้าโพนสะเม็กเป็นผู้สร้างขึ้น

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2483 ญาท่านสอน เจ้าอาวาสได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดไชยาติการาม" เนื่องจากชื่อเดิมไปซ้ำกับวัดอื่นหลายแห่ง ส่วนพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทั้ง 5 องค์ ตั้งประดิษฐานอยู่ในศาลาไม้

นายอำเภอตระการพืชผล ไม่ทราบนาม (อดีตบ้านโพนเมืองอยู่ในเขตปกครองของอำเภอนี้) เห็นพระพุทธรูปประจำวัด จึงได้ขอไปประดิษฐานไว้ที่ว่าการอำเภอ 1 องค์ และไม่ได้นำกลับมาคืนอีกเลย ปัจจุบันจึงเหลือพระพุทธรูปที่ได้มาพร้อมกันเหลืออยู่เพียง 4 องค์

ด้านพุทธคุณของพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย พระครูสุนทรชัยคุณ เจ้าคณะอำเภอพนา เจ้าอาวาสวัดองค์ปัจจุบัน เล่าว่า เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเมื่อกว่า 50 ปีก่อน มีความตั้งใจสร้างโรงเรียนใช้สอนพระเณรและบุตรหลานชาวบ้านโพนเมือง รวมทั้งลูกหลานชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียง จึงได้กราบอธิษฐานขอให้ความตั้งใจสัมฤทธิ์ผล

ปรากฏว่า การก่อตั้งโรงเรียนสามารถดำเนินการลุล่วงแล้วเสร็จ ทำให้ทุกวันนี้ วัดไชยาติการาม มีโรงเรียนใช้สอนพระเณรในชั้นนักธรรม และสอนกุลบุตรชาวบ้านตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นถึงมัธยมปลาย

สำหรับพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย อดีตตั้งประดิษฐานในอุโบสถหลังใหม่ ให้ชาวบ้านได้กราบไหว้ทั่วไป ต่อมามีพระผู้ใหญ่ที่มีฝีมือเชิงช่างมาพบเห็น พร้อมกล่าวเตือนให้นำไปเก็บรักษาไม่ให้ถูกโจรกรรม เพราะเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ล้ำค่ามาก จึงนำพระพุทธรูปทั้ง 4 องค์เก็บรักษาไว้ในที่มิดชิด

ส่วนพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย เคยถูกพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดอุบลราชธานี อัญเชิญตั้งประดิษฐาน เมื่อปี พ.ศ.2536 และวัดได้รับกลับมาเก็บรักษาไว้เมื่อปี พ.ศ.2544

ปัจจุบัน วัดไชยาติการาม จะนำพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย พร้อมพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ในรุ่นเดียวกัน ออกให้ประชาชนได้กราบไหว้ในช่วงงานสมโภชเดือนมีนาคมทุกปี

เส้นทางไปวัดไชยาติราม เมื่อเดินทางเข้าถึง อ.พนา ให้ขับรถผ่านหน้าที่ว่าการอำเภอออกไปทางตำบลไม้กลอนอีก 5 กิโลเมตร จะพบวัดวัดไชยาติราม โดยตลอดทางมีป้ายบอกทางเป็นระยะ และถนนลาดยางตลอดสาย

ดังนั้น ถ้ามีโอกาสเดินทางผ่านไปที่ จ.อำนาจเจริญ จึงควรแวะไปกราบไหว้พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวบ้านโพนเมืององค์นี้
ที่มา... ฉบับที่ 6715 ข่าวสดรายวัน

โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:10 น.] #685249 (22/164)


(D)
พระพุทธรูปหินอ่อน วัดดอนแก้ว จ.ตาก

"พระพุทธรูปหินอ่อน" วัดดอนแก้ว อ.แม่ระมาด จ.ตาก เป็นพระพุทธรูปหินอ่อน ปางมารวิชัย แกะสลักด้วยหินอ่อน ขนาดหน้าตักกว้าง 1.30 เมตร สูงจากพระแท่นฐานถึงรัศมี 1.60 เมตร ศิลปะแบบพม่า

พระพุทธรูปหินอ่อน วัดดอนแก้วเป็นพระพุทธรูปปฏิมาแบบประธานในอุโบสถ วัดดอนแก้ว กล่าวได้ว่าเป็นพระประธานองค์เดียวในประเทศไทยที่ทำด้วยหินอ่อนที่มีขนาดใหญ่

องค์ที่สามคือพระพุทธรูปหินอ่อน ประดิษฐานที่วัดดอนแก้ว อ.แม่ระมาด จ.ตาก ซึ่งได้อัญเชิญมาจากประเทศพม่าเมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช 2546 นับเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนชาวจังหวัดตาก และชาวจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงชาวพม่าให้ความเลื่อมใสศรัทธา ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดดอนแก้ว

เล่าขานกันว่า ครูบาขาวปี ศิษย์เอกของครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย หลังจากประสบชะตากรรมจากทางการ บังคับให้สึกและจองจำในเรือนจำ ถึง 6 เดือน เมื่อพ้นโทษออกมา ครูบาศรีวิชัย จึงอุปสมบทท่านเป็นภิกษุอีก หลังจากครูบาขาวปีได้กลับมาสู่รมกาสาวพัสตร์ ท่านอยู่จำพรรษากับครูบาศรีวิชัยได้ 1 พรรษา

ครั้งหนึ่ง ท่านได้มุ่งสู่แม่สอดเดินทางรอนแรมไปตามป่าเขาลำเนาไพรถึง 4 คืน 4 วัน ตนถึงแม่ระมาดและเริ่มงานสร้างถาวรวัตถุอีกมากมาย จากอายุ 36 ถึง 42 ปี

ช่วงเวลาดังกล่าวตามประวัติครูบาเจ้าขาวปี ที่ได้จาริกบุญอยู่ที่ อ.แม่ระมาด จ.ตาก ท่านได้สร้างถาวรวัตถุมากมาย ชาวบ้านในพื้นที่ มีทั้งคนไทย ชาวกะเหรี่ยงและชาวพม่า ต่างให้ความนับถือท่านเป็นอย่างมาก

ในปี พ.ศ.2465 ครูบาขาวปี พร้อมด้วยขุนระมาดไมตรี และชาวแม่ระมาดได้ร่วมกันอัญเชิญ "พระพุทธรูปหินอ่อน" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปแกะสลักจากหินอ่อนทั้งแท่ง เป็นประติมากรรมของช่างฝีมือชาวพม่า

พุทธศาสนิกชนชาวแม่ระมาด ได้อัญเชิญมาจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า ในราคา 88 รูปี ทั้งทางเรือและทางเกวียน ประดิษฐานในวิหารวัดดอนแก้ว อ.แม่ระมาด จ.ตาก ใช้ระยะเวลานานกว่า 12 วัน

ที่ อ.แม่ระมาด เกิดเรื่องน่าเศร้าใจขึ้น ท่านครูบาขาวปี ถูกบังคับให้สึกและครองผ้าขาวเป็นครั้งที่ 2 อีก กล่าวคือ ในการสร้างโบสถ์ เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนนั้น ปรากฏว่าขาดปัจจัยอยู่อีกประมาณ 700 บาท เป็นค่าทองคำเปลว 400 บาท กับค่านายช่างอีก 300 บาท ท่านก็ปรึกษาเรี่ยไรเอาจากชาวบ้านจนครบ ด้วยความเต็มใจของชาวบ้าน แล้วช่วยกันสร้างต่อ จนแล้วเสร็จทันฉลอง

แต่เรื่องการเรี่ยไรนี้ ทราบถึงอำเภอ จึงเรียกกำนันไปสอบสวนว่า อภิชัยภิกษุ หรือครูบาขาวปี เรี่ยไรจริงหรือไม่ กำนันก็รับว่าจริง แต่ด้วยความเต็มใจของชาวบ้าน เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น งานสร้างโบสถ์ก็หยุดชะงัก

ทางอำเภอก็ว่าเต็มใจหรือไม่ก็ผิดเพราะเป็นพระ จะทำการเรี่ยไรไม่ได้ ผิดระเบียบคณะสงฆ์ แล้วรายงานเรื่องนี้ไปยังเจ้าคณะจังหวัด และตัดสินว่าให้สึกเสีย ท่านจึงจำยอมสึก และกลับมาครองผ้าขาวอีกครั้ง

ไม่นานนักท่านก็เดินทางออกจากเมืองแม่ระมาด เข้าสู่อำเภอลี้ จ.ลำพูน และเผชิญวิบากกรรม อีกมากมาย และได้อุปสมบทเป็นหนที่ 3 แต่ก็ถูกมารผจญต้องลาสิกขาครองผ้าขาว เป็นครั้งที่ 3 และได้สร้างวัดผาหนาม อ.ลี้ จ.ลำพูน ด้วยเมตตาของท่านครูบาขาวปี ได้ทำนุบำรุงพระศาสนา สร้างวัด สร้างโรงเรียน ทั้งสุโขทัย ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ ตาก จนกระทั่งท่านครูบาขาวปี จากไปอย่างสงบ ในวันที่ 3 มีนาคม 2520 สิริอายุ 88 ปี

พระพุทธรูปหินอ่อนวัดดอนแก้ว อ.แม่ระมาด จ.ตาก ไม่เพียงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ แต่การได้มาซึ่งพระพุทธรูปหินอ่อนองค์นี้ ต้องใช้ศรัทธาแห่งพุทธศาสนิกชนอัญเชิญมาจากเมืองย่างกุ้งประเทศพม่า จนมาประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถแห่งนี้มาจนปัจจุบัน

ซึ่งลูกศิษย์ผู้เลื่อมใสศรัทธาครูบาขาวปี แห่งวัดพระพุทธบาทเขาหนาม อ.ลี้ จ.ลำพูน ได้ติดตามรอยบุญแห่งครูบาเจ้าขาวปี เพราะอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนจากเมืองพม่า กลับกลายเป็นชนวนเหตุให้ท่านครูบาขาวปีต้องถูกมลทิน แกล้งบังคับสึกและครองผ้าขาวเป็นหนที่ 2

แต่กระนั้น ผลบุญแห่งการสร้างถาวรวัตถุ ถวายเป็นพุทธบูชาของครูบาขาวปีและชาวแม่ระมาด ได้ประจักษ์เป็นสักขีพยานแห่งการสืบทอดพระพุทธศาสนา ล่วงมากว่า 90 ปี ตราบจนถึงปัจจุบัน
คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
วิทยา ปัญญาศรี ที่มา... ฉบับที่ 6708 ข่าวสดรายวัน

โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:10 น.] #685250 (23/164)


(D)
พระงา วัดมโนรมย์ จ.มุกดาหาร

พระงา วัดมโนรมย์ 8 องค์ จ.มุกดาหาร

" วัดมโนรมย์" บ้านชะโนด อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร เป็นวัดที่สร้างขึ้น โดยพระอุปัชฌาย์หอ และพระครูกัสสปะ ซึ่งพระเถระทั้งสองรูป เป็นที่ทรงเลื่อมใสศรัทธาของเจ้ามหาชีวิตนครเวียงจันทน์ เมื่อครั้งที่ได้กราบทูลลากลับบ้านเกิดที่บ้านชะโนด อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร

เจ้ามหาชีวิตนครเวียงจันทน์ ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องก่อสร้าง พร้อมช่างหลวงอีก 3 คน ล่องแพมาตามแม่น้ำโขง และได้ลงมือก่อสร้างโบสถ์และวิหารวัดมโนรมย์ เมื่อวันพุธขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ปีมะเส็ง ตรงกับปี 2296 สร้างแล้วเสร็จในอีก 3 ปีต่อมา

ในระหว่างปี 2447 บ้านชะโนดได้เผชิญกับไฟป่าที่โหมกระหน่ำรุนแรงครั้งใหญ่ บ้านเรือนและวัดมโนรมย์ที่ก่อสร้างด้วยฝีมือช่างหลวงที่สวยงาม ถูกพระเพลิงเผาผลาญไปด้วย รวมไปถึง กุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ พระพุทธรูป ตู้พระไตรปิฎก และสิ่งของมีค่าเก่าแก่ ล้วนถูกไฟไหม้เสียหายหมดสิ้น

จากนั้นอีก 1 ปี ชาวบ้านได้นิมนต์พระอุปัชฌาย์บุ นันทวโร ซึ่งมีความสามารถด้านศิลปกรรมสถาปัตยกรรม ทำการซ่อมแซมปฏิสังขรณ์วัดมโนรมย์ ใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง 6 ปี

ประวัติพระงา วัดมโนรมย์ จ.มุกดาหาร
ในระหว่างนั้น พระอุปัชฌาย์บุ นันทวโร จึงได้นำงาช้างที่ยังเก็บรักษาไว้ในวัดมโนรมย์ แกะเป็นรูปพระลงบนงาได้จำนวน 8 องค์ เรียกว่า "พระงา"

พระงา เป็นพระที่แกะจากงาช้างที่อยู่ในวัด ชื่อ ช้างเคน เป็นรูปพระ 8 องค์ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ภายในหอพระของวัดมโนรมย์ อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร

ตามประวัติเดิมช้างพลายใหญ่ที่ชื่อเคน ซึ่งชาวบ้านได้นำมาถวายวัด โดยพระสงฆ์กับชาวบ้านช่วยกันเลี้ยงไว้เมื่อประมาณ 300 ปีที่ผ่านมา ซึ่งบางตำนานได้เล่าไว้ว่าเป็นช้างที่ถูกพลัดมาตามน้ำ (เนื่องจากในสมัยนั้นท้องที่แห่งนี้ยังเป็นป่าดงดิบจึงพบเห็นสัตว์ป่าอยู่ เสมอ) และชาวบ้านได้ช่วยเหลือนำขึ้นมาจากน้ำและได้นำมาถวายวัด

บางตำราได้กล่าวไว้ว่า ช้างพลายใหญ่เป็นช้างหลวงที่ถูกน้ำพัดมาและชาวบ้านได้ช่วยเอาไว้ เมื่อเจ้ามหาชีวิตนครเวียงจันทน์ทรงทราบจึงได้ทรงประเคนมอบช้างหลวงเชือกดัง กล่าวถวายให้กับวัดมโนรมย์ จึงมีชื่อว่า "ช้างเคน" และได้เลี้ยงไว้เป็นช้างเลี้ยงของวัดมโนรมย์จนชั่วอายุขัย

ในสมัยที่ท่านอุปัชฌาย์หอยังมีชีวิตอยู่ ตรงกับในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ภายหลังที่ได้บรรพชาเป็นสามเณรจนกระทั่งอายุ 20 ปี จึงได้บวชเป็นพระศึกษาอยู่ที่วัดมโนรมย์ ท่านหอก็ได้เข้าไปศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ เมื่อท่านหอได้กลับมาเยี่ยมบ้านที่วัดมโนรมย์ ท่านหอจึงได้นำงาของช้างเคน 1 ข้างเข้าเมืองหลวง เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงผนวชเป็นพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร

ซึ่ง งาช้างที่ท่านหอได้นำลงมาถวายในยุคสมัยนั้น ปัจจุบันได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ส่วนงาอีก 1 ข้าง ยังคงเก็บรักษาไว้ภายในวัดมโนรมย์

จนกระทั่ง พระอุปัชฌาย์บุ นันทวโร ได้นำงาช้างเคนที่เก็บรักษาไว้ในวัดนำมาแกะสลักเป็นรูปพระเจ้า 8 พระองค์ด้วยตัวท่านเอง ปัจจุบันยังคงประดิษฐานไว้ภายในวิหารวัดมโนรมย์ ให้ประชาชนได้สักการะบูชามาจนถึงบัดนี้

ภายในวิหารของวัดมโนรมย์จะมีพระประธานพระพุทธรูปเก่าแก่อยู่หลายองค์ ประกอบด้วย พระองค์ตื้อ พระองค์แสน พระพุทธรูปปางห้ามสมุทร และพระงา

ในอดีต "พระงา" เคยถูกโจรกรรมไปหลายครั้ง แต่ผู้ที่ขโมยไปได้นำกลับคืนมาทุกครั้งไป นับเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดที่เล่าสืบทอดกันมา

นายเสิม ใจช่วง อายุ 73 ปี ผู้ดูแลวัดมโนรมย์ ประจำหมู่บ้านชะโนด เล่าว่า พระงา เป็นพระประจำวัดมโนรมย์ ที่เลื่องลือในเรื่องการบนบานศาลกล่าวในเรื่องขอให้พบสิ่งของที่หายและขอให้ มีหน้าที่การงานที่ดีรุดหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ต่างก็ประสบผลสำเร็จได้ตามที่บนบาน จนเป็นที่กล่าวขานไปทั่วสารทิศของประชาชนทั้งสองฝั่งโขง สิ่งของที่นำมาบนบานก็ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นหอผึ้งซึ่งชาวบ้านในท้องถิ่นต่างก็รู้จักกันดี
คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ ชูโรจน์ ตรีประภากร ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด

โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:11 น.] #685251 (24/164)


(D)
หลวงพ่อพระอินทร์แปลง วัดพระอินทร์แปลง จ.นครพนม

"วัดพระอินทร์แปลง" ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร อ.เมือง จ.นครพนม ตั้งเมื่อ พ.ศ.2393 เดิมชื่อว่า "วัดอุโมงค์"

กระทั่งใน พ.ศ.1637 สมัยเจ้าครูอุด อดีตเจ้าอาวาสวัด เห็นว่าอุโมงค์ได้รื้อทิ้งแล้ว จนสร้างเป็นสิม (อุโบสถ) จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ แต่ชาวบ้านนิยมเรียกวัดแห่งนี้ ว่า "อินแปง" ตามชื่อพระประธานมาหลายยุคสมัย

จนมาถึงในปี พ.ศ.2470 กรมการศาสนา มีการสำรวจวัดทั่วราชอาณาจักร เพื่อขึ้นทะเบียนไว้ในทำเนียบวัด โดยให้ใช้ชื่อว่า "วัดพระอินทร์แปลง" ตั้งแต่ปีนั้นมาถึงปัจจุบัน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2485 โดยมีพระครูอินทรกัลยาณคุณ เป็นเจ้าอาวาส

ในอุโบสถวัด มีพระพุทธรูปประธานศักดิ์สิทธิ์ มีนามเรียกขานว่า "หลวงพ่อพระอินทร์แปลง" เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะที่สวยงาม และมีประวัติการสร้างเป็นตำนานเล่าขาน

ประวัติหลวงพ่อพระอินทร์แปลง วัดพระอินทร์แปลง จ.นครพนม
ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา พบว่า มีพวกมารศาสนาและมิจฉาชีพจำนวนมาก พยายามจะลักลอบเข้ามาขโมยองค์พระพุทธรูป จนเป็นเหตุให้เมื่อเสร็จกิจของสงฆ์ภายในวัดแล้ว ประตูอุโบสถจะถูกปิดลงในทันที ทำให้ชาวบ้านที่จะเข้ามาสักการะหรือบนบาน เป็นไปด้วยความยากลำบาก

ส่งผลให้คนรุ่นหลังแทบไม่ทราบเลยว่า มีพระพุทธรูปคู่เมืองนครพนมมานับพันปี ประดิษฐานอยู่ ณ ที่วัดแห่งนี้

"หลวงพ่อพระอินทร์แปลง" เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย ตามตำนานเล่าว่า ในปี พ.ศ.1390-1393 พระหน่อหลักคำ อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ 1 มีความประสงค์จะจัดสร้างพระประธาน ขนาดหน้าตักกว้าง 59 นิ้วขึ้นมาองค์หนึ่ง เพื่อประดิษฐานไว้ในอุโบสถ

แต่ปรากฏว่าสร้างไม่สำเร็จ เพราะไม่ว่าจะหล่อกี่ครั้งก็ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเศียรเป็นรูอัปลักษณ์ จนช่างหล่อพระและเจ้าอาวาส ตลอดจนญาติโยมพากันหมดกำลังใจ จึงเลิกล้มและปล่อยให้เป็นพระเศียรขาดอยู่อย่างนั้นส่วนทองที่เหลือได้นำไป หล่อเป็นพระพุทธรูปขนาดต่างๆ แทน

อย่างไรก็ตาม การที่เอาพระพุทธรูปเศียรขาด ตั้งประดิษฐานไว้ สร้างความกระทบกระเทือนใจของชาวพุทธที่พบเห็นเป็นยิ่งนัก ด้วยเหตุดังกล่าวพระหน่อหลักคำ จึงได้ขอให้ชาวบ้านช่วยกันก่ออุโมงค์ดินครอบองค์พระเอาไว้ จนเป็นที่มาขอชื่อวัดอุโมงค์ในอดีตนั่นเอง

ส่วนเหตุที่ตั้งชื่อวัดว่า วัดพระอินทร์แปลง ตามตำนานเล่าอีกว่า เจ้าอาวาสรูปเดิมได้นิมิตฝันว่า มีพระอินทราธิราช พร้อมด้วยเทพยดา เหาะเสพมโหรีแห่เศียรพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะสวยงามลงมาจากสรวงสวรรค์ แล้วแปลงกายเป็นชีปะขาวเสด็จลงมาช่วยหล่อและลงมือแกะบล็อกเอง โดยให้พระและญาติโยมช่วยกันสูบทองต้มทอง ส่วนท่านเป็นผู้เทเศียร แล้วนำไปต่อกับพระศอ ก่อนที่พระอินทราธิราชจะเสด็จหายไป

หลังจากที่พระหน่อหลักคำตื่นจากฝัน จึงเล่าให้ญาติโยมฟัง ทุกคนจึงลงความเห็นทันที ว่า พระอินทร์เสด็จลงมาช่วย

ตามตำนานยังมีเรื่องเล่าขานถึงความอัศจรรย์ของหลวงพ่อพระอินทร์แปลง โดยย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 70 ปี ทุกวันพระ 15 ค่ำ จะพบลูกไฟขนาดผลส้มโอ สีนวลสว่าง ลอยข้ามไปยังพระธาตุศรีโคตรบอง เมืองท่าแขก ประเทศลาว

กระทั่งจวนรุ่ง จึงลอยกลับคืนมา และเมื่อสมัยสงครามไทย-ฝรั่งเศส ลูกปืนที่ยิงข้ามแม่น้ำโขงมาจากฝั่งลาว ไม่สามารถกล้ำกรายที่วัดได้เลย แต่ที่อื่นโดนลูกปืนพรุนไปหมด พอสงครามสงบลง ชาวบ้านลงไปงมหอย กลับพบว่าลูกปืนจมเกลื่อนใต้แม่น้ำเต็มไปหมด

ด้วยพุทธลักษณะของหลวงพ่อพระอินทร์แปลง หากมองเวลากลางวันสีพระพักตร์จะเหลืองอร่ามเป็นเงาวับสดใสไม่มีหมองมานานนับ พันปี ผิดกับพระพุทธรูปอื่นๆ ที่ต้องคอยขัดถูพระพักตร์เป็นประจำ

ส่วนในเวลาใกล้ค่ำหรือกลางคืน สีพระพักตร์ของหลวงพ่อจะเปลี่ยนไปคล้ายกับว่ามีสีทองอมเขียวทึบ คล้ายมรกต อิ่มเอิบมีอำนาจ น่าเคารพเลื่อมใส

ผู้ที่ได้มากราบไหว้ รวมทั้งได้บนบานศาลกล่าวจากหลวงพ่อพระอินทร์แปลง จะประสบความสัมฤทธิผล โดยเฉพาะด้านหน้าที่การงาน การสอบแข่งขัน ของหายได้คืน และขอให้หายเจ็บไข้
คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
ชนะ วสุรักคะ ที่มา...

โดยคุณ Ting_sathu (8877)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:12 น.] #685252 (25/164)


(D)
พระพุทธไสยาสน์ วัดพระพุทธไสยาราม จ.สกลนคร

ประวัติพระพุทธไสยาสน์ วัดพระพุทธไสยาราม จ.สกลนคร

คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
สุพจน์ สอนสมนึก

คำขวัญประจำจังหวัดสกลนคร "เมืองพุทธศาสน์ พระธาตุห้าแห่ง แหล่งอารยธรรมสามพันปี"

ตามตำนานเล่ากันว่า เมืองหนองหารหลวงในอดีต หรือสกลนครในปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 16 ในยุคที่ขอมมีอำนาจในดินแดนนี้

ต่อมาเมื่ออิทธิพลขอมเสื่อมลง เมืองหนองหารหลวงตกไปอยู่ในความปกครองของอาณาจักรล้านช้าง เรียกชื่อเมืองว่า เมืองเชียงใหม่หนองหาร และเมื่อมาอยู่ในความปกครองของไทย ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองสกลทวาปี

ในปี พ.ศ.2373 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เปลี่ยนชื่อจากเมืองสกลทวาปี เป็นเมืองสกลนครในปัจจุบัน

จังหวัดสกลนครยังได้รับการขนานนามว่าเป็นแอ่งธรรมะแห่งอีสาน ดังเห็นได้จากหลักฐานวัดวาอารามเก่าแก่ที่มีอยู่มากมาย แสดงถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาที่มีมาตั้งแต่ครั้งอดีต เป็นถิ่นกำเนิดและพำนักของอริยสงฆ์ที่สำคัญเป็นที่เคารพบูชาของชาวไทยหลาย ท่าน อาทิ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต, พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร, พระอาจารย์วัน อุตตโม, หลวงปู่หลุย จันทสาโร, หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เป็นต้น

จังหวัดสกลนคร อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 647 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ 9,605 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 18 อำเภอ

"วัดพระพุทธไสยาราม" บ้านเชียงเครือ ต.เชียงเครือ อ.เมือง จ.สกลนคร อยู่ห่างจากตัวเมืองสกลนคร ไปตามถนนสายสกลนคร-นครพนม ประมาณ 25 กิโลเมตร อยู่ติดกับหนองหารด้านทิศตะเหนือ

วัดแห่งนี้ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ หรือชาวบ้านเรียกว่าพระนอน พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ที่มีการบอกเล่ากันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ใครที่ไปกราบไหว้บูชา มักประสบผลสำเร็จแทบทุกคน ซึ่งเป็นพระที่สร้างขึ้นมาไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด

พระพุทธไสยาสน์ วัดพระพุทธไสยาราม มีขนาดความยาว 7.90 เมตร สูง 1.20

พระนอนหรือพระไสย ตามที่ชาวบ้านเรียกกันนั้น มีเรื่องเล่าสืบต่อมาว่า นายเจ๊ก ไม่ทราบนามสกุล คนในหมู่บ้านเชียงเครือ ที่มีอาชีพค้าขาย เป็นคนมีฐานะดี ในหมู่บ้านขณะนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้

วันหนึ่งในช่วงตอนเย็นเวลา 1 ทุ่ม ได้มีโจร 3 คน บุกเข้าปล้นบ้านนายเจ๊ก ได้ขนเอาทรัพย์สินและเงินทองไป นายเจ๊กไม่รู้จะทำอย่างไรดี เพราะหากเดินทางไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็อยู่ไกล ประกอบกับไม่มียานพาหนะ

เมื่อพวกโจรไปแล้ว จึงได้จัดดอกไม้ธูปเทียนลงไปไหว้พระพุทธไสยาสน์ จากนั้นได้กล่าวอธิษฐานและขอให้ช่วยคุ้มครองและอย่าให้ทรัพย์สินที่โจรลักไป เสียหายและขอให้จับโจรได้ด้วย

เมื่อกล่าวบนบานแล้วเสร็จ จึงไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่อำเภอ เพื่อติดตามโจร

ปรากฏว่า รุ่งเช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบกับกลุ่มคนร้ายที่ปล้นเมื่อคืน อาศัยหลบซ่อนอยู่ท้ายหมู่บ้าน จึงออกตามไปจับกุมตัวมาได้ พร้อมเงินและทรัพย์สินที่ปล้นไปคืนมาได้ทั้งหมด

จากการสอบสวนหัวหน้ากลุ่มโจร บอกว่า เมื่อปล้นทรัพย์สินได้แล้วก็ออกเดินทาง เพื่อหลบหนีออกจากหมู่บ้าน แต่เดินอย่างไรก็กลับมาที่เดิม และหลงทางเดินกลับไปกลับมาทั้งคืน สุดท้ายชาวบ้านมาพบและแจ้งตำรวจจับดังกล่าว

นับตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านตำบลเชียงเครือและใกล้เคียง มักจะพากันเดินทางมาบนบานกราบไหว้พระพุทธไสยาสน์ขอโชคลาภ บางรายทรัพย์สินเสียหายไป เมื่อมาบนก็ปรากฏว่าได้คืน บางรายแต่งงานหลายปีไม่มีลูกก็มาบนบานขอลูก ซึ่งส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จตามที่ขอ

ดังนั้นในแต่ละวันจะมีประชาชนเดินทางมานมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดพระพุทธไสยาราม พร้อมดอกไม้ธูปเทียนและของไหว้มิได้ขาด

ผู้เฒ่าในหมู่บ้าน บอกเล่าว่า เกิดมาก็พบพระนอน แต่ไม่ทราบประวัติการก่อสร้าง ทราบเพียงแต่ว่าที่แห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ และเคยร้างมาก่อน

ต่อมาหลองพ่อสงฆ์ ได้เดินทางมาบูรณะซ่อมแซมและตั้งเป็นวัด พร้อมกับบูรณะปฏิสังขรณ์พระนอนให้สวยงาม พร้อมกับชาวบ้านได้สร้างศาลาครอบป้องกันแดดฝน

เชื่อกันว่า พระนอนเป็นพระเก่าแก่สมัยทวารวดีที่ถูกสร้างครอบไว้ และมีความศักดิ์สิทธิ์

หากมีโอกาสเดินทางผ่านมาที่จังหวัดสกลนคร ลองแวะเข้าไปนมัสการพระพุทธไสยาสน์ เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต ที่มา...

โดยคุณ Ting_sathuError Club ID: (guaranteepra) select club_id,club_name_tha from club where club_owner="Ting_sathu" and club_status=2