ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : @@@@ รายการคุยกันทั้งวัน “เช้ายันดึก”....นอนไม่หลับ @@@@@

(D)
วันนี้มีรายการถ่ายทอดสด.....จึงออกอากาศ เร็วหน่อย..........ไม่ว่ากันนะครับ......

จัดรายการไป....มีขวดเขียวนั่งเป็นเพื่อน...ไม่มีงอแง........ขอเริ่มเลยนะครับ



อีกประมาณ 5 นาที ก็จะเป็นวันใหม่ วันที่ 18 มิ.ย. 2552

เริ่มรายการด้วย....เนื้อหาสาระเกี่ยวกับ

ประวัติ "พระพุทธรูปสำคัญของไทย"


พระพุทธรูป ประวัติ "พระพุทธรูปสำคัญของไทย" ที่ประดิษฐานตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย
การได้บูชาพระพุทธรูป ด้วยความรู้และศรัทธาอย่างถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา จึงจะอำนวยประโยชน์แก่ตนเองและแก่ผู้อื่น โดยปราศจากโทษ พระพุทธรูป มีแต่คุณประโยชน์เมื่อเราแพ่งมองพระพุทธรูปจะมีความรู้สึกว่าจิตใจสงบ มีสติเกิดปัญญาในการที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆได้ด้วยปัญญาความรู้ที่มี พระพุทธรูปสำคัญของไทย ที่เราควรรู้



โดยคุณ Ting_sathu (8888)[พ. 17 มิ.ย. 2552 - 23:54 น.]



โดยคุณ Ting_sathu (8888)[พ. 17 มิ.ย. 2552 - 23:55 น.] #685217 (1/164)


(D)
พระพุทธภัทรปิยปกาศิต วัดกองดิน จ.ระยอง

ขอนำท่านผู้อ่านตามรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเส้นทางแห่งการกู้เอกราช พร้อมสัมผัสที่ตั้ง “ทัพพระเจ้าตาก” สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และ พระพุทธภัทรปิยปกาศิต หรือ หลวงพ่อปิยปกาศิต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่หล่อแบบโบราณองค์แรกของภาคตะวันออก

หลวงพ่อปิยปกาศิต เป็นพระประธาน ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถของวัดกองดิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ประกอบพิธีเททองหล่อ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓ โดยมีประวัติความเป็นมา พอให้ทราบความกันโดยย่อว่า

หลวงพ่อปิยปกาศิต วัดกองดิน สร้างขยายส่วนมาจากพระพุทธรูปองค์ต้นแบบองค์หนึ่ง ที่มีพระนามว่า พระพุทธปกาศิต หรือ หลวงพ่อปกาศิต ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกองค์หนึ่งที่ “ถูกลืม” ไปจากจิตใจของคนไทย เชื่อว่ามีชาวพุทธอีกมากมายหลายสิบล้านคน ที่อาจไม่เคยได้ยินพระนามของพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้มาก่อน อีกทั้งอาจจะไม่ทราบว่า ครั้งหนึ่งในอดีต เมื่อ ๒๐๐ กว่าปีที่แล้ว มีพระพุทธรูปปางวิชัย หรือปางสะดุ้งมารองค์หนึ่ง ได้รับการอัญเชิญนำไปในสมรภูมิสนามรบ อย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ เคียงคู่บารมีของวีรกษัตริยาธิราชผู้กล้าพระองค์หนึ่ง ผู้มีน้ำพระทัยกล้าแกร่ง ไม่ย่อท้อในการทำศึกสงคราม จนสามารถกอบกู้เอกราชของชาติไทยกลับคืนมาจากพม่าได้ นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระผู้เป็นมิ่งขวัญ กำลังใจของทหารหาญ ในการกอบชาติกู้เมือง กู้ชาติไทย ให้เป็นไท จากพวกพม่า ที่เข้ามายึดครองผืนแผ่นดินไทย เมื่อคราวปี พุทธศักราช ๒๓๑๐

นับเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนิกชนที่อยู่ในภาคตะวันออก ที่ได้ พระพุทธปกาศิต หรือ หลวงพ่อปกาศิต กลับคืนมาสู่พื้นที่กองดินนี้อีกครั้งหนึ่ง หลังผ่านกาลเวลาไปแล้ว ถึง ๒๓๖ ปี นับแต่คราวที่พระยาตาก(สิน) ได้เคลื่อนกำลังพล ยกทัพไปตีเมืองจันทบูรณ์ ราวปี พ.ศ. ๒๓๑๐ และได้มาหยุดพักตั้งค่ายทหารที่หมู่บ้านแห่งนี้ ได้ทราบเรื่องราวจากผู้ปฏิบัติธรรมหลายท่าน เล่าให้ฟังว่า “เคยได้นิมิตเห็นพระยาตาก(สิน) ยกพระพุทธรูปบูชาองค์หนึ่ง เข้าไปในวิหารที่วัดเก่าคงคาจืด และให้ทหารหาญที่มาด้วยอธิษฐานจิตขอพรเป็นชัยมงคล ให้มีชัยชนะศึกสงครามที่เมืองจันทบูรณ์” จึงมีความเชื่อกันว่า พระพุทธรูปองค์นั้นก็คือ พระพุทธปกาศิต หรือ หลวงพ่อปกาศิต องค์ต้นแบบนี้นั่นเอง

วัดกองดินเป็นวัดสุดท้ายของจังหวัดระยอง ตั้งอยู่ในตำแหน่งจุดกึ่งกลางของภูมิภาค ๔ จังหวัดทางภาคตะวันออกคือ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด โดยทางสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๔ ปราจีนบุรี ร่วมกับศูนย์วัฒนธรรมท้องถิ่น อำเภอแกลง และสำนักงานเทศบาลตำบล ได้ร่วมสำรวจและตั้งหมุดประวัติศาสตร์ ในสถานที่ของวัดกองดิน นับเป็นลำดับที่ ๒๖ สุดท้ายของเขตจังหวัดระยอง ในเส้นทางสายเอกราชการเดินทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คราวยกทัพไปเพื่อตีเมือง จันทบูรณ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐

เทศบาลตำบลกองดิน ได้บันทึกประวัติความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้ไว้ว่า “...เมื่อครั้งที่กรุงศรีอยุธยามีข้าศึกพม่า ยกทัพมาประชิดพระนคร บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายระส่ำระสายไม่มีใครคิดที่จะต่อสู้กับข้าศึกพม่า ต่างพยายามที่จะหนีเอาตัวรอดกัน ครั้งนั้นพระยาวชิรปราการเห็นว่าพม่ามีกำลังเสริมเพิ่มขึ้น และล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ทุกด้าน เห็นทีจะเสียกรุงแก่พม่าเป็นแน่แท้... หากเราขืนชักช้า...อยู่ช่วยรบทำการป้องกันพระนคร ก็อาจจะพ่ายแพ้แก่ข้าศึกศัตรูพวกพม่าได้ จนลุถึงวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น ๔ ค่ำ พุทธศักราช ๒๓๐๙ ปีจอ อัฐศก

พระยาวชิรปราการ จึงได้ตัดสินใจรวบรวมไพร่พลราว ๕๐๐ คน ตีฝ่าวงล้อมพวกพม่าไปทางค่ายวัดพิชัย บ้านโพธิ์สังหาร แล้วมุ่งตรงไปยังหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออกเพื่อรวบรวมกำลังไพร่พล โดยมีจุดหมายปลายทางที่เมืองจันทบูรณ์ ในระหว่างการเดินทัพ ได้ผ่านเมืองระยอง บ้านไร่ บ้านกร่ำ เมืองแกลง ประแส เพื่อมุ่งไปสู่จันทบูรณ์นั้น

กองทัพของพระยาตากฯ ได้มาตั้งค่ายหยุดพักทัพม้าทัพช้างและไพร่พลอยู่ที่บริเวณวัดแห่งหนึ่ง และใช้สถานที่ดังกล่าวในการตำดินปืนเพื่อเตรียมไว้ใช้ในการออกศึกสงคราม...” สถานที่ตำดินปืนในครั้งนั้นจึงถูกเรียกว่า “กองดินปืน” เป็นเหตุที่มาของชื่อหมู่บ้านหรือตำบล นานเข้าก็เรียกกันสั้น ๆ ว่า “ตำบลกองดิน” สืบมาจนถึงปัจจุบัน

การสร้างหลวงพ่อปิยปกาศิตในภาคตะวันออกนี้ มีประวัติเล่ากันมาว่า พระพุทธรูปองค์นี้ ได้ขยายส่วน สร้างโดยใช้แบบมาจากพระพุทธรูปองค์เดิม ซึ่งมีพระนามว่า พระพุทธปกาศิต หรือ หลวงพ่อปกาศิต เป็นองค์ต้นแบบ มีขนาดหน้าตัก ๑๒ นิ้ว สำเร็จด้วยเนื้อสัมฤทธิ์ขาว โดยกษัตริย์พระองค์หนึ่งในยุคสมัยเชียงแสน ราวปีพุทธศักราช ๑๗๐๐ เพื่อเทิดพระเกียรติ ในคราวงานเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๔ รอบ

ในตำนานได้เล่าว่า ในพระเศียรจอมกระหม่อมเกศบัวตูมขององค์หลวงพ่อปกาศิตองค์ต้นแบบนี้ ได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้จำนวนหนึ่ง และมีเหล่าเทพเทวาชั้นสูง ผู้มีมหิทธานุภาพรักษาอยู่ถึง ๙ พระองค์ มีตำนานความเชื่ออีกส่วนหนึ่ง เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อปิยปกาศิต ที่ได้มีผู้มาสร้างไว้ในภาคตะวันออกนี้ว่า “หลวงพ่อปิยปกาศิต” องค์ต้นแบบนี้ มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มาแต่สมัยที่ท่านยังทรงผนวชเป็นพระภิกษุคู่กับนายทองด้วง (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชหรือรัชกาลที่ ๑) ที่หัวเมืองพิษณุโลก เมื่อลาสิกขาแล้ว พระองค์ได้นำเอาพระพุทธรูป คือ หลวงพ่อปกาศิตมาด้วย ภายหลังได้เข้ารับราชการ ไปรบทัพจับศึกที่ไหน ก็จะนำพระพุทธรูปองค์นี้ไปด้วย ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บุญบารมีประจำพระองค์ และมักได้ชัยชนะกลับมาทุกครั้ง จึงมีนามอีกอย่างหนึ่งว่า “พระไชยหลังช้าง” หรือ “พระนำชัย” มีผู้กล่าวว่า แม้การยกทัพไปเมืองจันทบูรณ์คราวนั้น “หลวงพ่อปิยปกาศิต” ก็ได้มากับกองทัพของพระยาตาก(สิน)นี้ด้วย

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นต้นมา ที่ท่าน พระมหารัตน์ เขมธัมโม ได้มาดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสของวัดกองดิน ได้สืบค้นคว้าเสาะหาข้อมูล ประวัติเรื่องราวความเป็นมาของหลวงพ่อปิยปกาศิต จนได้ทราบข้อมูลที่เชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องถึงกัน

มีคำพูดว่า ด้วยบารมีของหลวงพ่อพระ พุทธโสธร ช่วยเหลือหมู่คนได้ทั้งเมืองแปดริ้ว ด้วยบารมี หลวงพ่อวัดบ้านแหลม เป็นที่พึ่งของคนได้ทั้งแม่กลอง ในกาลภายหน้า เชื่อว่าด้วย บารมีของหลวงพ่อปิย ปกาศิต จักเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธในภาคตะวันออกได้

ปัจจุบัน วัดกองดิน ได้ทำโครงการร่วมกับสำนักงานเทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบลกองดิน ก็ได้เริ่มทำโครงการเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์พื้นที่ เป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อประโยชน์สุขของพุทธศาสนิกชน ถือเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งในอนาคต ที่จักเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธแห่งใหม่ในภาคตะวันออก นอกจากไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ (พลวง) และไปชมพิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุ ที่เขาวัดสุกิม จังหวัดจันทบุรีแล้ว

จึงขอเชิญชวนชาวพุทธทุกท่าน ทุกถิ่น สถานทั่วเมืองไทย ที่ได้มีโอกาสมาสู่ภาคตะวันออก ได้เข้ามานมัสการอธิษฐานจิตขอพร จากหลวงพ่อปิยปกาศิต เพื่อความเป็นสิริชัยมงคล สมบูรณ์พูนผล ประกอบด้วยจตุรพิธพรชัย ได้โดยทุกประการ

นอกจากนมัสการหลวงพ่อปิยปกาศิตแล้ว ทางวัดยังขอเชิญชวนชาวพุทธร่วมสักการะโพธิ์อธิษฐานจิต หรือโพธิ์สามต้นของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งปลูกไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐ มีขนาดลำต้นประมาณ ๑๕ คนโอบอีกด้วย ทั้งนี้ทางวัดกองดิน ตำบลกองดิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ศูนย์รวมจิตใจแห่งใหม่ของชาวพุทธภาคตะวันออก เปิดให้นมัสการทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๘.๓๐-๑๗.๓๐ น.
ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

โดยคุณ Ting_sathu (8888)[พ. 17 มิ.ย. 2552 - 23:56 น.] #685218 (2/164)


(D)
พระพุทธรูป หลวงพ่อแก่ วัดดุลยาราม จ.สตูล

"หลวงพ่อแก่ วัดดุลยาราม" เป็นพระพุทธรูปแกะสลักด้วยไม้ สูงประมาณ 70-80 เซนติเมตร ตั้งประดิษฐานอยู่ ณ วัดดุลยาราม ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล

หลวงพ่อแก่เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ มีเค้าพระพักตร์เป็นหญิง แบบนางพญาหรือพระหน้านาง บางทีเรียกว่าพระแก่นจันทร์ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง ฝีมือแกะสลักของช่างภาคเหนือหรือล้านช้าง เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวจังหวัดสตูลให้ความเคารพนับถืออย่างมาก

มีประวัติเล่ากันสืบมาว่า เป็นพระที่ลอยน้ำมาจากทะเล ผู้ใหญ่บ้านคลิ้งเป็นผู้เก็บมาจากคลองน้ำพระ และเมื่อพิจารณาเห็นว่าเป็นพระพุทธรูป จึงคิดนำมาไว้ที่วัด ในขณะที่เดินทางมา วัดฉลุง (วัดบ้านจีน) ผ่านสวนผักของแป๊ะไล้ฮะ (ชาวจีนที่มาอาศัยในฉลุง ดำรงชีพด้วยการปลูกผักขาย)

แป๊ะไล้ฮะได้ถามผู้ใหญ่คลิ้งว่า "ลื้อแบกอะไรมา" พอเข้ามาใกล้จึงเห็นว่าเป็นพระ จึงบอกผู้ใหญ่คลิ้งว่าน่าจะนำไปไว้ที่วัด โดยผู้ใหญ่คลิ้งได้นำองค์หลวงพ่อแก่มาวางไว้ใต้ต้นแซะบริเวณวัดฉลุง

ในตอนแรกไม่มีใครสนใจ เพราะเห็นว่าเป็นพระไม้เก่าๆ ต่อมาหลวงพ่อแก่ได้แสดงอภินิหารและเข้าฝันผู้สูงอายุท่านหนึ่งในตำบลฉลุงว่า รู้สึกอึดอัดมากที่มีเด็กๆ เอามาเล่น โดยไม่ให้ความเคารพนับถือ

พ่อท่านเปลียว เจ้าอาวาสวัดดุลยารามสมัยนั้น ได้สร้างเป็นที่พักและนำหลวงพ่อแก่มาประดิษฐาน ซึ่งได้มีชาวบ้านที่ทราบข่าวมากราบไหว้ สักการบูชา บนบานศาลกล่าว ในขณะนั้นองค์พ่อแก่มีแขนข้างเดียว สันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากการที่เด็กนำมาเล่น ทำให้แขนข้างซ้ายหัก ชาวบ้านจึงได้จัดทำแขนข้างซ้ายประกอบเหมือนเดิม

ครั้นต่อมา พ่อท่านเปลียวมรณภาพลง พระสิริขันตยาภรณ์ (พระมหารุ่ง) ได้มาเป็นเจ้าอาวาสแทน ซึ่งท่านดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดสตูล ได้มีความคิดร่วมกับคณะกรรมการวัดว่า ควรจะจัดทำวัตถุมงคลหลวงพ่อแก่ เพื่อให้ชาวบ้านได้นำไปบูชา โดยจัดทำเหรียญหลวงพ่อแก่รุ่นแรก เมื่อวันเสาร์ที่ 5 เมษายน 2514 มีพระอาจารย์ชื่อดัง (มีชื่อเสียงมาก) เข้าร่วมพิธีปลุกเสกหลายรูป เช่น พระอาจารย์ศรีแก้ว วัดไทรใหญ่, หลวงพ่อสงฆ์ วัดคงคาวดี, หลวงพ่อเพชร วัดดอนแย้ และยังมีพระเถราจารย์อีกหลายรูป

เหรียญรุ่นแรกที่จัดทำ เป็นเหรียญเนื้อทองแดงและเนื้อเงิน และในวันที่ 6 เมษายน 2514 ได้มีการจัดงานฌาปนกิจศพพ่อท่านเปลียว ปรกกโม อดีตเจ้าอาวาสวัดดุลยาราม

หลวงพ่อแก่ได้แสดงอภินิหารเป็นที่ยำเกรง ปรากฏแก่ชาวบ้านในละแวกนั้นหากใครไปถ่ายสิ่งปฏิกูลในบริเวณใกล้เคียงในสถาน ที่นั้น มักจะมีอันเป็นไปในทางที่ไม่ดี มีอาการปวดหัวตัวร้อน

เมื่อชาวบ้านได้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงได้จัดสร้างวิหารเป็นที่ประดิษฐาน โดยเฉพาะ และมีการจัดงานนมัสการในวันสงกรานต์เป็นประจำทุกปี

อภินิหารที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งขึ้นชื่อลือชาของ หลวงพ่อแก่ วัดดุลยาราม คือ สามารถห้ามฝนได้ ใครจะจัดงานอะไรหากเกรงว่าฝนจะตกในงานก็จุดธูปบนบานขออย่าให้ฝนตก ปรากฏว่าได้ผลเป็นประจักษ์ทุกรายไป

โดยนายสาธร แซ่ห้อง ชาว ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล ได้เล่าถึงอภินิหารของหลวงพ่อแก่ว่า ในขณะที่ตนขับรถไป จ.จันทบุรี ถึง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปรากฏว่าในขณะที่ตนโบกมือออกไปนอกรถ สร้อยข้อมือทองคำของตนตกลงไปบนถนนและหายไป

นายสาธรได้บนบาน เหรียญหลวงพ่อแก่ ที่ติดไปหน้ารถว่าขอให้พบสร้อยข้อมือคืน พอตนถอยรถกลับไปบริเวณที่ทำสร้อยตก ปรากฏว่าพบสร้อยข้อมือของตนปรากฏเป็นสีทองให้เห็นเด่นชัด แม้แต่ ร.อ.สมจิตร จงจอหอ นักชกเหรียญทองประวัติศาสตร์ ก็ได้มาแก้บนที่นี่ และทุกวันจะมีคนทั้งในและต่างจังหวัดมาแก้บนกันเป็นจำนวนมาก

สำหรับเครื่องบูชาแก้บนพระพุทธรูป หลวงพ่อแก่ วัดดุลยาราม เป็นขนมโค, ประทัด, ผ้า 7 สี, น้ำ 3 สี, ทอง 100 แผ่น, หมูย่าง, หัวหมู

คำว่า "พ่อแก่" หมายถึง พระผู้เฒ่าผู้แก่เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไป ปัจจุบันหลวงพ่อแก่ประดิษฐานอยู่ที่วัดดุลยาราม ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล มีพระเทพคุณาธาร เจ้าคณะจังหวัดสตูล เป็นเจ้าอาวาส

ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
รัตนชัย จึงชนะ

โดยคุณ Ting_sathu (8888)[พ. 17 มิ.ย. 2552 - 23:57 น.] #685219 (3/164)


(D)
หลวงพ่อดำ วัดช่องเเสมสาร จ.ชลบุรี

"พระสัมพุทธมหามุนีศรีคุณาศุภนิมิต" หรือ "หลวงพ่อดำ" วัดช่องแสมสาร ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นพระพุทธปฏิมากรศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่ง ซึ่งชาวประมงฝั่งตะวันออก เลื่อมใสศรัทธาทุกครั้งที่ออกทะเล มักจะไปนมัสการและขอพรเสมอ เพราะเชื่อว่าทุกคนจะกลับมาโดยสวัสดิภาพ มีโชคได้สินทรัพย์จากทะเลเป็นกอบเป็นกำ

พระสัมพุทธมหามุนีศรีคุณาศุภนิมิต หรือหลวงพ่อดำ ประดิษฐานในพระวิหารวัดช่องแสมสาร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิสูง 5 เมตร มีรูปใบหน้าอิ่มเอิบ ดวงตาทอดต่ำลงแผ่เมตตาให้กับผู้คนที่เดินทางมากราบไหว้

ตำนานหลวงพ่อดำ ระบุว่า เมื่อปีพุทธศักราช 2501 "หลวงพ่อดำรง คุณาสโภ" ได้เดินทางจาก จ.สุพรรณบุรี มาปักกลด ณ บริเวณพระเจดีย์เก่าบนเขาของวัดช่องแสมสาร

หลวงพ่อดำรง ได้เล่าให้ญาติโยมที่ไปกราบนมัสการให้ฟังว่า ท่านจำพรรษาอยู่วัดเขาขึ้น อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณ บุรี สาเหตุที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ เพราะได้ฝันว่า เทพยดาองค์หนึ่งบอกให้ไปสร้างพระพุทธรูปไว้ใกล้ๆ พระเจดีย์เก่าองค์หนึ่ง บนเขาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก

"ในภายภาคหน้า พระประธานองค์นี้จะกลายเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีประชาชนให้ความเคารพนับ ถือเดินทางมากราบไหว้กันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากบริเวณแห่ง นี้มีความเหมาะสมที่จะบูรณะให้กลายเป็นแหล่งรักษาศีลและความสงบให้กับชาว พุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก..."

หลวงพ่อดำรง ได้ออกเดินทางจากวัดเขาขึ้น กว่าจะถึงวัดช่องแสมสารเป็นเวลา หลายวัน เพราะท่านเดินทางถึงหมู่บ้านติดทะเลที่ใดก็จะแวะดูเรื่อยไป

จนถึงบ้านช่องแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี คือ สถานที่ท่านปักกลดอยู่นี้ เป็นสถานที่มีภูมิทัศน์ตรงกับสภาพที่ท่านนิมิตฝัน ท่านจึงชักชวนญาติโยม ช่วยกันบริจาควัสดุในการสร้างพระพุทธปฏิมากร ซึ่งได้รับศรัทธาร่วมมือด้วยดี

ในสมัยนั้นยังไม่มีทางรถยนต์ จึงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนแบกขนวัสดุขึ้นไป การสร้างใช้เวลาสร้างประมาณ 2 ปี จึงแล้วเสร็จ และทารักสีดำ ตั้งเป็นสง่าอยู่กลางแจ้ง โดยไม่มีหลังคาคลุมแต่อย่างใด

ชาวบ้านชาวเรือและผู้พบเห็น จึงเรียกว่าหลวงพ่อดำกันจนติดปาก ทั้งๆ ที่ตอนสร้างเสร็จท่านได้ถวายนามว่า "พระสัมพุทธมหามุนีศรีคุณาศุภนิมิต" ซึ่งชื่อในตอนท้าย มีความหมายระบุว่า เป็นพระที่เกิดจากความฝันดี

หลังจากสร้างเสร็จประมาณ 1 เดือน ได้จัดงานฉลองพระและประกอบพิธีเบิกพระเนตร ในครั้งนั้นได้มีการผูกหุ่นฟาง 2 หุ่น เพื่อเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อดำ หลังจากเสร็จพิธีก็เผาหุ่นฟาง

หลวงพ่อดำ วัดช่องเเสมสาร ได้ตั้งตากแดดอยู่กลางแจ้งเป็นเวลาถึง 10 ปีเศษ จนมีชาวประมงจากจังหวัดสมุทรปรา การแล่นเรือผ่านมาเห็นหลวงพ่อดำตากแดด จึงบนขอพรว่าออกเรือเที่ยวนี้ขอให้ได้ 200,000 บาท จะมาทำหลังคาให้ ปรากฏว่าได้ดังคำขอ จึงเอาเงินมาฝากให้นายเจริญ ทิศาบดี ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยทำหลังคา แต่ไม่มีฝา เมื่อฝนตกก็สาดเปียก ต่อมาชาวประมงอีกราย ผ่านมา ก็บนหลวงพ่อดำอีก ขอให้จับปลาได้เยอะๆ จะ มากั้นฝาให้ ปรากฏว่าได้สมหวังก็เอาเงินมาฝากผู้ใหญ่ให้ช่วยทำต่อไป

สภาพวิหาร หลวงพ่อดำ วัดช่องเเสมสารในขณะนั้น จึง เป็นเพียงมีหลังคาและฝาไม้สามด้าน มีชาวบ้านและชาวเรือต่างขึ้นไปนมัสการกราบไหว้ เป็นจำนวนมาก และมักประสบ ผลสำเร็จ หลังจากสิบปีผ่านไป สภาพของวิหารชำรุดทรุดโทรมจนใช้งานไม่ได้ นายเสน่ห์ พิทักษ์กร สมาชิกสภาจังหวัดชลบุรี ได้ร่วมมือกับพระครูวิสารทสุตากร เจ้าอาวาส พร้อมชาวบ้าน ร่วมกันสร้างเป็นวิหารจตุรมุข ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง และมีภาพปูนปั้นเรื่องราวพุทธประวัติ ซึ่งหาชมได้ยากในปัจจุบัน

ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด เดินสายไหว้พระ
นิราช ทิพย์ศรี

โดยคุณ Ting_sathu (8888)[พ. 17 มิ.ย. 2552 - 23:57 น.] #685221 (4/164)


(D)
หลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย วัดโพธิ์ศรี จ.หนองบัวลำภู

" หลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย" หรือ หลวงพ่อพุทธศรีวิชัย เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 5 ศอก สูง 3 เมตร ศิลปะล้านช้าง ประดิษฐานภายในอุโบสถของวัดโพธิ์ศรี บ้านลำภู หมู่ 7 ต.ลำภู อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู

หลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย เป็นพระพุทธรูปโบราณอายุหลายร้อยปี เดิมถูกทิ้งตากแดดตากฝนมานาน ชาวบ้านได้ทำหลังคามุงหญ้ากันแดดกันฝน จนกระทั่งมีชุมชนเข้ามาอยู่และได้สร้างเป็นวัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2310 เดิมชื่อวัดหายโศก ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นวัดโพธิ์ศรีในปัจจุบัน แต่ยังมีวงเล็บต่อท้ายว่าวัดหายโศกอยู่

ต่อมาได้มีการก่อสร้างอุโบสถครอบองค์พระไว้ เมื่อปี พ.ศ.2442 กระทั่งปัจจุบันกลายเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของชาวเมืองหนอง บัวลำภู มีประชาชนเข้ามากราบไหว้บูชาขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นประจำมิได้ขาด

วัดโพธิ์ศรี ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2524 ปัจจุบัน มีพระครูวชิรโพธิวัชร เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ศรี

มีเรื่องเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ถึงความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อใหญ่ศรี วิชัย ตั้งแต่อดีตที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ในห้วงที่ยังไม่มีการก่อสร้างอุโบสถครอบองค์หลวงพ่อ สมัยนั้นยังเป็นป่ารอบบริเวณเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า ขณะที่หน้าแล้งก็เกิดไฟป่าขึ้นลุกลามขยายวงไปทั่ว แต่เมื่อไฟป่าได้ลามเข้ามาใกล้องค์พระก็ปรากฏว่าไฟได้ดับลงรอบๆ องค์พระอย่างน่าอัศจรรย์ โดยไม่มีชาวบ้านมาดับไฟแต่อย่างใด เป็นที่โจษจันของชาวบ้านไปทั่วถึงปาฏิหาริย์

นอกจากนี้ หลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านมาโดยตลอด โดยเฉพาะในเรื่องการบนบานขอพร ตลอดจนสาบาน ที่ชาวบ้านเห็นผลมานักต่อนักจวบจนปัจจุบัน

ทั้งนี้ชาวบ้านได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังถึงการทำผิดคำสาบานหรือการลบหลู่หลวงพ่อ ที่ต้องได้รับผลกรรมทันตาเห็น ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เช่น ก่อนหน้านี้หลายสิบปี ได้มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในอำเภอมากราบไหว้หลวงพ่อ และเห็นว่าบริเวณใบหูและดวงตาของหลวงพ่อไม่สวยงาม จึงได้เอาช่างมาแก้ไข ต่อมาปรากฏว่าข้าราชการคนดังกล่าวกลายเป็นคนหูหนวกตาบอดในที่สุด ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ยังมีพ่อค้าในตลาดสด ที่มีคนใช้ในบ้าน อยู่มาวันหนึ่งเกิดมีทรัพย์สินหายไป พ่อค้าก็ตั้งข้อสงสัยว่าคนรับใช้เป็นคนเอาไป เมื่อสอบถามคนใช้ก็ยืนยันว่าไม่ใช่คนขโมย จึงพากันมาสาบานต่อหน้าหลวงพ่อ แต่พอเดินทางมายังไม่ถึงวัดก็ถามกันว่ากล้าสาบานหรือไม่ว่าไม่ได้เอาไป ก็ตกลงสาบานกันโดยไม่ได้อยู่ในบริเวณวัดเพียงแต่ตั้งใจว่าจะมาที่วัด แต่พ่อค้าก็ตัดใจว่าจะไม่ไปสาบานกันที่วัดแล้วพากันเดินทางกลับ

ต่อมาอีกไม่กี่วันก็ปรากฏว่าพ่อค้าทั้งลูกเมียได้เกิดอุบัติเหตุรถชนเสีย ชีวิตพร้อมกันถึง 4 ศพ ขณะที่คนรับใช้ไม่ได้เป็นอะไร ซึ่งชาวบ้านต่างเชื่อว่าเป็นเพราะคำสาบาน ส่วนเรื่องที่พบเห็นประจำจากเด็กๆ ในหมู่บ้านที่ซนและได้มายิงนกในบริเวณวัด กลับบ้านก็มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย จนพ่อแม่ต้องรีบพามาขอขมาหลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย ถึงจะหายป่วย

ทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 วัดโพธิ์ศรี จะประกอบพิธีทำบุญใหญ่ถวายหลวงพ่อพุทธศรีวิชัย ซึ่งบรรดาชาวบ้านในเมืองหนองบัวลำภู จะถือเอาพิธีดังกล่าวมาทำพิธีแก้บนประจำปี นอกเหนือจากที่ได้บนบานและแก้บน เมื่อประสบผลดังที่มุ่งหวังไว้แล้ว

สำหรับพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาที่ จ.หนองบัวลำภู หากมีโอกาสควรที่จะมากราบไหว้บูชาหลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย ซึ่งทางวัดโพธิ์ศรี เปิดให้ประชาชนเข้าไปกราบไหว้สักการะอยู่ทุกวัน

ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด
คอลัมน์ เดินสายไหว้พระ พรพิทักษ์ คงพุฒิคุณ

โดยคุณ noomjj (1058)[พ. 17 มิ.ย. 2552 - 23:57 น.] #685222 (5/164)
มานั่งเป็นเพื่อนครับ พี่ติ่ง

โดยคุณ kaicpac (1165)[พ. 17 มิ.ย. 2552 - 23:58 น.] #685223 (6/164)
หวัดดีครับพี่ติ่ง มาแต่หัววันเชียวนะครับ...

โดยคุณ Ting_sathu (8888)[พ. 17 มิ.ย. 2552 - 23:58 น.] #685224 (7/164)


(D)
หลวงพ่อโต วัดไทรใต้ จ.นครสวรรค์

"หลวงพ่อโต วัดไทรใต้" เป็นพระพุทธรูปประธาน ประดิษฐาน ณ อุโบสถวัดไทรใต้ เลขที่ 4 ถนนโกสีย์เหนือ ต.ปากน้ำโพ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยสุโขทัยตอนปลาย ทำด้วยทองสำริด

หลวงพ่อโต วัดไทรใต้ เป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านทั่วไป

ประวัติหลวงพ่อโต วัดไทรใต้
หลวงพ่อโต มีประวัติความเป็นมาที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ย้อนหลังไปเมื่อ 100 ปีที่แล้วมา มีโยมชาวบ้าน ชื่อ เข็ม เลิศล้ำ เป็นญาติกับหลวงพ่อหล่อ หรือพระสมุห์ทองหล่อ อดีตเจ้าอาวาสวัดไทรใต้

นายเข็ม มีบ้านอยู่ที่บ้านหาดทรายงาม อยู่ห่างวัดไทรใต้ไปทางเหนือประมาณ 4 กิโลเมตร คืนหนึ่งนายเข็มนอนหลับฝันไปว่า หลวงพ่อโต มาเข้าฝันบอกว่า "กูนอนอยู่ในป่าไผ่วัดดอนคา (อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์) มานานแล้ว กูอยากมาอยู่กับมึง"

ครั้นนายเข็มตื่นขึ้นจำความได้ดี จนรุ่งเช้าจึงนำความฝันมาเล่าให้ลูกหลานฟัง หลังจากนั้นจึงได้ช่วยกันหาเกวียนได้ 3 เล่ม รวมผู้คนกว่า 20 คน เตรียมเสบียงอาหาร เดินทางไปวัดดอนคา เพื่อไปแห่รับพระกลับมาบ้านหาดทรายงาม ทั้งหมดพากันเดินล่องใต้ไปข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงสะพานเดชาติวงศ์ ซึ่งเป็นช่วงเดือน 5 หน้าแล้งมีน้ำน้อย เป็นบริเวณเส้นทางที่จะเดินทางผ่านไปยัง อ.ท่าตะโก และคิดกันว่าถ้าไปแล้วไม่ได้พระตามที่ฝันก็จะพาหันหาหน่อไม้กลับมาไว้กินไว้ขายกัน

เมื่อเดินทางมาถึงวัดดอนคา นายเข็มก็เดินเข้าไปในป่าไผ่ตามที่ปรากฏในฝัน เป็นที่น่าประหลาดใจที่ได้พบพระพุทธรูป 2 องค์ เป็นพระสมัยสุโขทัยตอนปลาย ทำด้วยทองสำริดสวยงามทั้งสององค์ ไม่มีรอยชำรุด นายเข็มเลือกพระองค์ที่เห็นตามในฝันเพียงองค์เดียว ส่วนอีกองค์ปล่อยไว้ตามเดิม ไม่ได้นำกลับมาด้วย

เล่าขานกันว่า พระพุทธรูปอีกองค์ที่เหลืออยู่มีชาวบ้านเข้าไปหาปลาเอาแหลนไปแทงปลาในสระน้ำ ข้างวัดดอนคา พบพระพุทธรูปจึงนำขึ้นมาประดิษฐานไว้ที่วัดดอนคา อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ ชื่อว่าหลวงพ่อแหลน ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวท่าตะโก

นับว่าพระพุทธรูปสององค์ คือ หลวงพ่อโตและหลวงพ่อแหลน ถือว่าเป็นพระพี่น้องกัน หลวงพ่อโตจะมีองค์โตกว่าหลวงพ่อแหลนเล็กน้อย

ในช่วงขากลับ คณะของนายเข็มได้อัญเชิญหลวงพ่อโตขึ้นเกวียนแห่มาตามทางและมาข้ามแม่น้ำเจ้า พระยา ปกติบริเวณนี้จะมีปลากระเบนชุกชุม พวกหาปลาจะไม่กล้าเข้าใกล้ ถ้าใครเข้าไปจะถูกปลากระเบนแทงขา

แต่เมื่อขบวนหลวงพ่อโตแห่มาลงตรงท่าน้ำ เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่ไม่มีใครถูกปลากระเบนแทงเลย

เมื่อข้ามฝั่งมาแล้วก็แห่หลวงพ่อโตย้อนแม่น้ำเจ้าพระยาไปตามริมฝั่งผ่านวัด หัวเมือง(วัดนครสวรรค์) ผ่านตลาดปากน้ำโพ ผ่านวัดโพธาราม จนมาถึงวัดไทรทอง (ชื่อเดิมของวัดไทรใต้) ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง เป็นเวลาช่วงเย็นพอดี คณะของโยมเข็มจึงหยุดพักขบวนแห่ที่มีเป้าหมายว่าจะไปวัดหาดทรายงาม พอจะแห่ขบวนไปต่อปรากฏว่าวัวทั้งสองตัวที่เทียมเกวียนแห่อัญเชิญหลวงพ่อโต เกิดตื่นวิ่งหนีเข้าป่าหายไปไม่ยอมมาเทียมเกวียน นายเข็มและคณะจึงปรึกษากัน สรุปความว่า หลวงพ่อโตคงต้องการอยู่ที่วัดไทรทอง จึงอัญเชิญหลวงพ่อโตเข้าไปในอุโบสถวัดไทรทอง ยกขึ้นเป็นพระประธานมาจนถึงทุกวันนี้

วันที่อัญเชิญหลวงพ่อโตเข้าไปในอุโบสถวัดไทรทอง ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 จึงเป็นวันที่ชาวบ้านวัดไทรทองหรือวัดไทรใต้ในปัจจุบัน จัดงานประเพณี มีการจัดขบวนแห่นำองค์หลวงพ่อโตออกแห่ พร้อมทั้งจัดงานสมโภชฉลองหลวงพ่อโตเป็นประเพณีประจำทุกปี

โดยออกแห่ทางเหนือไปถึงวัดหาดทรายงาม บ้านของโยมเข็ม แล้วแห่ลงมาทางใต้ถึงวัดหัวเมือง (วัดนครสวรรค์) และแห่รอบตลาดปากน้ำโพให้ประชาชนได้สรงน้ำ สักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล

สำหรับวัตถุมงคลหลวงพ่อโต วัดไทรใต้มีสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2506 เป็นเหรียญเนื้อโลหะทรงกลม มีรูปหลวงพ่อโตอยู่ด้านหน้า

ล่าสุด พ.ศ.2542 วัดไทรใต้ได้จัดสร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อโต หลวงปู่ทวด ขึ้นอีกรุ่นหนึ่ง มีทั้งรูปหล่อขนาดบูชา รูปหล่อขนาดเล็ก เหรียญทรงกลม พระผงพิมพ์สี่เหลี่ยม รูปไข่ รวมทั้งล็อกเกตหลวงพ่อโต จัดวางใส่ตู้ไว้ในอุโบสถ เพื่อให้ประชาชนได้เช่าบูชา

วัดไทรใต้ เป็นวัดเก่าแก่ มีอายุกว่า 200 ปี ตั้งขึ้นเมื่อราว พ.ศ.2350 อยู่บนที่ราบสูงเชิงเขา ติดริมแม่น้ำปิง เดิมชื่อวัดไทรทอง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ.2355 ต่อมา มีวัดไทรเหนือ วัดไทรทองจึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดไทรใต้

วัดไทรใต้ เคยเป็นสำนักวิปัสสนาและเคยเป็นที่ตั้งชั่วคราวของศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันมีพระครูนิโครธธรรมวุฒิ เป็นเจ้าอาวาส

ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด คอลัมน์ เดินสายไหว้พระ ชาติชาย เกียรติพิริยะ

โดยคุณ บ้านพระ (2939)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:00 น.] #685226 (8/164)


(D)
จงทำงาน ทุกชนิด ด้วยจิตว่าง
ยกผลงาน ให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น
กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน
ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที

ท่านผู้ใด ว่างได้ ดังว่ามา
ไม่มีท่า ทุกข์ทน หม่นหมองศรี
“ศิลปะ” ในชีวิต ชนิดนี้
เป็น “เคล็ด” ที่ใครคิดได้ สบายเอยฯ


โดยคุณ Ting_sathu (8888)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:00 น.] #685229 (9/164)
หวัดดีครับ.....ท่าน noomjj และ kaicpac .....ส่งไอ้เขียวไปแล้วนะครับ....รับด้วยนะครับ....


โดยคุณ Ting_sathu (8888)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:01 น.] #685230 (10/164)


(D)
พระพุทธรูป หลวงพ่อแก่ วัดหูกวาง จ.นครสวรรค์

"หลวงพ่อแก่ วัดหูกวาง" เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐาน ณ วิหารวัดหูกวาง หมู่ 2 ต.หูกวาง อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์

หลวงพ่อแก่เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย มีโครงเหล็กแบนอยู่ภายใน เกศาเป็นตุ่ม มียอดเศียรแบบเปลวเพลิง ศิลปะสุโขทัย หน้าตัก 3 ศอก ประดิษฐานประจำวิหาร หันหน้าลงสู่แม่น้ำปิง

ประวัติหลวงพ่อแก่ วัดหูกวางความเป็นมาไม่มีใครทราบว่า หลวงพ่อแก่สร้างขึ้นเมื่อใด และใครเป็นผู้สร้าง แต่เดิมประดิษฐานอยู่ในอุโบสถเก่าของวัดหูกวาง

เคยมีผู้สอบถามพระเทพคุณาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดหูกวาง ท่านเล่าว่าได้สอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนวัดหูกวางก็ไม่มีใครทราบ ทราบแต่ว่าเดิมทีบ้านหูกวางเคยเป็นที่พักของแม่ทัพนาย กองและกองทัพทหารในยุคก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เดินทัพขึ้นสู่ภาคเหนือไปรบที่เชียงใหม่ ขากลับจึงได้อัญเชิญหลวงพ่อแก่กลับมาประดิษฐานไว้บริเวณวัดหูกวาง ซึ่งใช้เป็นที่พักกองทัพ และประดิษฐานตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

เรื่องความศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อแก่มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เลื่องลือหลาย ประการ พระครูนิทานโพธิวัฒน์ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันและเป็นรองเจ้าคณะอำเภอบรรพตพิสัย เล่าให้ฟังว่า เมื่อประมาณ พ.ศ.2533 ท่านได้เดินทางด้วยรถยนต์ไปกรุงเทพฯ ด้วยความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงขากลับมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อวิ่งขึ้นมาจากข้างทางด้านซ้าย ตัดขวางเต็มถนน

เมื่อมีรถขวางจึงเบรกไม่อยู่ ต้องวิ่งเลี่ยงออกด้านขวาที่มีรถบัสขนาดใหญ่วิ่งสวนมา แต่หักหลบรถบัสไปเจอรถยนต์กระบะอีก จึงต้องวิ่งหลบลงไปข้างทางที่มีต้นสะเดา แต่ปรากฏว่า รถที่ขับมาไปจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าต้นสะเดา โดยไม่ชนกับสิ่งใดและไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เชื่อว่าเป็นบารมีหลวงพ่อแก่ ซึ่งตั้งรูปหล่อขนาด 3 นิ้ว อยู่หน้ารถที่คอยคุ้มครอง

อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของการบนบาน ทุกครั้งที่วัดจัดงานมงคลหรือประกอบพิธีพุทธาภิเษก เพื่อจำหน่ายวัตถุมงคลหารายได้มาบูรณะวัด เจ้าอาวาสจะไปจุดธูปบอกกล่าวหลวงพ่อแก่ว่าขอให้จัดงานได้เรียบร้อยไร้ อุปสรรคและไม่ขาดทุน ปรากฏว่าวัดหูกวางมีผู้มาร่วมงาน กราบไหว้นมัสการปิดทองบูชาหลวงพ่อแก่ รวมทั้งเช่าบูชาวัตถุมงคลของหลวงพ่อแก่ ทำให้วัดมีรายได้ สามารถนำมาบูรณะวัด สร้างศาลาได้เป็นผลสำเร็จ

การแสดงความเคารพหลวงพ่อแก่ ทุกครั้งที่มีการเดินทางผ่านหน้าวัด สมัยที่เดินทางด้วยเรือ พวกชาวเรือจะเปิดแตรเสียงดังลั่น เพื่อแสดงความเคารพบูชาหลวงพ่อแก่ และที่เรือทุกลำทำเป็นประจำคือ วักน้ำในแม่น้ำปิงหน้าวัดหูกวางรดหัวเรือเพื่อความเป็นสิริมงคล ทุกคนเชื่อว่าเป็นน้ำมนต์วิเศษของหลวงพ่อแก่ จะช่วยให้ทำมาค้าขึ้น เจริญรุ่งเรือง เดินทางปลอดภัย

ส่วนการเดินทางทางบกด้วยรถยนต์ คนที่ขับรถผ่านวัดจะบีบแตรแสดงความเคารพหลวงพ่อแก่ทุกคัน และในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ ที่วัดจัดสรงน้ำหลวงพ่อแก่ หรือจัดงานปิดทองไหว้พระ จะมีผู้อาสารับเป็นเจ้าภาพนำมหรสพมาแสดงให้ชมฟรี รวมทั้งมีผู้จัดหัวหมู ไก่ต้ม มาแก้บน บูชาหลวงพ่อแก่เป็นประจำโดยไม่ขาดสาย

วัตถุมงคลหลวงพ่อแก่ วัดหูกวางได้จัดสร้างขึ้นหลายรุ่นด้วยกัน มีทั้งรูปหล่อขนาดบูชา ขนาดเล็ก รูปเหรียญ พระพิมพ์สมเด็จ แต่ในการสร้างแต่ละครั้งวัดจัดสร้างจำนวนไม่มากนัก ทำให้วัตถุมงคลของหลวงพ่อแก่หมดไปอย่างรวดเร็ว ที่ยังพอมีให้บูชาได้ในปัจจุบัน คือ รูปหล่อแบบบูชาหน้าตัก 12 นิ้ว หน้าตัก 5 นิ้ว และแบบตั้งหน้ารถขนาด 3 นิ้ว

ล่าสุดวัดหูกวางได้สร้างรูปหล่อจำลองหลวงพ่อแก่เนื้อโลหะไว้อีก 1 องค์ ส่วนองค์จริงยังตั้งให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชา แต่ทางวัดต้องทำกรงเหล็กล้อมองค์หลวงพ่อแก่ เพื่อป้องกันการโจรกรรมจากมิจฉาชีพ

หากผู้ที่เดินทางผ่านไปที่เมืองนครสวรรค์สามารถเดินทางไปกราบไหว้บูชาหลวง พ่อแก่ สามารถเดินทางไปที่วัดหูกวาง ตามถนนหมายเลข 1182 สายนครสวรรค์-บรรพตพิสัย (สายในเส้นริมแม่น้ำปิง) อยู่ห่างจากนครสวรรค์ประมาณ 30 กิโลเมตร ห่างจากตัวอำเภอบรรพตพิสัยประมาณ 5 กิโลเมตร

ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด คอลัมน์ เดินสายไหว้พระ
โดย ชาติชาย เกียรติพิริยะ

โดยคุณ ไร้เดียงสา (2015)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:02 น.] #685232 (11/164)
ดีครับพี่ติ่งขออยู่เป็นเพื่อนด้วยคน อิอิ

โดยคุณ บ้านพระ (2939)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:02 น.] #685234 (12/164)


(D)
หวัดดีครับพี่ติ่ง

โดยคุณ Ting_sathu (8888)[พฤ. 18 มิ.ย. 2552 - 00:02 น.] #685235 (13/164)


(D)
พระพุทธชัยภูมิพิทักษ์ วัดชัยภูมิพิทักษ์ จ.ชัยภูมิ

"พระพุทธชัยภูมิพิทักษ์" ประดิษฐาน ณ วัดชัยภูมิพิทักษ์ อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ ขนาดสูงจากฐานถึงยอด 14 ศอก (7 เมตร) ก่ออิฐถือปูน หุ้มด้วยกระเบื้องโมเสกสีทองทั้งองค์

พระพุทธชัยภูมิพิทักษ์ เป็นพระพุทธรูปยืน ปางประทานพร ยกพระหัตถ์ขวาเหนือพระอุระ เม็ดพระศกใหญ่ ยอดพระเกศเป็นดอกบัวรองรับพระรัศมีเปลว พระจีวรแนบพระวรกาย ห่มเฉวียงบ่าซ้าย ชายสังฆาฏิพลิ้ว ทิ้งชายระดับพระอุระ พระวรกายมีชายพระจีวรสองชายเป็นริ้ว ประดิษฐานบนฐานบัวกลุ่มหินขัดสีน้ำตาลแดง ด้านล่างเป็นฐานเขียงหินกาบสองชั้น ด้านหลังเป็นกำแพงหินกาบ เสาแปดเหลี่ยมหินขัดสีน้ำตาลแดง มีลวดลายบัว ยอดเสาเป็นโคมไฟแปดเหลี่ยมลงรักปิดทอง

พระพุทธชัยภูมิพิทักษ์ วัดชัยภูมิพิทักษ์ เริ่มก่อสร้าง วันที่ 15 มกราคม 2512 แล้วเสร็จปี พ.ศ.2516 โดยนายประมูล ศรัทธาทิพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิในขณะนั้น มีช่างกรมศิลปากร อาจารย์ประกิต (จิตต์) บัวบุษย์ ควบคุมงานก่อสร้างองค์พระ

นายประมูล เล็งเห็นพื้นที่บริเวณผาเกิ้งมีบรรยากาศร่มรื่น จึงมีแนวคิดที่จะอนุรักษ์และพัฒนาให้เป็นพื้นที่อุทยาน โดยสร้างพระพุทธรูปปางประทานพร สูง 7 เมตร ยืนตระหง่านเป็นศรีสง่า ประดิษฐานที่หน้าผาเกิ้ง ซึ่งเป็นหน้าผาที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอำเภอหนองบัวแดง ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาสองลูกที่มาบรรจบกัน บางครั้งชาวบ้านจะเรียกว่า ช่องบุญกว้าง ซึ่งเป็นเส้นทางลัดที่ใช้เป็นที่หมายในการเดินทางจาก หุบเขาภูเขียว (ทิวเขาเพชรบูรณ์) มายังจังหวัดชัยภูมิ

ผาเกิ้ง อยู่ทางฝั่งภูแลนคา เป็นจุดที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน

คำว่า ผาเกิ้ง หรือ อีเกิ้ง เป็นภาษาอีสาน หมายถึงพระจันทร์ ดังนั้น ผาเกิ้งจึงเป็นชื่อผาที่มีลักษณะครึ่งวงกลมยื่นออกไป มองดูเหมือนพระจันทร์เสี้ยว

พ.ศ.2516 นายอนันต์ อนันตกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เห็นว่าการที่พระพุทธรูปองค์ใหญ่ราคานับล้าน ตั้งอยู่กลางป่า โดยปราศจากผู้ดูแลนั้น เป็นการไม่สมควร น่าจะมีพระอยู่จำพรรษาช่วยพัฒนาสถานที่และดูแลองค์พระให้รุ่งเรืองสง่างาม

ท่านจึงได้นิมนต์ พระมหาบุญมา ปุญญาภิรโต ต่อมา ได้ดำรงสมณศักดิ์ พระศีลวราลังการ เจ้าอาวาสวัดชัยภูมิพิทักษ์ (ผาเกิ้ง) และรองเจ้าคณะจังหวัดชัยภูมิ ให้มาดูแลสำนักสงฆ์แห่งนี้

ช่วงระยะที่ก่อสร้างได้เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์หลายอย่าง ในราวปี พ.ศ.2523 บริเวณดังกล่าวมีการเตรียมทำถนนลาดยางผ่านเขา มีการระเบิดหิน ปกติการระเบิดหินนั้น เมื่อระเบิดก้อนหินน้อยใหญ่จะปลิวว่อน ทุกครั้งที่ระเบิดพนักงานเจ้าหน้าที่จะเตือนพระภิกษุ-สามเณร แม่ชีให้หลบก้อนหิน โดยสั่งให้ไปหลบใต้ถุนกุฏิ พอเสียงระเบิดตูม ก้อนหินเหล่านั้นจะปลิวว่อนไปตกทั่วบริเวณวัด เล่นเอาสังกะสีกุฏิและศาลาทะลุเป็นช่องถึง 20 กว่าหลัง

ครั้นเมื่อคณะบริษัทเขาหยุดระเบิดแล้ว ได้มาตรวจสอบความเสียหายเพื่อซ่อมแซมให้ ปรากฏว่า บริเวณรอบองค์พระพุทธชัยภูมิพิทักษ์ ไม่ได้รับอันตรายจากก้อนหินแม้แต่น้อย เป็นอีกเรื่องหนึ่งแห่งความน่าอัศจรรย์เกี่ยวกับพระพุทธชัยภูมิพิทักษ์

ดังนั้น ผู้คนที่เดินทางผ่านไปมา ต้องแวะสักการะขอพรจากพระพุทธชัยภูมิพิทักษ์ หรือหากรีบเร่งเดินทาง คนขับรถก็จะบีบแตร คนที่นั่งมาด้วยจะยกมือไหว้ขอพรท่านอยู่มิได้ขาด

ปัจจุบัน วัดชัยภูมิพิทักษ์ (ผาเกิ้ง) ตั้งอยู่ในเขต ต.กุดชุมแสง อ.หนองบัวแดง เขตรอยต่อ ต.ห้วยต้อน อ.เมืองชัยภูมิ ห่างจากจังหวัดชัยภูมิ 33 กิโลเมตร อยู่ติดกับที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูแลนคา โดยมีพระราชภาวนาวราจารย์ (หลวงพ่อผาเกิ้ง) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส

ภายในวัดมีสถานที่สำคัญ อาทิ พระบรมธาตุผาเกิ้ง เป็นศาสนสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของวัดผาเกิ้ง มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงน้ำเต้ากลม เป็นศิลปะที่ผสมผสานระหว่างพระธาตุพนมกับพระปฐมเจดีย์ ความกว้างรอบฐาน 20 เมตร สูงจากฐาน 9 ศอก

นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์ตึกสมเด็จพระพุฒาจารย์ สร้างเมื่อ พ.ศ.2541 เป็นที่รวบรวมผลงานและของโบราณแร่ธาตุกายสิทธิ์ต่างๆ

ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
สุรพงษ์ สวัสดิ์ผล

โดยคุณ ไร้เดียงสาError Club ID: (guaranteepra) select club_id,club_name_tha from club where club_owner="ไร้เดียงสา" and club_status=2