ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : @@@@ รายการคุยกันทั้งวัน “เช้ายันดึก”....นอนไม่หลับ @@@@@

(D)
วันนี้มีรายการถ่ายทอดสด.....จึงออกอากาศ เร็วหน่อย..........ไม่ว่ากันนะครับ......

จัดรายการไป....มีขวดเขียวนั่งเป็นเพื่อน...ไม่มีงอแง........ขอเริ่มเลยนะครับ



อีกประมาณ 5 นาที ก็จะเป็นวันใหม่ วันที่ 18 มิ.ย. 2552

เริ่มรายการด้วย....เนื้อหาสาระเกี่ยวกับ

ประวัติ "พระพุทธรูปสำคัญของไทย"


พระพุทธรูป ประวัติ "พระพุทธรูปสำคัญของไทย" ที่ประดิษฐานตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย
การได้บูชาพระพุทธรูป ด้วยความรู้และศรัทธาอย่างถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา จึงจะอำนวยประโยชน์แก่ตนเองและแก่ผู้อื่น โดยปราศจากโทษ พระพุทธรูป มีแต่คุณประโยชน์เมื่อเราแพ่งมองพระพุทธรูปจะมีความรู้สึกว่าจิตใจสงบ มีสติเกิดปัญญาในการที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆได้ด้วยปัญญาความรู้ที่มี พระพุทธรูปสำคัญของไทย ที่เราควรรู้



โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [17 Jun 09 23:54]



โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [17 Jun 2009 23:55] #685217 (1/164)


(D)
พระพุทธภัทรปิยปกาศิต วัดกองดิน จ.ระยอง

ขอนำท่านผู้อ่านตามรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเส้นทางแห่งการกู้เอกราช พร้อมสัมผัสที่ตั้ง “ทัพพระเจ้าตาก” สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และ พระพุทธภัทรปิยปกาศิต หรือ หลวงพ่อปิยปกาศิต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่หล่อแบบโบราณองค์แรกของภาคตะวันออก

หลวงพ่อปิยปกาศิต เป็นพระประธาน ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถของวัดกองดิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ประกอบพิธีเททองหล่อ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓ โดยมีประวัติความเป็นมา พอให้ทราบความกันโดยย่อว่า

หลวงพ่อปิยปกาศิต วัดกองดิน สร้างขยายส่วนมาจากพระพุทธรูปองค์ต้นแบบองค์หนึ่ง ที่มีพระนามว่า พระพุทธปกาศิต หรือ หลวงพ่อปกาศิต ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกองค์หนึ่งที่ “ถูกลืม” ไปจากจิตใจของคนไทย เชื่อว่ามีชาวพุทธอีกมากมายหลายสิบล้านคน ที่อาจไม่เคยได้ยินพระนามของพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้มาก่อน อีกทั้งอาจจะไม่ทราบว่า ครั้งหนึ่งในอดีต เมื่อ ๒๐๐ กว่าปีที่แล้ว มีพระพุทธรูปปางวิชัย หรือปางสะดุ้งมารองค์หนึ่ง ได้รับการอัญเชิญนำไปในสมรภูมิสนามรบ อย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ เคียงคู่บารมีของวีรกษัตริยาธิราชผู้กล้าพระองค์หนึ่ง ผู้มีน้ำพระทัยกล้าแกร่ง ไม่ย่อท้อในการทำศึกสงคราม จนสามารถกอบกู้เอกราชของชาติไทยกลับคืนมาจากพม่าได้ นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระผู้เป็นมิ่งขวัญ กำลังใจของทหารหาญ ในการกอบชาติกู้เมือง กู้ชาติไทย ให้เป็นไท จากพวกพม่า ที่เข้ามายึดครองผืนแผ่นดินไทย เมื่อคราวปี พุทธศักราช ๒๓๑๐

นับเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนิกชนที่อยู่ในภาคตะวันออก ที่ได้ พระพุทธปกาศิต หรือ หลวงพ่อปกาศิต กลับคืนมาสู่พื้นที่กองดินนี้อีกครั้งหนึ่ง หลังผ่านกาลเวลาไปแล้ว ถึง ๒๓๖ ปี นับแต่คราวที่พระยาตาก(สิน) ได้เคลื่อนกำลังพล ยกทัพไปตีเมืองจันทบูรณ์ ราวปี พ.ศ. ๒๓๑๐ และได้มาหยุดพักตั้งค่ายทหารที่หมู่บ้านแห่งนี้ ได้ทราบเรื่องราวจากผู้ปฏิบัติธรรมหลายท่าน เล่าให้ฟังว่า “เคยได้นิมิตเห็นพระยาตาก(สิน) ยกพระพุทธรูปบูชาองค์หนึ่ง เข้าไปในวิหารที่วัดเก่าคงคาจืด และให้ทหารหาญที่มาด้วยอธิษฐานจิตขอพรเป็นชัยมงคล ให้มีชัยชนะศึกสงครามที่เมืองจันทบูรณ์” จึงมีความเชื่อกันว่า พระพุทธรูปองค์นั้นก็คือ พระพุทธปกาศิต หรือ หลวงพ่อปกาศิต องค์ต้นแบบนี้นั่นเอง

วัดกองดินเป็นวัดสุดท้ายของจังหวัดระยอง ตั้งอยู่ในตำแหน่งจุดกึ่งกลางของภูมิภาค ๔ จังหวัดทางภาคตะวันออกคือ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด โดยทางสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๔ ปราจีนบุรี ร่วมกับศูนย์วัฒนธรรมท้องถิ่น อำเภอแกลง และสำนักงานเทศบาลตำบล ได้ร่วมสำรวจและตั้งหมุดประวัติศาสตร์ ในสถานที่ของวัดกองดิน นับเป็นลำดับที่ ๒๖ สุดท้ายของเขตจังหวัดระยอง ในเส้นทางสายเอกราชการเดินทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คราวยกทัพไปเพื่อตีเมือง จันทบูรณ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐

เทศบาลตำบลกองดิน ได้บันทึกประวัติความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้ไว้ว่า “...เมื่อครั้งที่กรุงศรีอยุธยามีข้าศึกพม่า ยกทัพมาประชิดพระนคร บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายระส่ำระสายไม่มีใครคิดที่จะต่อสู้กับข้าศึกพม่า ต่างพยายามที่จะหนีเอาตัวรอดกัน ครั้งนั้นพระยาวชิรปราการเห็นว่าพม่ามีกำลังเสริมเพิ่มขึ้น และล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ทุกด้าน เห็นทีจะเสียกรุงแก่พม่าเป็นแน่แท้... หากเราขืนชักช้า...อยู่ช่วยรบทำการป้องกันพระนคร ก็อาจจะพ่ายแพ้แก่ข้าศึกศัตรูพวกพม่าได้ จนลุถึงวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น ๔ ค่ำ พุทธศักราช ๒๓๐๙ ปีจอ อัฐศก

พระยาวชิรปราการ จึงได้ตัดสินใจรวบรวมไพร่พลราว ๕๐๐ คน ตีฝ่าวงล้อมพวกพม่าไปทางค่ายวัดพิชัย บ้านโพธิ์สังหาร แล้วมุ่งตรงไปยังหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออกเพื่อรวบรวมกำลังไพร่พล โดยมีจุดหมายปลายทางที่เมืองจันทบูรณ์ ในระหว่างการเดินทัพ ได้ผ่านเมืองระยอง บ้านไร่ บ้านกร่ำ เมืองแกลง ประแส เพื่อมุ่งไปสู่จันทบูรณ์นั้น

กองทัพของพระยาตากฯ ได้มาตั้งค่ายหยุดพักทัพม้าทัพช้างและไพร่พลอยู่ที่บริเวณวัดแห่งหนึ่ง และใช้สถานที่ดังกล่าวในการตำดินปืนเพื่อเตรียมไว้ใช้ในการออกศึกสงคราม...” สถานที่ตำดินปืนในครั้งนั้นจึงถูกเรียกว่า “กองดินปืน” เป็นเหตุที่มาของชื่อหมู่บ้านหรือตำบล นานเข้าก็เรียกกันสั้น ๆ ว่า “ตำบลกองดิน” สืบมาจนถึงปัจจุบัน

การสร้างหลวงพ่อปิยปกาศิตในภาคตะวันออกนี้ มีประวัติเล่ากันมาว่า พระพุทธรูปองค์นี้ ได้ขยายส่วน สร้างโดยใช้แบบมาจากพระพุทธรูปองค์เดิม ซึ่งมีพระนามว่า พระพุทธปกาศิต หรือ หลวงพ่อปกาศิต เป็นองค์ต้นแบบ มีขนาดหน้าตัก ๑๒ นิ้ว สำเร็จด้วยเนื้อสัมฤทธิ์ขาว โดยกษัตริย์พระองค์หนึ่งในยุคสมัยเชียงแสน ราวปีพุทธศักราช ๑๗๐๐ เพื่อเทิดพระเกียรติ ในคราวงานเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๔ รอบ

ในตำนานได้เล่าว่า ในพระเศียรจอมกระหม่อมเกศบัวตูมขององค์หลวงพ่อปกาศิตองค์ต้นแบบนี้ ได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้จำนวนหนึ่ง และมีเหล่าเทพเทวาชั้นสูง ผู้มีมหิทธานุภาพรักษาอยู่ถึง ๙ พระองค์ มีตำนานความเชื่ออีกส่วนหนึ่ง เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อปิยปกาศิต ที่ได้มีผู้มาสร้างไว้ในภาคตะวันออกนี้ว่า “หลวงพ่อปิยปกาศิต” องค์ต้นแบบนี้ มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มาแต่สมัยที่ท่านยังทรงผนวชเป็นพระภิกษุคู่กับนายทองด้วง (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชหรือรัชกาลที่ ๑) ที่หัวเมืองพิษณุโลก เมื่อลาสิกขาแล้ว พระองค์ได้นำเอาพระพุทธรูป คือ หลวงพ่อปกาศิตมาด้วย ภายหลังได้เข้ารับราชการ ไปรบทัพจับศึกที่ไหน ก็จะนำพระพุทธรูปองค์นี้ไปด้วย ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บุญบารมีประจำพระองค์ และมักได้ชัยชนะกลับมาทุกครั้ง จึงมีนามอีกอย่างหนึ่งว่า “พระไชยหลังช้าง” หรือ “พระนำชัย” มีผู้กล่าวว่า แม้การยกทัพไปเมืองจันทบูรณ์คราวนั้น “หลวงพ่อปิยปกาศิต” ก็ได้มากับกองทัพของพระยาตาก(สิน)นี้ด้วย

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นต้นมา ที่ท่าน พระมหารัตน์ เขมธัมโม ได้มาดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสของวัดกองดิน ได้สืบค้นคว้าเสาะหาข้อมูล ประวัติเรื่องราวความเป็นมาของหลวงพ่อปิยปกาศิต จนได้ทราบข้อมูลที่เชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องถึงกัน

มีคำพูดว่า ด้วยบารมีของหลวงพ่อพระ พุทธโสธร ช่วยเหลือหมู่คนได้ทั้งเมืองแปดริ้ว ด้วยบารมี หลวงพ่อวัดบ้านแหลม เป็นที่พึ่งของคนได้ทั้งแม่กลอง ในกาลภายหน้า เชื่อว่าด้วย บารมีของหลวงพ่อปิย ปกาศิต จักเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธในภาคตะวันออกได้

ปัจจุบัน วัดกองดิน ได้ทำโครงการร่วมกับสำนักงานเทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบลกองดิน ก็ได้เริ่มทำโครงการเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์พื้นที่ เป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อประโยชน์สุขของพุทธศาสนิกชน ถือเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งในอนาคต ที่จักเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธแห่งใหม่ในภาคตะวันออก นอกจากไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ (พลวง) และไปชมพิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุ ที่เขาวัดสุกิม จังหวัดจันทบุรีแล้ว

จึงขอเชิญชวนชาวพุทธทุกท่าน ทุกถิ่น สถานทั่วเมืองไทย ที่ได้มีโอกาสมาสู่ภาคตะวันออก ได้เข้ามานมัสการอธิษฐานจิตขอพร จากหลวงพ่อปิยปกาศิต เพื่อความเป็นสิริชัยมงคล สมบูรณ์พูนผล ประกอบด้วยจตุรพิธพรชัย ได้โดยทุกประการ

นอกจากนมัสการหลวงพ่อปิยปกาศิตแล้ว ทางวัดยังขอเชิญชวนชาวพุทธร่วมสักการะโพธิ์อธิษฐานจิต หรือโพธิ์สามต้นของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งปลูกไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐ มีขนาดลำต้นประมาณ ๑๕ คนโอบอีกด้วย ทั้งนี้ทางวัดกองดิน ตำบลกองดิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ศูนย์รวมจิตใจแห่งใหม่ของชาวพุทธภาคตะวันออก เปิดให้นมัสการทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๘.๓๐-๑๗.๓๐ น.
ที่มาหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [17 Jun 2009 23:56] #685218 (2/164)


(D)
พระพุทธรูป หลวงพ่อแก่ วัดดุลยาราม จ.สตูล

"หลวงพ่อแก่ วัดดุลยาราม" เป็นพระพุทธรูปแกะสลักด้วยไม้ สูงประมาณ 70-80 เซนติเมตร ตั้งประดิษฐานอยู่ ณ วัดดุลยาราม ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล

หลวงพ่อแก่เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ มีเค้าพระพักตร์เป็นหญิง แบบนางพญาหรือพระหน้านาง บางทีเรียกว่าพระแก่นจันทร์ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง ฝีมือแกะสลักของช่างภาคเหนือหรือล้านช้าง เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวจังหวัดสตูลให้ความเคารพนับถืออย่างมาก

มีประวัติเล่ากันสืบมาว่า เป็นพระที่ลอยน้ำมาจากทะเล ผู้ใหญ่บ้านคลิ้งเป็นผู้เก็บมาจากคลองน้ำพระ และเมื่อพิจารณาเห็นว่าเป็นพระพุทธรูป จึงคิดนำมาไว้ที่วัด ในขณะที่เดินทางมา วัดฉลุง (วัดบ้านจีน) ผ่านสวนผักของแป๊ะไล้ฮะ (ชาวจีนที่มาอาศัยในฉลุง ดำรงชีพด้วยการปลูกผักขาย)

แป๊ะไล้ฮะได้ถามผู้ใหญ่คลิ้งว่า "ลื้อแบกอะไรมา" พอเข้ามาใกล้จึงเห็นว่าเป็นพระ จึงบอกผู้ใหญ่คลิ้งว่าน่าจะนำไปไว้ที่วัด โดยผู้ใหญ่คลิ้งได้นำองค์หลวงพ่อแก่มาวางไว้ใต้ต้นแซะบริเวณวัดฉลุง

ในตอนแรกไม่มีใครสนใจ เพราะเห็นว่าเป็นพระไม้เก่าๆ ต่อมาหลวงพ่อแก่ได้แสดงอภินิหารและเข้าฝันผู้สูงอายุท่านหนึ่งในตำบลฉลุงว่า รู้สึกอึดอัดมากที่มีเด็กๆ เอามาเล่น โดยไม่ให้ความเคารพนับถือ

พ่อท่านเปลียว เจ้าอาวาสวัดดุลยารามสมัยนั้น ได้สร้างเป็นที่พักและนำหลวงพ่อแก่มาประดิษฐาน ซึ่งได้มีชาวบ้านที่ทราบข่าวมากราบไหว้ สักการบูชา บนบานศาลกล่าว ในขณะนั้นองค์พ่อแก่มีแขนข้างเดียว สันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากการที่เด็กนำมาเล่น ทำให้แขนข้างซ้ายหัก ชาวบ้านจึงได้จัดทำแขนข้างซ้ายประกอบเหมือนเดิม

ครั้นต่อมา พ่อท่านเปลียวมรณภาพลง พระสิริขันตยาภรณ์ (พระมหารุ่ง) ได้มาเป็นเจ้าอาวาสแทน ซึ่งท่านดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดสตูล ได้มีความคิดร่วมกับคณะกรรมการวัดว่า ควรจะจัดทำวัตถุมงคลหลวงพ่อแก่ เพื่อให้ชาวบ้านได้นำไปบูชา โดยจัดทำเหรียญหลวงพ่อแก่รุ่นแรก เมื่อวันเสาร์ที่ 5 เมษายน 2514 มีพระอาจารย์ชื่อดัง (มีชื่อเสียงมาก) เข้าร่วมพิธีปลุกเสกหลายรูป เช่น พระอาจารย์ศรีแก้ว วัดไทรใหญ่, หลวงพ่อสงฆ์ วัดคงคาวดี, หลวงพ่อเพชร วัดดอนแย้ และยังมีพระเถราจารย์อีกหลายรูป

เหรียญรุ่นแรกที่จัดทำ เป็นเหรียญเนื้อทองแดงและเนื้อเงิน และในวันที่ 6 เมษายน 2514 ได้มีการจัดงานฌาปนกิจศพพ่อท่านเปลียว ปรกกโม อดีตเจ้าอาวาสวัดดุลยาราม

หลวงพ่อแก่ได้แสดงอภินิหารเป็นที่ยำเกรง ปรากฏแก่ชาวบ้านในละแวกนั้นหากใครไปถ่ายสิ่งปฏิกูลในบริเวณใกล้เคียงในสถาน ที่นั้น มักจะมีอันเป็นไปในทางที่ไม่ดี มีอาการปวดหัวตัวร้อน

เมื่อชาวบ้านได้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงได้จัดสร้างวิหารเป็นที่ประดิษฐาน โดยเฉพาะ และมีการจัดงานนมัสการในวันสงกรานต์เป็นประจำทุกปี

อภินิหารที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งขึ้นชื่อลือชาของ หลวงพ่อแก่ วัดดุลยาราม คือ สามารถห้ามฝนได้ ใครจะจัดงานอะไรหากเกรงว่าฝนจะตกในงานก็จุดธูปบนบานขออย่าให้ฝนตก ปรากฏว่าได้ผลเป็นประจักษ์ทุกรายไป

โดยนายสาธร แซ่ห้อง ชาว ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล ได้เล่าถึงอภินิหารของหลวงพ่อแก่ว่า ในขณะที่ตนขับรถไป จ.จันทบุรี ถึง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปรากฏว่าในขณะที่ตนโบกมือออกไปนอกรถ สร้อยข้อมือทองคำของตนตกลงไปบนถนนและหายไป

นายสาธรได้บนบาน เหรียญหลวงพ่อแก่ ที่ติดไปหน้ารถว่าขอให้พบสร้อยข้อมือคืน พอตนถอยรถกลับไปบริเวณที่ทำสร้อยตก ปรากฏว่าพบสร้อยข้อมือของตนปรากฏเป็นสีทองให้เห็นเด่นชัด แม้แต่ ร.อ.สมจิตร จงจอหอ นักชกเหรียญทองประวัติศาสตร์ ก็ได้มาแก้บนที่นี่ และทุกวันจะมีคนทั้งในและต่างจังหวัดมาแก้บนกันเป็นจำนวนมาก

สำหรับเครื่องบูชาแก้บนพระพุทธรูป หลวงพ่อแก่ วัดดุลยาราม เป็นขนมโค, ประทัด, ผ้า 7 สี, น้ำ 3 สี, ทอง 100 แผ่น, หมูย่าง, หัวหมู

คำว่า "พ่อแก่" หมายถึง พระผู้เฒ่าผู้แก่เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไป ปัจจุบันหลวงพ่อแก่ประดิษฐานอยู่ที่วัดดุลยาราม ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล มีพระเทพคุณาธาร เจ้าคณะจังหวัดสตูล เป็นเจ้าอาวาส

ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
รัตนชัย จึงชนะ

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [17 Jun 2009 23:57] #685219 (3/164)


(D)
หลวงพ่อดำ วัดช่องเเสมสาร จ.ชลบุรี

"พระสัมพุทธมหามุนีศรีคุณาศุภนิมิต" หรือ "หลวงพ่อดำ" วัดช่องแสมสาร ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นพระพุทธปฏิมากรศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่ง ซึ่งชาวประมงฝั่งตะวันออก เลื่อมใสศรัทธาทุกครั้งที่ออกทะเล มักจะไปนมัสการและขอพรเสมอ เพราะเชื่อว่าทุกคนจะกลับมาโดยสวัสดิภาพ มีโชคได้สินทรัพย์จากทะเลเป็นกอบเป็นกำ

พระสัมพุทธมหามุนีศรีคุณาศุภนิมิต หรือหลวงพ่อดำ ประดิษฐานในพระวิหารวัดช่องแสมสาร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิสูง 5 เมตร มีรูปใบหน้าอิ่มเอิบ ดวงตาทอดต่ำลงแผ่เมตตาให้กับผู้คนที่เดินทางมากราบไหว้

ตำนานหลวงพ่อดำ ระบุว่า เมื่อปีพุทธศักราช 2501 "หลวงพ่อดำรง คุณาสโภ" ได้เดินทางจาก จ.สุพรรณบุรี มาปักกลด ณ บริเวณพระเจดีย์เก่าบนเขาของวัดช่องแสมสาร

หลวงพ่อดำรง ได้เล่าให้ญาติโยมที่ไปกราบนมัสการให้ฟังว่า ท่านจำพรรษาอยู่วัดเขาขึ้น อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณ บุรี สาเหตุที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ เพราะได้ฝันว่า เทพยดาองค์หนึ่งบอกให้ไปสร้างพระพุทธรูปไว้ใกล้ๆ พระเจดีย์เก่าองค์หนึ่ง บนเขาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก

"ในภายภาคหน้า พระประธานองค์นี้จะกลายเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีประชาชนให้ความเคารพนับ ถือเดินทางมากราบไหว้กันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากบริเวณแห่ง นี้มีความเหมาะสมที่จะบูรณะให้กลายเป็นแหล่งรักษาศีลและความสงบให้กับชาว พุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก..."

หลวงพ่อดำรง ได้ออกเดินทางจากวัดเขาขึ้น กว่าจะถึงวัดช่องแสมสารเป็นเวลา หลายวัน เพราะท่านเดินทางถึงหมู่บ้านติดทะเลที่ใดก็จะแวะดูเรื่อยไป

จนถึงบ้านช่องแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี คือ สถานที่ท่านปักกลดอยู่นี้ เป็นสถานที่มีภูมิทัศน์ตรงกับสภาพที่ท่านนิมิตฝัน ท่านจึงชักชวนญาติโยม ช่วยกันบริจาควัสดุในการสร้างพระพุทธปฏิมากร ซึ่งได้รับศรัทธาร่วมมือด้วยดี

ในสมัยนั้นยังไม่มีทางรถยนต์ จึงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนแบกขนวัสดุขึ้นไป การสร้างใช้เวลาสร้างประมาณ 2 ปี จึงแล้วเสร็จ และทารักสีดำ ตั้งเป็นสง่าอยู่กลางแจ้ง โดยไม่มีหลังคาคลุมแต่อย่างใด

ชาวบ้านชาวเรือและผู้พบเห็น จึงเรียกว่าหลวงพ่อดำกันจนติดปาก ทั้งๆ ที่ตอนสร้างเสร็จท่านได้ถวายนามว่า "พระสัมพุทธมหามุนีศรีคุณาศุภนิมิต" ซึ่งชื่อในตอนท้าย มีความหมายระบุว่า เป็นพระที่เกิดจากความฝันดี

หลังจากสร้างเสร็จประมาณ 1 เดือน ได้จัดงานฉลองพระและประกอบพิธีเบิกพระเนตร ในครั้งนั้นได้มีการผูกหุ่นฟาง 2 หุ่น เพื่อเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อดำ หลังจากเสร็จพิธีก็เผาหุ่นฟาง

หลวงพ่อดำ วัดช่องเเสมสาร ได้ตั้งตากแดดอยู่กลางแจ้งเป็นเวลาถึง 10 ปีเศษ จนมีชาวประมงจากจังหวัดสมุทรปรา การแล่นเรือผ่านมาเห็นหลวงพ่อดำตากแดด จึงบนขอพรว่าออกเรือเที่ยวนี้ขอให้ได้ 200,000 บาท จะมาทำหลังคาให้ ปรากฏว่าได้ดังคำขอ จึงเอาเงินมาฝากให้นายเจริญ ทิศาบดี ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยทำหลังคา แต่ไม่มีฝา เมื่อฝนตกก็สาดเปียก ต่อมาชาวประมงอีกราย ผ่านมา ก็บนหลวงพ่อดำอีก ขอให้จับปลาได้เยอะๆ จะ มากั้นฝาให้ ปรากฏว่าได้สมหวังก็เอาเงินมาฝากผู้ใหญ่ให้ช่วยทำต่อไป

สภาพวิหาร หลวงพ่อดำ วัดช่องเเสมสารในขณะนั้น จึง เป็นเพียงมีหลังคาและฝาไม้สามด้าน มีชาวบ้านและชาวเรือต่างขึ้นไปนมัสการกราบไหว้ เป็นจำนวนมาก และมักประสบ ผลสำเร็จ หลังจากสิบปีผ่านไป สภาพของวิหารชำรุดทรุดโทรมจนใช้งานไม่ได้ นายเสน่ห์ พิทักษ์กร สมาชิกสภาจังหวัดชลบุรี ได้ร่วมมือกับพระครูวิสารทสุตากร เจ้าอาวาส พร้อมชาวบ้าน ร่วมกันสร้างเป็นวิหารจตุรมุข ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง และมีภาพปูนปั้นเรื่องราวพุทธประวัติ ซึ่งหาชมได้ยากในปัจจุบัน

ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด เดินสายไหว้พระ
นิราช ทิพย์ศรี

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [17 Jun 2009 23:57] #685221 (4/164)


(D)
หลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย วัดโพธิ์ศรี จ.หนองบัวลำภู

" หลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย" หรือ หลวงพ่อพุทธศรีวิชัย เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 5 ศอก สูง 3 เมตร ศิลปะล้านช้าง ประดิษฐานภายในอุโบสถของวัดโพธิ์ศรี บ้านลำภู หมู่ 7 ต.ลำภู อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู

หลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย เป็นพระพุทธรูปโบราณอายุหลายร้อยปี เดิมถูกทิ้งตากแดดตากฝนมานาน ชาวบ้านได้ทำหลังคามุงหญ้ากันแดดกันฝน จนกระทั่งมีชุมชนเข้ามาอยู่และได้สร้างเป็นวัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2310 เดิมชื่อวัดหายโศก ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นวัดโพธิ์ศรีในปัจจุบัน แต่ยังมีวงเล็บต่อท้ายว่าวัดหายโศกอยู่

ต่อมาได้มีการก่อสร้างอุโบสถครอบองค์พระไว้ เมื่อปี พ.ศ.2442 กระทั่งปัจจุบันกลายเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของชาวเมืองหนอง บัวลำภู มีประชาชนเข้ามากราบไหว้บูชาขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นประจำมิได้ขาด

วัดโพธิ์ศรี ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2524 ปัจจุบัน มีพระครูวชิรโพธิวัชร เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ศรี

มีเรื่องเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ถึงความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อใหญ่ศรี วิชัย ตั้งแต่อดีตที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ในห้วงที่ยังไม่มีการก่อสร้างอุโบสถครอบองค์หลวงพ่อ สมัยนั้นยังเป็นป่ารอบบริเวณเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า ขณะที่หน้าแล้งก็เกิดไฟป่าขึ้นลุกลามขยายวงไปทั่ว แต่เมื่อไฟป่าได้ลามเข้ามาใกล้องค์พระก็ปรากฏว่าไฟได้ดับลงรอบๆ องค์พระอย่างน่าอัศจรรย์ โดยไม่มีชาวบ้านมาดับไฟแต่อย่างใด เป็นที่โจษจันของชาวบ้านไปทั่วถึงปาฏิหาริย์

นอกจากนี้ หลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านมาโดยตลอด โดยเฉพาะในเรื่องการบนบานขอพร ตลอดจนสาบาน ที่ชาวบ้านเห็นผลมานักต่อนักจวบจนปัจจุบัน

ทั้งนี้ชาวบ้านได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังถึงการทำผิดคำสาบานหรือการลบหลู่หลวงพ่อ ที่ต้องได้รับผลกรรมทันตาเห็น ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เช่น ก่อนหน้านี้หลายสิบปี ได้มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในอำเภอมากราบไหว้หลวงพ่อ และเห็นว่าบริเวณใบหูและดวงตาของหลวงพ่อไม่สวยงาม จึงได้เอาช่างมาแก้ไข ต่อมาปรากฏว่าข้าราชการคนดังกล่าวกลายเป็นคนหูหนวกตาบอดในที่สุด ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ยังมีพ่อค้าในตลาดสด ที่มีคนใช้ในบ้าน อยู่มาวันหนึ่งเกิดมีทรัพย์สินหายไป พ่อค้าก็ตั้งข้อสงสัยว่าคนรับใช้เป็นคนเอาไป เมื่อสอบถามคนใช้ก็ยืนยันว่าไม่ใช่คนขโมย จึงพากันมาสาบานต่อหน้าหลวงพ่อ แต่พอเดินทางมายังไม่ถึงวัดก็ถามกันว่ากล้าสาบานหรือไม่ว่าไม่ได้เอาไป ก็ตกลงสาบานกันโดยไม่ได้อยู่ในบริเวณวัดเพียงแต่ตั้งใจว่าจะมาที่วัด แต่พ่อค้าก็ตัดใจว่าจะไม่ไปสาบานกันที่วัดแล้วพากันเดินทางกลับ

ต่อมาอีกไม่กี่วันก็ปรากฏว่าพ่อค้าทั้งลูกเมียได้เกิดอุบัติเหตุรถชนเสีย ชีวิตพร้อมกันถึง 4 ศพ ขณะที่คนรับใช้ไม่ได้เป็นอะไร ซึ่งชาวบ้านต่างเชื่อว่าเป็นเพราะคำสาบาน ส่วนเรื่องที่พบเห็นประจำจากเด็กๆ ในหมู่บ้านที่ซนและได้มายิงนกในบริเวณวัด กลับบ้านก็มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย จนพ่อแม่ต้องรีบพามาขอขมาหลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย ถึงจะหายป่วย

ทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 วัดโพธิ์ศรี จะประกอบพิธีทำบุญใหญ่ถวายหลวงพ่อพุทธศรีวิชัย ซึ่งบรรดาชาวบ้านในเมืองหนองบัวลำภู จะถือเอาพิธีดังกล่าวมาทำพิธีแก้บนประจำปี นอกเหนือจากที่ได้บนบานและแก้บน เมื่อประสบผลดังที่มุ่งหวังไว้แล้ว

สำหรับพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาที่ จ.หนองบัวลำภู หากมีโอกาสควรที่จะมากราบไหว้บูชาหลวงพ่อใหญ่ศรีวิชัย ซึ่งทางวัดโพธิ์ศรี เปิดให้ประชาชนเข้าไปกราบไหว้สักการะอยู่ทุกวัน

ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด
คอลัมน์ เดินสายไหว้พระ พรพิทักษ์ คงพุฒิคุณ

โดยคุณ noomjj (1025) (124.122.30.*) [17 Jun 2009 23:57] #685222 (5/164)
มานั่งเป็นเพื่อนครับ พี่ติ่ง

โดยคุณ kaicpac (1094) (125.25.100.*) [17 Jun 2009 23:58] #685223 (6/164)
หวัดดีครับพี่ติ่ง มาแต่หัววันเชียวนะครับ...

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [17 Jun 2009 23:58] #685224 (7/164)


(D)
หลวงพ่อโต วัดไทรใต้ จ.นครสวรรค์

"หลวงพ่อโต วัดไทรใต้" เป็นพระพุทธรูปประธาน ประดิษฐาน ณ อุโบสถวัดไทรใต้ เลขที่ 4 ถนนโกสีย์เหนือ ต.ปากน้ำโพ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยสุโขทัยตอนปลาย ทำด้วยทองสำริด

หลวงพ่อโต วัดไทรใต้ เป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านทั่วไป

ประวัติหลวงพ่อโต วัดไทรใต้
หลวงพ่อโต มีประวัติความเป็นมาที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ย้อนหลังไปเมื่อ 100 ปีที่แล้วมา มีโยมชาวบ้าน ชื่อ เข็ม เลิศล้ำ เป็นญาติกับหลวงพ่อหล่อ หรือพระสมุห์ทองหล่อ อดีตเจ้าอาวาสวัดไทรใต้

นายเข็ม มีบ้านอยู่ที่บ้านหาดทรายงาม อยู่ห่างวัดไทรใต้ไปทางเหนือประมาณ 4 กิโลเมตร คืนหนึ่งนายเข็มนอนหลับฝันไปว่า หลวงพ่อโต มาเข้าฝันบอกว่า "กูนอนอยู่ในป่าไผ่วัดดอนคา (อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์) มานานแล้ว กูอยากมาอยู่กับมึง"

ครั้นนายเข็มตื่นขึ้นจำความได้ดี จนรุ่งเช้าจึงนำความฝันมาเล่าให้ลูกหลานฟัง หลังจากนั้นจึงได้ช่วยกันหาเกวียนได้ 3 เล่ม รวมผู้คนกว่า 20 คน เตรียมเสบียงอาหาร เดินทางไปวัดดอนคา เพื่อไปแห่รับพระกลับมาบ้านหาดทรายงาม ทั้งหมดพากันเดินล่องใต้ไปข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงสะพานเดชาติวงศ์ ซึ่งเป็นช่วงเดือน 5 หน้าแล้งมีน้ำน้อย เป็นบริเวณเส้นทางที่จะเดินทางผ่านไปยัง อ.ท่าตะโก และคิดกันว่าถ้าไปแล้วไม่ได้พระตามที่ฝันก็จะพาหันหาหน่อไม้กลับมาไว้กินไว้ขายกัน

เมื่อเดินทางมาถึงวัดดอนคา นายเข็มก็เดินเข้าไปในป่าไผ่ตามที่ปรากฏในฝัน เป็นที่น่าประหลาดใจที่ได้พบพระพุทธรูป 2 องค์ เป็นพระสมัยสุโขทัยตอนปลาย ทำด้วยทองสำริดสวยงามทั้งสององค์ ไม่มีรอยชำรุด นายเข็มเลือกพระองค์ที่เห็นตามในฝันเพียงองค์เดียว ส่วนอีกองค์ปล่อยไว้ตามเดิม ไม่ได้นำกลับมาด้วย

เล่าขานกันว่า พระพุทธรูปอีกองค์ที่เหลืออยู่มีชาวบ้านเข้าไปหาปลาเอาแหลนไปแทงปลาในสระน้ำ ข้างวัดดอนคา พบพระพุทธรูปจึงนำขึ้นมาประดิษฐานไว้ที่วัดดอนคา อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ ชื่อว่าหลวงพ่อแหลน ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวท่าตะโก

นับว่าพระพุทธรูปสององค์ คือ หลวงพ่อโตและหลวงพ่อแหลน ถือว่าเป็นพระพี่น้องกัน หลวงพ่อโตจะมีองค์โตกว่าหลวงพ่อแหลนเล็กน้อย

ในช่วงขากลับ คณะของนายเข็มได้อัญเชิญหลวงพ่อโตขึ้นเกวียนแห่มาตามทางและมาข้ามแม่น้ำเจ้า พระยา ปกติบริเวณนี้จะมีปลากระเบนชุกชุม พวกหาปลาจะไม่กล้าเข้าใกล้ ถ้าใครเข้าไปจะถูกปลากระเบนแทงขา

แต่เมื่อขบวนหลวงพ่อโตแห่มาลงตรงท่าน้ำ เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่ไม่มีใครถูกปลากระเบนแทงเลย

เมื่อข้ามฝั่งมาแล้วก็แห่หลวงพ่อโตย้อนแม่น้ำเจ้าพระยาไปตามริมฝั่งผ่านวัด หัวเมือง(วัดนครสวรรค์) ผ่านตลาดปากน้ำโพ ผ่านวัดโพธาราม จนมาถึงวัดไทรทอง (ชื่อเดิมของวัดไทรใต้) ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง เป็นเวลาช่วงเย็นพอดี คณะของโยมเข็มจึงหยุดพักขบวนแห่ที่มีเป้าหมายว่าจะไปวัดหาดทรายงาม พอจะแห่ขบวนไปต่อปรากฏว่าวัวทั้งสองตัวที่เทียมเกวียนแห่อัญเชิญหลวงพ่อโต เกิดตื่นวิ่งหนีเข้าป่าหายไปไม่ยอมมาเทียมเกวียน นายเข็มและคณะจึงปรึกษากัน สรุปความว่า หลวงพ่อโตคงต้องการอยู่ที่วัดไทรทอง จึงอัญเชิญหลวงพ่อโตเข้าไปในอุโบสถวัดไทรทอง ยกขึ้นเป็นพระประธานมาจนถึงทุกวันนี้

วันที่อัญเชิญหลวงพ่อโตเข้าไปในอุโบสถวัดไทรทอง ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 จึงเป็นวันที่ชาวบ้านวัดไทรทองหรือวัดไทรใต้ในปัจจุบัน จัดงานประเพณี มีการจัดขบวนแห่นำองค์หลวงพ่อโตออกแห่ พร้อมทั้งจัดงานสมโภชฉลองหลวงพ่อโตเป็นประเพณีประจำทุกปี

โดยออกแห่ทางเหนือไปถึงวัดหาดทรายงาม บ้านของโยมเข็ม แล้วแห่ลงมาทางใต้ถึงวัดหัวเมือง (วัดนครสวรรค์) และแห่รอบตลาดปากน้ำโพให้ประชาชนได้สรงน้ำ สักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล

สำหรับวัตถุมงคลหลวงพ่อโต วัดไทรใต้มีสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2506 เป็นเหรียญเนื้อโลหะทรงกลม มีรูปหลวงพ่อโตอยู่ด้านหน้า

ล่าสุด พ.ศ.2542 วัดไทรใต้ได้จัดสร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อโต หลวงปู่ทวด ขึ้นอีกรุ่นหนึ่ง มีทั้งรูปหล่อขนาดบูชา รูปหล่อขนาดเล็ก เหรียญทรงกลม พระผงพิมพ์สี่เหลี่ยม รูปไข่ รวมทั้งล็อกเกตหลวงพ่อโต จัดวางใส่ตู้ไว้ในอุโบสถ เพื่อให้ประชาชนได้เช่าบูชา

วัดไทรใต้ เป็นวัดเก่าแก่ มีอายุกว่า 200 ปี ตั้งขึ้นเมื่อราว พ.ศ.2350 อยู่บนที่ราบสูงเชิงเขา ติดริมแม่น้ำปิง เดิมชื่อวัดไทรทอง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ.2355 ต่อมา มีวัดไทรเหนือ วัดไทรทองจึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดไทรใต้

วัดไทรใต้ เคยเป็นสำนักวิปัสสนาและเคยเป็นที่ตั้งชั่วคราวของศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันมีพระครูนิโครธธรรมวุฒิ เป็นเจ้าอาวาส

ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด คอลัมน์ เดินสายไหว้พระ ชาติชาย เกียรติพิริยะ

โดยคุณ บ้านพระ (2147) (117.47.106.*) [18 Jun 2009 00:00] #685226 (8/164)


(D)
จงทำงาน ทุกชนิด ด้วยจิตว่าง
ยกผลงาน ให้ความว่าง ทุกอย่างสิ้น
กินอาหาร ของความว่าง อย่างพระกิน
ตายเสร็จสิ้น แล้วในตัว แต่หัวที

ท่านผู้ใด ว่างได้ ดังว่ามา
ไม่มีท่า ทุกข์ทน หม่นหมองศรี
“ศิลปะ” ในชีวิต ชนิดนี้
เป็น “เคล็ด” ที่ใครคิดได้ สบายเอยฯ


โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:00] #685229 (9/164)
หวัดดีครับ.....ท่าน noomjj และ kaicpac .....ส่งไอ้เขียวไปแล้วนะครับ....รับด้วยนะครับ....


โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:01] #685230 (10/164)


(D)
พระพุทธรูป หลวงพ่อแก่ วัดหูกวาง จ.นครสวรรค์

"หลวงพ่อแก่ วัดหูกวาง" เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐาน ณ วิหารวัดหูกวาง หมู่ 2 ต.หูกวาง อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์

หลวงพ่อแก่เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย มีโครงเหล็กแบนอยู่ภายใน เกศาเป็นตุ่ม มียอดเศียรแบบเปลวเพลิง ศิลปะสุโขทัย หน้าตัก 3 ศอก ประดิษฐานประจำวิหาร หันหน้าลงสู่แม่น้ำปิง

ประวัติหลวงพ่อแก่ วัดหูกวางความเป็นมาไม่มีใครทราบว่า หลวงพ่อแก่สร้างขึ้นเมื่อใด และใครเป็นผู้สร้าง แต่เดิมประดิษฐานอยู่ในอุโบสถเก่าของวัดหูกวาง

เคยมีผู้สอบถามพระเทพคุณาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดหูกวาง ท่านเล่าว่าได้สอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนวัดหูกวางก็ไม่มีใครทราบ ทราบแต่ว่าเดิมทีบ้านหูกวางเคยเป็นที่พักของแม่ทัพนาย กองและกองทัพทหารในยุคก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เดินทัพขึ้นสู่ภาคเหนือไปรบที่เชียงใหม่ ขากลับจึงได้อัญเชิญหลวงพ่อแก่กลับมาประดิษฐานไว้บริเวณวัดหูกวาง ซึ่งใช้เป็นที่พักกองทัพ และประดิษฐานตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

เรื่องความศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อแก่มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เลื่องลือหลาย ประการ พระครูนิทานโพธิวัฒน์ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันและเป็นรองเจ้าคณะอำเภอบรรพตพิสัย เล่าให้ฟังว่า เมื่อประมาณ พ.ศ.2533 ท่านได้เดินทางด้วยรถยนต์ไปกรุงเทพฯ ด้วยความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงขากลับมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อวิ่งขึ้นมาจากข้างทางด้านซ้าย ตัดขวางเต็มถนน

เมื่อมีรถขวางจึงเบรกไม่อยู่ ต้องวิ่งเลี่ยงออกด้านขวาที่มีรถบัสขนาดใหญ่วิ่งสวนมา แต่หักหลบรถบัสไปเจอรถยนต์กระบะอีก จึงต้องวิ่งหลบลงไปข้างทางที่มีต้นสะเดา แต่ปรากฏว่า รถที่ขับมาไปจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าต้นสะเดา โดยไม่ชนกับสิ่งใดและไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เชื่อว่าเป็นบารมีหลวงพ่อแก่ ซึ่งตั้งรูปหล่อขนาด 3 นิ้ว อยู่หน้ารถที่คอยคุ้มครอง

อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของการบนบาน ทุกครั้งที่วัดจัดงานมงคลหรือประกอบพิธีพุทธาภิเษก เพื่อจำหน่ายวัตถุมงคลหารายได้มาบูรณะวัด เจ้าอาวาสจะไปจุดธูปบอกกล่าวหลวงพ่อแก่ว่าขอให้จัดงานได้เรียบร้อยไร้ อุปสรรคและไม่ขาดทุน ปรากฏว่าวัดหูกวางมีผู้มาร่วมงาน กราบไหว้นมัสการปิดทองบูชาหลวงพ่อแก่ รวมทั้งเช่าบูชาวัตถุมงคลของหลวงพ่อแก่ ทำให้วัดมีรายได้ สามารถนำมาบูรณะวัด สร้างศาลาได้เป็นผลสำเร็จ

การแสดงความเคารพหลวงพ่อแก่ ทุกครั้งที่มีการเดินทางผ่านหน้าวัด สมัยที่เดินทางด้วยเรือ พวกชาวเรือจะเปิดแตรเสียงดังลั่น เพื่อแสดงความเคารพบูชาหลวงพ่อแก่ และที่เรือทุกลำทำเป็นประจำคือ วักน้ำในแม่น้ำปิงหน้าวัดหูกวางรดหัวเรือเพื่อความเป็นสิริมงคล ทุกคนเชื่อว่าเป็นน้ำมนต์วิเศษของหลวงพ่อแก่ จะช่วยให้ทำมาค้าขึ้น เจริญรุ่งเรือง เดินทางปลอดภัย

ส่วนการเดินทางทางบกด้วยรถยนต์ คนที่ขับรถผ่านวัดจะบีบแตรแสดงความเคารพหลวงพ่อแก่ทุกคัน และในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ ที่วัดจัดสรงน้ำหลวงพ่อแก่ หรือจัดงานปิดทองไหว้พระ จะมีผู้อาสารับเป็นเจ้าภาพนำมหรสพมาแสดงให้ชมฟรี รวมทั้งมีผู้จัดหัวหมู ไก่ต้ม มาแก้บน บูชาหลวงพ่อแก่เป็นประจำโดยไม่ขาดสาย

วัตถุมงคลหลวงพ่อแก่ วัดหูกวางได้จัดสร้างขึ้นหลายรุ่นด้วยกัน มีทั้งรูปหล่อขนาดบูชา ขนาดเล็ก รูปเหรียญ พระพิมพ์สมเด็จ แต่ในการสร้างแต่ละครั้งวัดจัดสร้างจำนวนไม่มากนัก ทำให้วัตถุมงคลของหลวงพ่อแก่หมดไปอย่างรวดเร็ว ที่ยังพอมีให้บูชาได้ในปัจจุบัน คือ รูปหล่อแบบบูชาหน้าตัก 12 นิ้ว หน้าตัก 5 นิ้ว และแบบตั้งหน้ารถขนาด 3 นิ้ว

ล่าสุดวัดหูกวางได้สร้างรูปหล่อจำลองหลวงพ่อแก่เนื้อโลหะไว้อีก 1 องค์ ส่วนองค์จริงยังตั้งให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชา แต่ทางวัดต้องทำกรงเหล็กล้อมองค์หลวงพ่อแก่ เพื่อป้องกันการโจรกรรมจากมิจฉาชีพ

หากผู้ที่เดินทางผ่านไปที่เมืองนครสวรรค์สามารถเดินทางไปกราบไหว้บูชาหลวง พ่อแก่ สามารถเดินทางไปที่วัดหูกวาง ตามถนนหมายเลข 1182 สายนครสวรรค์-บรรพตพิสัย (สายในเส้นริมแม่น้ำปิง) อยู่ห่างจากนครสวรรค์ประมาณ 30 กิโลเมตร ห่างจากตัวอำเภอบรรพตพิสัยประมาณ 5 กิโลเมตร

ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด คอลัมน์ เดินสายไหว้พระ
โดย ชาติชาย เกียรติพิริยะ

โดยคุณ ไร้เดียงสา (2015) (124.121.130.*) [18 Jun 2009 00:02] #685232 (11/164)
ดีครับพี่ติ่งขออยู่เป็นเพื่อนด้วยคน อิอิ

โดยคุณ บ้านพระ (2147) (117.47.106.*) [18 Jun 2009 00:02] #685234 (12/164)


(D)
หวัดดีครับพี่ติ่ง

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:02] #685235 (13/164)


(D)
พระพุทธชัยภูมิพิทักษ์ วัดชัยภูมิพิทักษ์ จ.ชัยภูมิ

"พระพุทธชัยภูมิพิทักษ์" ประดิษฐาน ณ วัดชัยภูมิพิทักษ์ อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ ขนาดสูงจากฐานถึงยอด 14 ศอก (7 เมตร) ก่ออิฐถือปูน หุ้มด้วยกระเบื้องโมเสกสีทองทั้งองค์

พระพุทธชัยภูมิพิทักษ์ เป็นพระพุทธรูปยืน ปางประทานพร ยกพระหัตถ์ขวาเหนือพระอุระ เม็ดพระศกใหญ่ ยอดพระเกศเป็นดอกบัวรองรับพระรัศมีเปลว พระจีวรแนบพระวรกาย ห่มเฉวียงบ่าซ้าย ชายสังฆาฏิพลิ้ว ทิ้งชายระดับพระอุระ พระวรกายมีชายพระจีวรสองชายเป็นริ้ว ประดิษฐานบนฐานบัวกลุ่มหินขัดสีน้ำตาลแดง ด้านล่างเป็นฐานเขียงหินกาบสองชั้น ด้านหลังเป็นกำแพงหินกาบ เสาแปดเหลี่ยมหินขัดสีน้ำตาลแดง มีลวดลายบัว ยอดเสาเป็นโคมไฟแปดเหลี่ยมลงรักปิดทอง

พระพุทธชัยภูมิพิทักษ์ วัดชัยภูมิพิทักษ์ เริ่มก่อสร้าง วันที่ 15 มกราคม 2512 แล้วเสร็จปี พ.ศ.2516 โดยนายประมูล ศรัทธาทิพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิในขณะนั้น มีช่างกรมศิลปากร อาจารย์ประกิต (จิตต์) บัวบุษย์ ควบคุมงานก่อสร้างองค์พระ

นายประมูล เล็งเห็นพื้นที่บริเวณผาเกิ้งมีบรรยากาศร่มรื่น จึงมีแนวคิดที่จะอนุรักษ์และพัฒนาให้เป็นพื้นที่อุทยาน โดยสร้างพระพุทธรูปปางประทานพร สูง 7 เมตร ยืนตระหง่านเป็นศรีสง่า ประดิษฐานที่หน้าผาเกิ้ง ซึ่งเป็นหน้าผาที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอำเภอหนองบัวแดง ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาสองลูกที่มาบรรจบกัน บางครั้งชาวบ้านจะเรียกว่า ช่องบุญกว้าง ซึ่งเป็นเส้นทางลัดที่ใช้เป็นที่หมายในการเดินทางจาก หุบเขาภูเขียว (ทิวเขาเพชรบูรณ์) มายังจังหวัดชัยภูมิ

ผาเกิ้ง อยู่ทางฝั่งภูแลนคา เป็นจุดที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน

คำว่า ผาเกิ้ง หรือ อีเกิ้ง เป็นภาษาอีสาน หมายถึงพระจันทร์ ดังนั้น ผาเกิ้งจึงเป็นชื่อผาที่มีลักษณะครึ่งวงกลมยื่นออกไป มองดูเหมือนพระจันทร์เสี้ยว

พ.ศ.2516 นายอนันต์ อนันตกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เห็นว่าการที่พระพุทธรูปองค์ใหญ่ราคานับล้าน ตั้งอยู่กลางป่า โดยปราศจากผู้ดูแลนั้น เป็นการไม่สมควร น่าจะมีพระอยู่จำพรรษาช่วยพัฒนาสถานที่และดูแลองค์พระให้รุ่งเรืองสง่างาม

ท่านจึงได้นิมนต์ พระมหาบุญมา ปุญญาภิรโต ต่อมา ได้ดำรงสมณศักดิ์ พระศีลวราลังการ เจ้าอาวาสวัดชัยภูมิพิทักษ์ (ผาเกิ้ง) และรองเจ้าคณะจังหวัดชัยภูมิ ให้มาดูแลสำนักสงฆ์แห่งนี้

ช่วงระยะที่ก่อสร้างได้เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์หลายอย่าง ในราวปี พ.ศ.2523 บริเวณดังกล่าวมีการเตรียมทำถนนลาดยางผ่านเขา มีการระเบิดหิน ปกติการระเบิดหินนั้น เมื่อระเบิดก้อนหินน้อยใหญ่จะปลิวว่อน ทุกครั้งที่ระเบิดพนักงานเจ้าหน้าที่จะเตือนพระภิกษุ-สามเณร แม่ชีให้หลบก้อนหิน โดยสั่งให้ไปหลบใต้ถุนกุฏิ พอเสียงระเบิดตูม ก้อนหินเหล่านั้นจะปลิวว่อนไปตกทั่วบริเวณวัด เล่นเอาสังกะสีกุฏิและศาลาทะลุเป็นช่องถึง 20 กว่าหลัง

ครั้นเมื่อคณะบริษัทเขาหยุดระเบิดแล้ว ได้มาตรวจสอบความเสียหายเพื่อซ่อมแซมให้ ปรากฏว่า บริเวณรอบองค์พระพุทธชัยภูมิพิทักษ์ ไม่ได้รับอันตรายจากก้อนหินแม้แต่น้อย เป็นอีกเรื่องหนึ่งแห่งความน่าอัศจรรย์เกี่ยวกับพระพุทธชัยภูมิพิทักษ์

ดังนั้น ผู้คนที่เดินทางผ่านไปมา ต้องแวะสักการะขอพรจากพระพุทธชัยภูมิพิทักษ์ หรือหากรีบเร่งเดินทาง คนขับรถก็จะบีบแตร คนที่นั่งมาด้วยจะยกมือไหว้ขอพรท่านอยู่มิได้ขาด

ปัจจุบัน วัดชัยภูมิพิทักษ์ (ผาเกิ้ง) ตั้งอยู่ในเขต ต.กุดชุมแสง อ.หนองบัวแดง เขตรอยต่อ ต.ห้วยต้อน อ.เมืองชัยภูมิ ห่างจากจังหวัดชัยภูมิ 33 กิโลเมตร อยู่ติดกับที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูแลนคา โดยมีพระราชภาวนาวราจารย์ (หลวงพ่อผาเกิ้ง) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส

ภายในวัดมีสถานที่สำคัญ อาทิ พระบรมธาตุผาเกิ้ง เป็นศาสนสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของวัดผาเกิ้ง มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงน้ำเต้ากลม เป็นศิลปะที่ผสมผสานระหว่างพระธาตุพนมกับพระปฐมเจดีย์ ความกว้างรอบฐาน 20 เมตร สูงจากฐาน 9 ศอก

นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์ตึกสมเด็จพระพุฒาจารย์ สร้างเมื่อ พ.ศ.2541 เป็นที่รวบรวมผลงานและของโบราณแร่ธาตุกายสิทธิ์ต่างๆ

ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
สุรพงษ์ สวัสดิ์ผล

โดยคุณ ไร้เดียงสา (2015) (124.121.130.*) [18 Jun 2009 00:03] #685236 (14/164)
แต่ผมมองแล้วไม่รู้เป็นอะไร ยิ่งพระพุทธรูปเก่าๆยิ่งแล้ว อยากได้เป็นเจ้าของทุกที (อิอิ ล้อเล่นนะครบพี่)

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:03] #685238 (15/164)


(D)
พระเจ้าพร้าโต้ วัดพระธาตุศรีดอนคำ จ.แพร่

อำเภอลอง หรือเมืองลอง เดิมเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดลำปาง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดแพร่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1023 เป็นระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2475 จึงโอนมาเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดแพร่ ใน 8 อำเภอ

ตามตำนานเมืองลอง เป็นเมืองที่ตั้งมานานนับพันปี กล่าวกันว่า สร้างมาก่อนสมัยพุทธกาล เหตุที่เรียกเมืองลอง เพราะว่า พระนางจามเทวีได้หลงทางมาถึงบริเวณที่ตั้งเมืองจึงตรัสว่า "ลองขึ้นไปก่อนเถอะ" เหตุดังกล่าว จึงเรียกว่า เมืองลอง

คำขวัญของอำเภอลองมีว่า "พระธาตุล้ำค่า ส้มพุทรารสเลิศ แหล่งกำเนิดผ้าจก มรดกสวนหิน ถิ่นชาวเมืองลอง"

เมืองลอง ตามตำนานกล่าวว่า แบ่งออกเป็น 3 ยุคด้วยกัน คือ ยุคที่ 1 ตั้งเมือง ยุคที่ 2 ย้ายเมือง และยุคที่ 3 ทิ้งเมือง

ในยุคที่ 2 มีเรื่องเล่าขานถึงการสร้างพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง เกิดขึ้นด้วยฝีมือของช่างศิลปะเชียงแสน คือ การสร้าง พระเจ้าพร้าโต้ ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่แปลกและสวยงามมาก

พระเจ้าพร้าโต้ ประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุศรีดอนคำ หรือวัดพระธาตุห้วยอ้อ หมู่ 7 ต.ห้วยอ้อ อ.ลอง จ.แพร่

ประวัติพระเจ้าพร้าโต้ วัดพระธาตุศรีดอนคำ
พระครูอดุลย์สารธรรม เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีดอนคำ รูปปัจจุบัน บอกเล่าถึงความเป็นมาของ พระเจ้าพร้าโต้ ว่า พระเจ้าพร้าโต้ แกะด้วยพร้าโต้ หรือมีดอีโต้ ศิลปะพื้นบ้านผสมผสานศิลปะเชียงรุ้ง ซึ่งผู้สร้างใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการใช้พร้าโต้แกะให้ออกมาเป็นพระพุทธรูปที่สวยงาม

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของเมืองลองที่มีการสร้าง"วัดศรีดอนคำ" มีพระยาลำปางและพระยานครแพร่ช่วยกันสร้าง มีการขออนุญาตโบกปูนและสร้างกุฏิให้พระเจ้ามหาเถรเจ้าสุทธนะเป็นพระประธาน โดยได้สร้างพระวิหารขึ้นในปี พ.ศ.2236 พร้อมพระอุโบสถขนาดเล็กกว้าง 4 วา ยาว 8 วา โดยลาดพื้นและผูกพัทธสีมา มีการจัดทำพระพุทธรูปองค์หนึ่งเรียกว่า พระเจ้าพร้าโต้ โดยสร้างจากไม้แก่นจันทน์ทั้งต้น และส่วนที่มีขนาดเล็กได้สร้างพระขนาดเล็กอีก 4 องค์ รวมทั้งสิ้น 5 องค์

องค์ที่ 2 กรมศิลปากรอัญเชิญไปประดิษฐานที่ไร่แม่ฟ้าหลวง องค์ที่ 3 อัญเชิญไปประดิษฐานที่พิพิธภัณฑ์วัดหลวง อ.เมืองแพร่ องค์ที่ 4 ถูกขโมยไป องค์ที่ 5 มีขนาดเล็กที่สุด ประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีดอนคำ

พระเจ้าพร้าโต้ มีความสูง 3 เมตร หน้าตักกว้าง 1.5 เมตร ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว และทางวัดได้สร้างศาลาให้ประดิษฐานเป็นอย่างดี ป้องกันการโจรกรรม นอกจากนี้ ในพิพิธภัณฑ์ยังมีพระไม้ขนาดเล็ก ที่สร้างด้วยมีดอีกจำนวน 1,000 องค์

ทั้งนี้ วัดพระธาตุศรีดอนคำ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลห้วยอ้อ หมู่ที่ 7 ต.ห้วยอ้อ อ.ลอง จ.แพร่ อยู่ติดกับตลาดเทศบาลห้วยอ้อ ห่างจากตัวเมืองแพร่ 45 กิโลเมตร ตามทางหลวง 1023

วัดพระธาตุศรีดอนคำ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "วัดห้วยอ้อ" เป็นวัดที่ตั้งมาช้านาน เป็นโบราณสถานที่มีพระธาตุเก่าแก่ขนาดใหญ่ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.1078 เมื่อคราวพระนางจามเทวีเสด็จจากเมืองละโว้ไปเมืองหริภุญชัย

"พระธาตุศรีดอนคำ" พระธาตุแห่งนี้ได้รับการบรูณะหลายครั้ง ปัจจุบันมีฐานเป็นปูน ส่วนบน ประดับด้วยแผ่นโลหะสีทอง

ด้านหลังพระอุโบสถหลังใหญ่ มีองค์พระธาตุซึ่งบรรจุพระอุรัฐิ (กระดูกหน้าอก) ของพระพุทธเจ้า มีศาลาประดิษฐานของพระเจ้าเชียงแสนอยู่ภายในวัด ถือว่าเป็นพระธาตุที่มีอายุเก่าแก่มาช้านานคู่กับวัดพระธาตุศรีดอนคำ

หากมีโอกาสเดินทางมาเยือนเมืองแพร่ แวะผ่านไปเที่ยวอำเภอลอง เข้าไปกราบนมัสการ พระเจ้าพร้าโต้ วัดศรีดอนคำ จ.แพร่ ชมศิลปะฝีมือของบรรพบุรุษชาวพุทธล้านนาและนมัสการขอพรกับ"พระธาตุศรีดอนคำ"

ทำให้เราอิ่มเอิบใจในกุศลผลบุญและความโชคดีเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองตลอดไป
คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
สมฤทธิ์ ชัยพลังฤทธิ์ ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับที่ 6737

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:04] #685241 (16/164)


(D)
พระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี วัดพระบาทมิ่งเมือง จ.แพร่

" พระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี" หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกชื่อสั้นๆ ว่า "พระพุทธโกศัย" เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองแพร่ ประดิษฐานอยู่ที่ วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่

พระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี สร้างขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 เมษายน 2498 พร้อมกับสร้าง เหรียญพระพุทธโกศัย รุ่น 2498 หรือ เหรียญพระพุทธโกศัย รุ่น 1 ไปด้วย โดยมีนายชุณห์ นกแก้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ในขณะนั้น เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์

ส่วนประธานฝ่ายสงฆ์ คือ สมเด็จวันรัตนสังฆนายก วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ, พระครูใบฎีกาประหยัด วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นประธานฝ่ายพิธีกรรม พระครูพรหมวิหาร วัดสุทัศนเทพวราราม และคณะเป็นผู้สวดพุทธาภิเษก

พร้อมด้วยเจ้าคณะ จังหวัดภาค 5 และพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายรูป อาทิ หลวงพ่อเกษม เขมโก จ.ลำปาง, หลวงปู่แหวน สุจิณโณ จ.เชียงใหม่, หลวงพ่อวัดดอนตัน จ.น่าน, หลวงพ่อทองดำ เป็นต้น

พิธีปลุกเสกพระพุทธโกศัย เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2498 ถึงวันที่ 24 เมษายน 2498 รวม 3 วัน 3 คืน มีปรากฏการณ์มหัศจรรย์ ขณะที่เททองพระพุทธรูปองค์ใหญ่ มีฝนตกปรอย พอตกกลางคืนมีฝนตกหนักตลอดคืน ทั้งที่เป็นหน้าแล้งหลังช่วงสงกรานต์

ปรากฏการณ์ สำคัญก่อนที่จะสร้างพระพุทธรูปโกศัยฯนั้น พระครูธรรมสารสุจิต วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร ได้พบหนังสือใบลานผูกหนึ่ง เป็นตำราว่าด้วยการสร้างพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์

ประวัติพระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี วัดพระบาทมิ่งเมือง
โดยตำราระบุไว้ว่า ถ้าสร้างพระพุทธรูปตรงกับวันขึ้น 1-2-3 ค่ำ เดือน 7 เหนือ หรือเดือน 5 ใต้ จะได้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ซึ่งนายชุณห์ นกแก้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้ปรึกษากับฝ่ายสงฆ์ มี พระครูธรรมสารสุจิต วัดพระบาทมิ่งเมือง กำหนดที่จะสร้างพระพุทธรูปและเหรียญพระพุทธโกศัยขึ้นในวันที่ 22-23-24 เมษายน 2498 ตรงกับวันขึ้น 1-2-3 ค่ำ

พระพุทธโกศัยฯ เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนผสมสมัยสุโขทัย ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 1 วา 5 นิ้ว ความสูง 1 วา 1 ศอก มีส่วนคล้ายพระพุทธชินราช ส่วนเหรียญพระพุทธโกศัย เป็นเหรียญสามเหลี่ยม ขนาดฐานกว้าง 1.5 ซ.ม. สูง 2.7 ซ.ม. บนยอดเหรียญมีหู เจาะเป็นรู แต่ไม่มีห่วงเหมือนเหรียญทั่วไป

ด้านหน้าเหรียญเป็นพระพุทธรูปโกศัยประทับบนดอกบัว 2 ชั้น ชั้นละ 7 ดอก รวม 14 ดอก รอบองค์พระโกศัยจะเป็นซุ้มนาค ลักษณะเหมือนครีบนาคอยู่รอบองค์พระ ด้านหลังเหรียญเป็นรูปเจดีย์อยู่ข้างบนรอยพระบาท ใต้รอยพระบาทมีหนังสือเขียนไว้ 4 บรรทัด คือ ที่ระลึกหล่อพระประธานคู่บ้านคู่เมือง ณ วัดพระบาทมิ่งเมือง จ.แพร่

คาถาบูชาพระพุทธโกศัย
สำหรับคำไหว้พระพุทธโกศัย ว่า "นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ" (กล่าว 3 จบ)

" อะยัมปิโข พุทธะโกเสยยะสิริชะยะมะหาสักกะนะมุนี โกเสยยะนะตะวัสสะ ธะชัง ภัตวา สัมภาวิโต โกเสยยะนาคะรานัง สิริมังคะละปาทาราเม อุโปสะถาคาเร ปะติฏฐิโต อิมะเนวาหัง สิระสา นะมามิ เอตัสสานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุเต"

คำแปล พระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนี พระองค์แม้นี้แล พุทธบริษัททั้งหลาย พากันยกย่องว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองแพร่ ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร ข้าพเจ้าขอนมัสการพระพุทธโกศัยศิริชัยมหาศากยมุนีนี้แล ด้วยเศียรเกล้า ด้วยอานุภาพของพระพุทธโกศัยนี้ ขอความสุขสวัสดีปลอดภัยทั้งหลาย จงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าในกาลทุกเมื่อเทอญ

วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ มีเจ้าหลวงเมืองแพร่เป็นผู้สร้าง ไม่ปรากฏหลักฐานในการสร้าง อายุของวัดประมาณ 600 กว่าปี เดิมวัดนี้ มีอยู่ 2 วัด คือ วัดไชยอารามพระบาทกับวัดมิ่งเมือง อยู่ห่างกันเพียงตรอกคั่น

ในปี พ.ศ.2492 คณะสงฆ์และฝ่ายบ้านเมือง ได้มีมติให้รวมวัดทั้ง 2 แห่งนี้ เป็นวัดเดียวกัน โดยมีนามใหม่ว่า วัดพระบาทมิ่งเมือง

พ.ศ.2498 ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตยก วัดพระบาทมิ่งเมือง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร โดยมีพระมหาโพธิวงศาจารย์ (สุจี กตสารมหาเถระ) เป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวง

นอกจากนี้ ภายใน วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร ยังมีโบราณสถานที่เก่าแก่มากมาย อาทิ พระเจดีย์, พิพิธภัณฑ์พระวิหารมิ่งเมือง, หอบูรพาจารย์, หอธรรม (หอพระไตรปิฎก), พระอุโบสถ เป็นต้น

พุทธศาสนิกชนที่มีโอกาสเดินทางไป เที่ยวเมืองแพร่ ควรแวะเข้าไปกราบขอพรจาก พระพุทธโกศัย ศิริชัยมหาศากยมุนี วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร พระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดแพร่ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ที่มา...หนังสือพิมพ์
คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ สมฤทธิ์ ชัยพลังฤทธิ์

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:05] #685242 (17/164)


(D)
หลวงพ่อหิน ศักดิ์สิทธิ์ วัดป่าแป้น จ.เพชรบุรี

"หลวงพ่อหิน วัดป่าแป้น" ประดิษฐานอยู่บริเวณหน้าอุโบสถ วัดป่าแป้น ต.บ้านลาด อ.เมือง จ.เพชรบุรี ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเมืองเพชรบุรี ให้ความเลื่อมใสศรัทธา

หลวงพ่อหินศักดิ์สิทธิ์ วัดป่าแป้น เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหินแกรนิต สีเขียวอมเทา พุทธลักษณะแบบปางห้ามสมุทร สูงประมาณ 145 เซนติเมตร ฐานกว้าง 58 เซนติเมตร ปัจจุบันประชาชนได้นำทองคำเปลวมาปิดจนทึบ ทำให้รูปทรงหลวงพ่อหินหนาขึ้นจากเดิม

ศิลปะในการแกะสลัก เป็นพระพุทธรูปยืนยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างเสมอพระอุระ รูปทรงเป็นศิลปะสมัยทวารวดี แต่ที่สำคัญองค์พระพุทธรูปยังสร้างไม่แล้วเสร็จ เพียงแต่โกลนรูปทรงไว้เบื้องต้นเท่านั้น

สันนิษฐานว่าผู้ที่สร้าง อาจมีการเคลื่อนย้ายไปตกแต่งให้สมบูรณ์ ณ ที่ใดที่หนึ่ง แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจน เพียงแต่พิจารณาตามลักษณะของพระพุทธรูปใช้หินแกรนิต ซึ่งใน จ.เพชรบุรี ไม่มีแหล่งวัตถุดิบดังกล่าว หรือหินที่จะนำมาสร้างพระพุทธรูปได้ มีแต่หินจากภูเขาลูกรังและภูเขาหินเป็นส่วนใหญ่ จึงสันนิษฐานว่า องค์หลวงพ่อหินจะต้องถูกเคลื่อนย้ายมาจากทิศตะวันตก แถบเทือกเขาตะนาวศรี โดยล่องมาทางแม่น้ำเพชรบุรี สอดคล้องกับสถานที่พบ

โดยหลวงพ่อหิน วัดป่าแป้น ได้ถูกขุดค้นพบ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2515 โดยชาวบ้านหมู่ 3 ต.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ถูกฝังกลบอยู่ในดินภายในสวนละมุดใกล้กับแม่น้ำเพชรบุรี

ภายหลังชาวบ้านได้นำพระพุทธรูปดังกล่าว ไปถวายวัดป่าแป้น ซึ่งเป็นวัดภายในหมู่บ้าน

เจ้าอาวาสจึงได้นำไปประดิษฐานไว้บริเวณด้านหน้าอุโบสถ และได้แจ้งไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ ได้มีข้อสรุปว่า พระหินขุดพบเป็นพระหินที่สร้างยังไม่เสร็จ ศิลปะแบบทวารวดี พระเกตุมาลาเป็นมุ่นมวยผม การแกะสลักทำแต่เพียงโกลนแบบไว้เท่านั้น จึงไม่ได้จดทะเบียนเป็นวัตถุโบราณ และให้ตั้งประดิษฐานไว้ที่วัดป่าแป้น สืบต่อจนถึงปัจจุบัน

ภายหลังการนำ พระพุทธรูปหินประดิษฐานไว้ที่หน้าอุโบสถวัดป่าแป้น ได้มีชาวบ้านพบเห็นแสงสว่างเกิดขึ้นบริเวณหน้าอุโบสถเป็นประจำ

ที่สำคัญหลังข่าวการขุดพบพระหินสมัยโบราณแพร่กระจาย ได้มีประชาชนทั้งในจังหวัดเพชรบุรีและต่างจังหวัด เดินทางมากราบไหว้ขอพรอย่างเนืองแน่น ทำให้ทางวัดได้สร้างแท่นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขึ้นใหม่ ให้ดูสวยงาม และมีมติจากคณะกรรมการวัดและชาวบ้าน ได้ตั้งชื่อพระพุทธรูปว่า "หลวงพ่อหินศักดิ์สิทธิ์ นฤมิตมหามงคล"

มีชาวบ้านที่เจ็บไข้ได้ ป่วยมาอธิษฐานกับ หลวงพ่อหินให้ช่วยปัดเป่ารักษาให้หาย โดยนำน้ำมนต์ไปดื่มกิน ต่อมาอาการป่วยก็หายเป็นปลิดทิ้ง ทำให้ข่าวความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อหิน แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว

พระมหาประสงค์ มหาวีโร เจ้าอาวาสวัดป่าแป้น เผยว่า วัดป่าแป้นได้จัดงานนมัสการปิดทองหลวงพ่อหินเป็นประจำทุกปี โดยจัดในช่วงวันสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 12-14 เมษายน แต่ละปีจะมีประชา ชนมากราบไหว้นมัสการหลวงพ่อหินจำนวนมาก

จากการสอบถามพุทธศาสนิกชน ที่มากราบไหว้ หลวงพ่อหิน วัดป่าแป้น นอกจากมากราบไหว้ปกติแล้ว มีจำนวนมากที่มาแก้บนโดยการทำบุญกับหลวงพ่อหิน สิ่งที่มีการบนบานกันมาก คือ ให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตราย หรือแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

งานที่จัดขึ้นแต่ละปี จะมีประชาชนจากทุกสารทิศเดินทางมากราบไหว้นมัสการ ปิดทองขอพรหลวงพ่อหินเป็นจำนวนมาก แต่พื้นที่บริเวณหน้าอุโบสถคับแคบ เมื่อประชาชนมากันจำนวนมาก จะเกิดความแออัด ทางวัดจึงเตรียมสร้างมณฑป เพื่อประดิษฐาน หลวงพ่อหิน วัดป่าแป้นขึ้นใหม่ โดยใช้บริเวณใกล้กับอุโบสถ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้าง

สำหรับวัดป่าแป้น เป็นวัดเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่โบราณสถานเกือบทั้งหมด ได้ถูกบูรณะก่อสร้างขึ้นใหม่ สิ่งที่ยังบอกถึงความเก่าแก่ คือ อุโบสถ ที่มีประตูเข้าออกเพียงทางเดียว หรือที่เรียกว่าโบสถ์มหาอุด แต่มีการสร้างตกแต่งใหม่ภายหลัง

ส่วนเส้นทางที่จะเดินทางไปยัง วัดป่าแป้น อยู่ห่างจากถนนเพชรเกษมประมาณ 5 ก.ม. เริ่มจาก 4 แยกทาง หลวง ไปตามถนนสาย อ.บ้านลาด ปัจจุ บันมีการก่อสร้างขยายถนนเพชรเกษม ช่วง 4 แยกทางหลวง มีการยกระดับ โดยรถยนต์ที่วิ่งมาบนถนนเพชรเกษมขาล่องใต้ เมื่อมาถึง 4 แยกทางหลวง ต้องเลี้ยวขวาลงใต้สะพาน ข้ามถนนไปสู่ถนนสาย อ.บ้านลาด จากนั้นก็วิ่งไปตามถนน ตรงไปไม่นานก็จะถึงทางเข้าวัด ที่อยู่ทางซ้ายของถนน มีป้ายบอกชัดเจน
ที่มา... ข่าวสด วันที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:06] #685243 (18/164)
หลวงพ่อดีบุก วัดบ้านหงาว จ.ระนอง

" วัดบ้านหงาว" ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ต.หงาว อ.เมือง จ.ระนอง เดิมเป็นเพียงที่พักสงฆ์ โดยพระธุดงค์รูปหนึ่ง ชื่อ หลวงพ่อเขียด ออกธุดงค์จากจังหวัดปัตตานี มาปักกลดบำเพ็ญกลางบ้านทุ่งหงาว จนชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาสร้างที่พักชั่วคราวให้ท่านพำนัก

วัดแห่งนี้ มีการพัฒนาเรื่อยมาจนเป็นสำนักสงฆ์และได้ยกฐานะเป็นวัดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2530 เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ชื่อ พระครูประจักษ์สุตาสาร เป็นพระนักพัฒนา และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลหงาว

วัดบ้านหงาว ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดระนอง เนื่องจากภายในวัดเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ซึ่งมีการรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน เก็บรักษาให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า

นอกจากนี้ ยังมีวังมัจฉามีพันธุ์ปลาน้ำจืดนานาชนิดที่สามารถให้อาหารได้อย่างใกล้ชิด และที่สำคัญมีบันไดคอนกรีตกว่า 300 ขั้น ที่สามารถใช้เดินขึ้นไปบนยอดของภูเขาเพื่อดูทิวทัศน์ของจังหวัดระนองได้รอบ 360 องศา ได้รับการพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

ปัจจุบัน วัดบ้านหงาว กำลังก่อสร้างอุโบสถเป็น 2 ชั้น หรือที่เรียกว่า อุโบสถลอยฟ้ากว้าง 8 เมตร ยาว 15 เมตร รอบอุโบสถเทคอนกรีตเป็นลานกว้าง 14.50 เมตร ยาว 63 เมตร มีลูกกรงล้อมรอบ ในแต่ละมุมทั้ง 4 ด้าน มีอาคารจัตุรมุขกว้าง 3 เมตร ยาว 4.50 เมตร มีบันไดขึ้นลงรอบทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก ด้านล่างของอุโบสถเป็นห้องโถงใช้สำหรับการประ ชุมสัมมนา

ในอุโบสถวัดบ้านหงาว เป็นที่ประดิษ ฐานพระประธาน มีนามว่า "หลวงพ่อดีบุก" เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีชื่อเป็นทางการว่า "พระติปุกะพุทธมหาศากยมุนีศรีรณังค์" อันมีความหมายว่า "พระพุทธรูปดีบุกองค์ใหญ่เป็นสิริมงคลและศักดิ์ศรีของเมืองระนอง"

ด้วยเมืองระนอง มีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ คือ แร่ดีบุก อุดมสมบูรณ์ วิถีชีวิตของผู้คนผูกพันกับแร่ดีบุกมายาวนาน แร่ดีบุกเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงคนระนอง สร้างความมั่งคั่งมั่นคงและความเป็นปึกแผ่นให้เกิดขึ้นในแผ่นดินเมืองระนอง

ผู้บุกเบิกตำนานแร่ดีบุกเมืองระนอง คือ "คอซู้เจียง" ที่เข้ามายื่นขอประมูลอากรดีบุก เมื่อปีมะโรง พ.ศ.2387 ปลายรัชกาลที่ 3 ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี ต้นตระกูล ณ ระนอง เป็นเจ้าเมืองระนองคนแรก รับราชการมาตั้งแต่รัชกาลที่ 3 จนถึงรัชกาลที่ 5 ถึงอสัญกรรมเมื่ออายุได้ 86 ปี

แม้ปัจจุบันการทำเหมืองดีบุกจะไม่ มีแล้ว จะมีเพียงการร่อนแร่ในลำคลองที่พอมีให้เห็นบ้างเท่านั้น จึงเป็นการย้อนอดีตคืนสู่ความทรงจำให้แก่คนรุ่นหลังได้รู้จักแร่ดีบุก และรู้คุณค่า

หลวงพ่อดีบุก วัดบ้านหงาว สร้างเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2551 ตรงกับขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 มหาฤกษ์ 13.39 น. ขนาดพระประธานหลวงพ่อดีบุก เป็นตัวเลขล้วนมีความหมายลึกซึ้งในแง่ของธรรมะและประวัติศาสตร์ คือ หน้าตักกว้าง 9 ฟุต หมายถึง สร้างในสมัยรัชกาลที่ 9 หรือมงคล 9 สูงสุดแห่งมงคล ส่วนสูงจากฐานถึงเกตุมาลา 4 เมตร หรืออริยสัจ 4 ที่พระพุทธองค์แสดงปฐมเทศนา หรืออีกความหมายหนึ่งในอดีตพระมหากษัตริย์ได้เคยเสด็จเมืองระนองถึง 4 พระองค์ คือ รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9

นับว่าเป็น พระประธานที่หล่อด้วยแร่ดีบุกองค์แรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใช้แร่ดีบุกถึง 3 ตัน รวมถึงพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 4 ล้านบาท

หลวงพ่อดีบุก วัดบ้านหงาว แม้จะไม่ได้เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ แต่เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ แร่ดีบุกที่ใช้ในการสร้างองค์พระประธานเป็นแร่ที่มีนัยแห่งความดี คือ ดีบุก หมายถึง ความดีที่บุกเอาชนะความชั่ว

ในวันประกอบพิธีพราหมณ์ ประกอบพิธีอัญเชิญเทวดา พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์เจริญชัยมงคลคาถา เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด ท่ามกลางแดดจ้า และมีเสียงฟ้าร้อง เสมือนหนึ่งการรับรู้ของฟ้าดิน

วันที่ 18 ตุลาคม 2551 ก่อนประกอบพิธียกพระประธานขึ้นประดิษฐานไว้บนพระอุโบสถชั้น 2 ซึ่งใช้รถเครนขนาดใหญ่ 2 คันยก ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนักเสมือนหนึ่งว่าเทวดามาอวยพรสรงน้ำให้กับพระประธาน

ครั้นถึงเวลาตามฤกษ์ เวลา 14.39 น. ท้องฟ้าเปิดขึ้นมาทันที เป็นที่น่ามหัศจรรย์ สำหรับพุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมพิธีนับพันคน ต่างยกมือขึ้นสาธุพร้อมกัน

หลวงพ่อดีบุก เป็นธงชัยของวัดบ้านหงาวและชาวระนอง อันจะนำไปสู่ความสำเร็จในการก่อสร้างอุโบสถลอยฟ้า ใครจะกราบไหว้สักการะพระพุทธรูปดีบุกองค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จะต้องนึกถึงจังหวัดระนอง และมากราบไหว้บูชาหลวงพ่อดีบุกที่วัดบ้านหงาวซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองระนอง เพียง 12 กิโลเมตรเท่านั้น

ส่วนการบูชา เริ่มด้วยการตั้งนะโม 3 จบ พร้อมกับ คาถาบูชาหลวงพ่อดีบุก วัดบ้านหงาว คือ "วันทามิ ภันเต ติปุกะพุทธมหาศากยมุนีศรีรณังค์ ตัสสะ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา"

คอลัมน์ เดินสายไหว้พระ
วิมล หนูแก้ว ที่มา... ข่าวสดรายวัน

(ขออภัย.....ภาพเสีย)

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:07] #685244 (19/164)


(D)
พระพุทธรูปวัดพลับ ปางบำเพ็ญทุกรกิริยา จ.จันทบุรี

พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา หรือเรียกทั่วไปว่า "ปางทรมาน" เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ ประดิษฐานในวิหารไม้ วัดพลับ ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี หล่อด้วยสำริดลงยาปิดทองคำเปลว

องค์พระพุทธรูปฯ มีขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 120 เซนติเมตร สูงประ มาณ 2 เมตร สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายหลังจากสร้างวัดพลับได้ราว 10 ปีเศษ มีอายุไล่เลี่ยกับพระประธานในพระอุโบสถ

พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา ตั้งประดิษฐานบนแท่นปูน ติดหินอ่อน ภายในวิหารไม้ ที่สร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง มีขนาดกว้างประมาณ 8 เมตร ยาวประมาณ 8 เมตร สูงประมาณ 7 เมตร ฝาผนังสูงประมาณ 3.50 เมตร กับส่วนยอดจัตุรมุข 3.50 เมตร

วิหารไม้แห่งนี้ ภายในมีภาพวาดพุทธประวัติ เป็นงานฝีมือของช่างท้องถิ่น แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ภาพวาดสีบนฝาผนัง ชำรุดเกือบหมด เพราะกระเบื้อง หลังคาวิหารแตก ทำให้ฝนตกรั่วซึม ภาพวาดสีจึงลบเลือนเกือบหมด

กรมศิลปากรได้ปฏิสังขรณ์วิหารไม้ แห่งนี้ครั้งหนึ่ง ด้วยการเปลี่ยนกระเบื้องหลังคา บูรณะเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2546 หลังจากประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อ พ.ศ.2532

มีเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของ พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา วัดพลับ หากใครที่มีความประสงค์จะบันทึกภาพพระพุทธรูปองค์นี้ ควรต้องจุดธูปบอกกล่าวเสียก่อน หาไม่แล้วจะไม่สามารถบันทึกภาพได้

วัดพลับ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2300 มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ บันทึกว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เคยยกทัพมาพักแรมที่วัดพลับ ก่อนจะทุบหม้อข้าว หม้อแกง แล้วยกทัพเข้าตีเมืองจันทบูร ก่อนไปรบกับพม่า แล้วตั้งกรุงธนบุรี ในเวลาต่อมา

วัดพลับ ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี มีพื้นที่วัดรวม 34 ไร่ 1 งาน 48 ตารางวา

วัดพลับ สร้างโดยชาวจีนแต้จิ๋ว ได้นิมนต์พระอาจารย์ทอง จากวัดแห่งหนึ่ง (ไม่ปรากฏชื่อ) อยู่ใกล้วัดโบสถ์พลอยแหวน ร่วมกับพระธุดงค์จากกรุงศรีอยุธยา ช่วยกันสร้าง เดิมชื่อวัดสุวรรณติมรุธาราม แปลว่า วัดพลับทอง

ด้วยใกล้วัดมีต้นพลับอยู่จำนวนมาก ชาวบ้านทั่วไปจึงเรียกชื่อ วัดพลับ บ้างก็เรียกวัดพลับบางกะจะ เพราะวัดตั้งอยู่ใกล้ตลาดเก่าบางกะจะ

ปัจจุบัน พระสุธีปริยัติวิภูษิต (พร้อม กันตสีโล) ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส

วัดพลับ มีโบราณสถาน อาทิ เจดีย์กลางทราย ภายในบรรจุพระยอดธง, วิหารไม้, หอไตรกลางน้ำทรงไทย, พระปรางค์, หอสวดมนต์, สามส้าง เป็นเมรุไม้ เป็นต้น

สำหรับเซียนพระหรือนักนิยมวัตถุมงคล หากเอ่ยนามวัดพลับ ล้วนแต่ต้องนึกถึง พระยอดธง กรุวัดพลับ ที่เป็นพระยอดธง ที่นักสะสมนิยมแสวงหา

มีเรื่องเล่าขานกันว่า พระยอดธง กรุวัดพลับ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสักการะนำติดตัวเดินทัพไปกู้ชาติ และสามารถตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี

ก่อนยกทัพ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้นำพระยอดธงบรรจุไว้ในเจดีย์กลางทราย (ก่อนชำรุดค้นพบพระยอดธงรุ่นกรุแตก) และก่อนที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จะเคลื่อนทัพไปตีเมืองจันทบูร (เขตตัวจังหวัดจันทบุรี) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กับไพร่พล จะได้รับการประพรมน้ำพระพุทธมนต์ และได้รับมอบพระยอดธง จากเจ้าอาวาสวัดพลับทุกนาย แล้วจึงประกาศ ทุบหม้อข้าว หม้อแกง...

วัดพลับ มีสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตามราชประเพณีในพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ คือ น้ำพระพุทธมนต์ สำหรับประกอบพระราชพิธี ได้จัดทำขึ้นในอุโบสถวัดพลับ

น้ำศักดิ์สิทธิ์ ประกอบด้วย 1.น้ำจากวัดสระแก้ว ต.พลอยแหวน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี 2.น้ำจากถ้ำพระนารายณ์ ต.คลองนารายณ์ อ.เมือง จ.จันทบุรี และ 3.น้ำจากสระภายในวัดพลับ ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี แล้วนำน้ำศักดิ์สิทธิ์ 3 แห่ง เข้าพิธีปลุกเสกภายในอุโบสถวัดพลับ ก่อนนำเข้าทูลเกล้าฯ ถวาย

ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ย้ายมารับราชการ ล้วนแต่เข้ามาที่วัดพลับ เพื่อกราบสักการะพระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา และแสวงหาพระยอดธง ไปบูชาประจำกาย เพื่อความเป็นสิริมงคล

จนเป็นที่กล่าวกันว่า ใครย้ายมาอยู่เมืองจันทบุรี แล้วยังไม่มาที่วัดพลับ ผู้นั้นยังมาไม่ถึงเมืองจันทบุรี
คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ

สิงหะ อดุลยานนท์ ที่มา... ฉบับที่ 6722 ข่าวสดรายวัน

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:08] #685247 (20/164)


(D)
หลวงพ่อธรรมจักร วัดธรรมามูลวรวิหาร จ.ชัยนาท

หลวงพ่อธรรมจักร เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองชัยนาท ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารเชิงเขา วัดธรรมามูลวรวิหาร ต.ธรรมมูล อ.เมือง จ.ชัยนาท

เป็นศิลปะประยุกต์ช่างสมัยเชียงแสนตอนปลายถึงสุโขทัยตอนต้นผสมกับสมัยอยุธยา มีพุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ประทับยืนบนฐานดอกบัว พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ สูงประมาณ 4.50 เมตร กลางฝ่าพระหัตถ์มีรอย "ธรรมจักร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อพระพุทธรูปองค์นี้

ประวัติหลวงพ่อธรรมจักร วัดธรรมามูลวรวิหาร ไม่พบหลักฐานทางประวัติอย่างแน่ชัด มีเพียงตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า มีผู้พบพระพุทธรูปลอยตามแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกันถึง 3 องค์ ได้แก่ หลวงพ่อโสธร (วัดโสธรวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา) หลวงพ่อวัดบ้านแหลม (วัดบ้านแหลม จ.สมุทรสงคราม) และหลวงพ่อธรรมจักร (วัดธรรมามูลวรวิหาร จ.ชัยนาท) บ้างกล่าวว่ามีพระพุทธรูปอีกองค์ คือ หลวงพ่อวัดไร่ขิง ลอยตามมาด้วย

แต่สำหรับหลวงพ่อธรรมจักร เมื่อลอยมาถึงบริเวณหน้าวัดธรรมามูลวรวิหาร ปรากฏว่าได้ลอยวนเวียนอยู่บริเวณหน้าวัดแห่งนี้

พระภิกษุและชาวบ้าน จึงได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐานที่วัด โดยนำเชือกพร้อมด้ายสายสิญจน์ผูกกับพระพุทธรูป แต่ไม่สามารถนำขึ้นมาได้ กระทั่งตกเย็นจึงแยกย้ายกลับ โดยวางแผนจะมาดึงในวันรุ่งขึ้น

พอถึงรุ่งเช้า ชาวบ้านต่างหาพระพุทธรูปไม่พบ ต่างคิดว่าพระพุทธรูปได้หลุดลอยน้ำไปแล้ว จึงแยกย้ายกันกลับ ปรากฏว่าในขณะนั้นได้มีผู้พบเห็นพระพุทธรูปองค์ที่ลอยน้ำได้มาประดิษฐานปิด ทางเข้าประตูวิหารวัดธรรมามูล เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง จึงได้เรียกชาวบ้านที่อยู่ด้านล่างให้ขึ้นไปดู

ชาวบ้านจึงได้ร่วมแรงร่วมใจก่อสร้างต่อเติมพระวิหารออกมาอีกช่วงหนึ่ง รวมเป็น 3 ช่วง

จากคำบอกเล่า เมื่อองค์หลวงพ่อประดิษฐ์อยู่ได้ 3 วัน ก็ได้หายไปจากพระวิหาร และกลับมาประดิษฐานดังเดิมโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งมีโคลนและจอกแหนติดเปื้อนมาด้วย ชาวบ้านจึงได้นำโซ่มาล่ามผูกไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้หลวงพ่อหายไปอีก

ต่อมามีคนต่างถิ่นล่องแพมาจากทางเหนือ เพื่อตามหาพระพุทธรูป เมื่อมาถึงท่าน้ำหน้าวัดธรรมามูล ได้พบพระพุทธรูปที่ตามหาอยู่ ขณะนั้นเป็นช่วงพลบค่ำ ชายผู้นั้นจึงได้ขออาศัยนอนอยู่ที่วัด เพื่อรอเวลาอัญเชิญองค์หลวงพ่อกลับ ณ วัดแห่งเดิม

ชายคนนั้น ได้ฝันว่า หลวงพ่อไม่ขอกลับไปด้วย จะขออยู่ที่วัดแห่งนี้

ครั้นรุ่งเช้า จึงได้กราบลาท่านสมภารเดินทางกลับบ้าน และได้ขอถอดเอา "จักร" ที่ฝ่าพระหัตถ์องค์หลวงพ่อกลับไป

นับแต่นั้นมาหลวงพ่อธรรมจักรก็ไม่หายไปไหนอีก ชาวบ้านจึงได้นำโซ่ที่ล่ามออกและได้ร่วมกันสร้าง "จักร" ขึ้นใหม่และจัดให้มีงานสมโภชต่อเนื่องทุกปี จนถึงปัจจุบัน

ร.ศ.120, 125 และ 127 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จมาสักการะหลวงพ่อธรรมจักร ถึง 3 ครั้ง ดังมีข้อความปรากฏในหนังสือประวัติศาสตร์ ประพาสต้นมีพระราชหัตถเลขาฉบับที่ 8 เดือนตุลาคม ร.ศ.120 ถึง กรมหลวงเทวะวงษ์วโรปการ ตามความว่า

"เวลาเช้า 3 โมงเศษ ถึงวัดธรรมามูล ขึ้นเขามีราษฎรอยู่มาก พระวิหารใหญ่หลังคาพังทลายลงทั้งแถบ จำเป็นต้องปฏิสังขรณ์ เมื่อนมัสการพระแจกเสมาราษฎรแล้วลงเรือเดินทางต่อมาอีก"

อนึ่ง ในการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมานั้น สันนิษฐานว่า สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง ตามเสด็จมาด้วย โดยพบแผ่นจารึกหินอ่อนที่ด้านบนเสาต้นกลางของซุ้มบันไดที่ติดกับลานพระวิหาร หลวงพ่อธรรมจักร จารึกเกี่ยวกับวัน เดือน ปี และบุคคลที่บริจาค โดยปรากฏเป็นพระนามแรก ทรงบริจาคเงินจำนวน 200 บาท

บุคคลที่สำคัญอีกท่านหนึ่งที่ได้ตามเสด็จมานมัสการ คือ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ โดยมีพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือสาสน์สมเด็จ ลงวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2481 เป็นลายพระหัตถ์ที่ทรงมีถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ความตอนหนึ่งว่า

"เมื่อปีแรก หม่อมฉันเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยใน พ.ศ.2453 ขึ้นไปตรวจราชการหัวเมืองเหนือเมื่อฤดูน้ำ ได้พระราชทานกฐินหลวงไปทอดที่ วัดธรรมมามูลด้วย หม่อมฉันไปพักแรมอยู่ที่ชัยนาท รุ่งเช้าออกจากเมืองชัยนาทขึ้นไปบนเขาธรรมมามูล"

ทั้งนี้ วัดธรรมามูลวรวิหาร จัดงานประเพณีนมัสการปิดทองหลวงพ่อธรรมจักร อันเป็นงานประจำปี กำหนดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือ ในเดือน 6 ระหว่างขึ้น 4-8 ค่ำ และเดือน 11 ระหว่าง แรม 4-8 ค่ำ รวมครั้งละ 5 วัน 5 คืน

ส่วนการเดินทางนมัสการองค์หลวงพ่อธรรมจักร วัดธรรมามูลวรวิหาร สามารถใช้เส้นทางตามถนนพหลโยธินสายเก่า ชัยนาท-นครสวรรค์ เลยสี่แยกแขวงการทางชัยนาท ประมาณ 8 กิโลเมตร จะแลเห็นเขาธรรมามูลอยู่ทางซ้ายมือ มีป้ายชื่อวัดแสดงอยู่ ให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนข้ามเขาอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร

คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ

ชูชีพ ด้วงช้าง
ที่มา... ฉบับที่ 6716 ข่าวสดรายวัน

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:09] #685248 (21/164)


(D)
พระทองเนื้อสัมฤทธิ์แท้ วัดไชยาติการาม จ.อำนาจเจริญ

พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย

คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
พงษ์สันต์ เตชะเสน

" วัดไชยาติการาม"บ้านโพนเมือง ต.ไม้กลอน อ.พนา จ.อำนาจเจริญ มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัยสูง 55 เซนติเมตร ศิลปะสกุลช่างล้านช้างของลาว

มีผู้รู้ได้เปรียบเทียบพระพุทธรูปองค์นี้ว่าอยู่ในยุคเดียวกับพระพุทธรูปปาง มารวิชัย ที่ระเบียงหอพระแก้วเมืองเวียงจันทน์ และพระพุทธรูปที่วัดวิชุล เมืองหลวงพระบาง มีอายุอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 22-23 หรือราว 300 ปีล่วงมาแล้ว

สำหรับเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปาง มารวิชัยองค์นี้ เริ่มจากเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมบรมมหากษัตริย์องค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี ครั้งดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ยกทัพไปปราบนครเวียงจันทน์ โดยให้ท้าวคำผง หรือพระปทุมวรราชสุริยวงศ์เจ้าเมืองคนแรกของจังหวัดอุบลราชธานี เกณฑ์ไพร่พลที่เจนศึกเข้าร่วมทำศึกด้วย ซึ่งชาวบ้านโพนเมืองเป็นนักรบ จึงนำช้างจำนวน 20 เชือก พร้อมไพร่พลรบจำนวนหนึ่งเข้าร่วมปราบปรามนครเวียงจันทน์

ภายหลังได้รับชัยชนะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่กรุงเทพมหานคร ส่วนพระพุทธรูปองค์อื่น รวมทั้งทรัพย์สินเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ได้พระราชทานให้เหล่าขุนศึกนำไปแบ่งปันแก่ไพล่พล

ทำให้ชาวบ้านโพนเมือง ได้รับพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางต่างๆ จำนวน 5 องค์ ในจำนวนนี้ มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัยองค์นี้มาด้วย นอกจากชาวบ้านโพนเมืองได้รับพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ใช้ประดิษฐานให้ผู้คนในชุมชน ได้กราบไหว้ ยังได้ตู้เก็บพระไตรปิฎก พร้อมพระไตรปิฎกอักษรธรรม (ตัวอักษรไทยน้อย) จำนวนหลายสิบใบ แต่ปัจจุบันพระไตรปิฎกได้เสียหายทั้งหมด และเหลือตู้เก็บพระไตรปิฎกอยู่ใบเดียว

เมื่อชาวบ้านโพนเมือง ได้พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย ได้อัญเชิญประดิษฐานในวัดโพธิ์ชัย ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้านที่ญาครูขี้หอม หรือญาท่านสังฆราชเจ้าโพนสะเม็กเป็นผู้สร้างขึ้น

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2483 ญาท่านสอน เจ้าอาวาสได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดไชยาติการาม" เนื่องจากชื่อเดิมไปซ้ำกับวัดอื่นหลายแห่ง ส่วนพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทั้ง 5 องค์ ตั้งประดิษฐานอยู่ในศาลาไม้

นายอำเภอตระการพืชผล ไม่ทราบนาม (อดีตบ้านโพนเมืองอยู่ในเขตปกครองของอำเภอนี้) เห็นพระพุทธรูปประจำวัด จึงได้ขอไปประดิษฐานไว้ที่ว่าการอำเภอ 1 องค์ และไม่ได้นำกลับมาคืนอีกเลย ปัจจุบันจึงเหลือพระพุทธรูปที่ได้มาพร้อมกันเหลืออยู่เพียง 4 องค์

ด้านพุทธคุณของพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย พระครูสุนทรชัยคุณ เจ้าคณะอำเภอพนา เจ้าอาวาสวัดองค์ปัจจุบัน เล่าว่า เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเมื่อกว่า 50 ปีก่อน มีความตั้งใจสร้างโรงเรียนใช้สอนพระเณรและบุตรหลานชาวบ้านโพนเมือง รวมทั้งลูกหลานชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียง จึงได้กราบอธิษฐานขอให้ความตั้งใจสัมฤทธิ์ผล

ปรากฏว่า การก่อตั้งโรงเรียนสามารถดำเนินการลุล่วงแล้วเสร็จ ทำให้ทุกวันนี้ วัดไชยาติการาม มีโรงเรียนใช้สอนพระเณรในชั้นนักธรรม และสอนกุลบุตรชาวบ้านตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นถึงมัธยมปลาย

สำหรับพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย อดีตตั้งประดิษฐานในอุโบสถหลังใหม่ ให้ชาวบ้านได้กราบไหว้ทั่วไป ต่อมามีพระผู้ใหญ่ที่มีฝีมือเชิงช่างมาพบเห็น พร้อมกล่าวเตือนให้นำไปเก็บรักษาไม่ให้ถูกโจรกรรม เพราะเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ล้ำค่ามาก จึงนำพระพุทธรูปทั้ง 4 องค์เก็บรักษาไว้ในที่มิดชิด

ส่วนพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย เคยถูกพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดอุบลราชธานี อัญเชิญตั้งประดิษฐาน เมื่อปี พ.ศ.2536 และวัดได้รับกลับมาเก็บรักษาไว้เมื่อปี พ.ศ.2544

ปัจจุบัน วัดไชยาติการาม จะนำพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย พร้อมพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ในรุ่นเดียวกัน ออกให้ประชาชนได้กราบไหว้ในช่วงงานสมโภชเดือนมีนาคมทุกปี

เส้นทางไปวัดไชยาติราม เมื่อเดินทางเข้าถึง อ.พนา ให้ขับรถผ่านหน้าที่ว่าการอำเภอออกไปทางตำบลไม้กลอนอีก 5 กิโลเมตร จะพบวัดวัดไชยาติราม โดยตลอดทางมีป้ายบอกทางเป็นระยะ และถนนลาดยางตลอดสาย

ดังนั้น ถ้ามีโอกาสเดินทางผ่านไปที่ จ.อำนาจเจริญ จึงควรแวะไปกราบไหว้พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวบ้านโพนเมืององค์นี้
ที่มา... ฉบับที่ 6715 ข่าวสดรายวัน

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:10] #685249 (22/164)


(D)
พระพุทธรูปหินอ่อน วัดดอนแก้ว จ.ตาก

"พระพุทธรูปหินอ่อน" วัดดอนแก้ว อ.แม่ระมาด จ.ตาก เป็นพระพุทธรูปหินอ่อน ปางมารวิชัย แกะสลักด้วยหินอ่อน ขนาดหน้าตักกว้าง 1.30 เมตร สูงจากพระแท่นฐานถึงรัศมี 1.60 เมตร ศิลปะแบบพม่า

พระพุทธรูปหินอ่อน วัดดอนแก้วเป็นพระพุทธรูปปฏิมาแบบประธานในอุโบสถ วัดดอนแก้ว กล่าวได้ว่าเป็นพระประธานองค์เดียวในประเทศไทยที่ทำด้วยหินอ่อนที่มีขนาดใหญ่

องค์ที่สามคือพระพุทธรูปหินอ่อน ประดิษฐานที่วัดดอนแก้ว อ.แม่ระมาด จ.ตาก ซึ่งได้อัญเชิญมาจากประเทศพม่าเมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช 2546 นับเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนชาวจังหวัดตาก และชาวจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงชาวพม่าให้ความเลื่อมใสศรัทธา ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดดอนแก้ว

เล่าขานกันว่า ครูบาขาวปี ศิษย์เอกของครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย หลังจากประสบชะตากรรมจากทางการ บังคับให้สึกและจองจำในเรือนจำ ถึง 6 เดือน เมื่อพ้นโทษออกมา ครูบาศรีวิชัย จึงอุปสมบทท่านเป็นภิกษุอีก หลังจากครูบาขาวปีได้กลับมาสู่รมกาสาวพัสตร์ ท่านอยู่จำพรรษากับครูบาศรีวิชัยได้ 1 พรรษา

ครั้งหนึ่ง ท่านได้มุ่งสู่แม่สอดเดินทางรอนแรมไปตามป่าเขาลำเนาไพรถึง 4 คืน 4 วัน ตนถึงแม่ระมาดและเริ่มงานสร้างถาวรวัตถุอีกมากมาย จากอายุ 36 ถึง 42 ปี

ช่วงเวลาดังกล่าวตามประวัติครูบาเจ้าขาวปี ที่ได้จาริกบุญอยู่ที่ อ.แม่ระมาด จ.ตาก ท่านได้สร้างถาวรวัตถุมากมาย ชาวบ้านในพื้นที่ มีทั้งคนไทย ชาวกะเหรี่ยงและชาวพม่า ต่างให้ความนับถือท่านเป็นอย่างมาก

ในปี พ.ศ.2465 ครูบาขาวปี พร้อมด้วยขุนระมาดไมตรี และชาวแม่ระมาดได้ร่วมกันอัญเชิญ "พระพุทธรูปหินอ่อน" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปแกะสลักจากหินอ่อนทั้งแท่ง เป็นประติมากรรมของช่างฝีมือชาวพม่า

พุทธศาสนิกชนชาวแม่ระมาด ได้อัญเชิญมาจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า ในราคา 88 รูปี ทั้งทางเรือและทางเกวียน ประดิษฐานในวิหารวัดดอนแก้ว อ.แม่ระมาด จ.ตาก ใช้ระยะเวลานานกว่า 12 วัน

ที่ อ.แม่ระมาด เกิดเรื่องน่าเศร้าใจขึ้น ท่านครูบาขาวปี ถูกบังคับให้สึกและครองผ้าขาวเป็นครั้งที่ 2 อีก กล่าวคือ ในการสร้างโบสถ์ เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนนั้น ปรากฏว่าขาดปัจจัยอยู่อีกประมาณ 700 บาท เป็นค่าทองคำเปลว 400 บาท กับค่านายช่างอีก 300 บาท ท่านก็ปรึกษาเรี่ยไรเอาจากชาวบ้านจนครบ ด้วยความเต็มใจของชาวบ้าน แล้วช่วยกันสร้างต่อ จนแล้วเสร็จทันฉลอง

แต่เรื่องการเรี่ยไรนี้ ทราบถึงอำเภอ จึงเรียกกำนันไปสอบสวนว่า อภิชัยภิกษุ หรือครูบาขาวปี เรี่ยไรจริงหรือไม่ กำนันก็รับว่าจริง แต่ด้วยความเต็มใจของชาวบ้าน เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น งานสร้างโบสถ์ก็หยุดชะงัก

ทางอำเภอก็ว่าเต็มใจหรือไม่ก็ผิดเพราะเป็นพระ จะทำการเรี่ยไรไม่ได้ ผิดระเบียบคณะสงฆ์ แล้วรายงานเรื่องนี้ไปยังเจ้าคณะจังหวัด และตัดสินว่าให้สึกเสีย ท่านจึงจำยอมสึก และกลับมาครองผ้าขาวอีกครั้ง

ไม่นานนักท่านก็เดินทางออกจากเมืองแม่ระมาด เข้าสู่อำเภอลี้ จ.ลำพูน และเผชิญวิบากกรรม อีกมากมาย และได้อุปสมบทเป็นหนที่ 3 แต่ก็ถูกมารผจญต้องลาสิกขาครองผ้าขาว เป็นครั้งที่ 3 และได้สร้างวัดผาหนาม อ.ลี้ จ.ลำพูน ด้วยเมตตาของท่านครูบาขาวปี ได้ทำนุบำรุงพระศาสนา สร้างวัด สร้างโรงเรียน ทั้งสุโขทัย ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ ตาก จนกระทั่งท่านครูบาขาวปี จากไปอย่างสงบ ในวันที่ 3 มีนาคม 2520 สิริอายุ 88 ปี

พระพุทธรูปหินอ่อนวัดดอนแก้ว อ.แม่ระมาด จ.ตาก ไม่เพียงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ แต่การได้มาซึ่งพระพุทธรูปหินอ่อนองค์นี้ ต้องใช้ศรัทธาแห่งพุทธศาสนิกชนอัญเชิญมาจากเมืองย่างกุ้งประเทศพม่า จนมาประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถแห่งนี้มาจนปัจจุบัน

ซึ่งลูกศิษย์ผู้เลื่อมใสศรัทธาครูบาขาวปี แห่งวัดพระพุทธบาทเขาหนาม อ.ลี้ จ.ลำพูน ได้ติดตามรอยบุญแห่งครูบาเจ้าขาวปี เพราะอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนจากเมืองพม่า กลับกลายเป็นชนวนเหตุให้ท่านครูบาขาวปีต้องถูกมลทิน แกล้งบังคับสึกและครองผ้าขาวเป็นหนที่ 2

แต่กระนั้น ผลบุญแห่งการสร้างถาวรวัตถุ ถวายเป็นพุทธบูชาของครูบาขาวปีและชาวแม่ระมาด ได้ประจักษ์เป็นสักขีพยานแห่งการสืบทอดพระพุทธศาสนา ล่วงมากว่า 90 ปี ตราบจนถึงปัจจุบัน
คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
วิทยา ปัญญาศรี ที่มา... ฉบับที่ 6708 ข่าวสดรายวัน

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:10] #685250 (23/164)


(D)
พระงา วัดมโนรมย์ จ.มุกดาหาร

พระงา วัดมโนรมย์ 8 องค์ จ.มุกดาหาร

" วัดมโนรมย์" บ้านชะโนด อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร เป็นวัดที่สร้างขึ้น โดยพระอุปัชฌาย์หอ และพระครูกัสสปะ ซึ่งพระเถระทั้งสองรูป เป็นที่ทรงเลื่อมใสศรัทธาของเจ้ามหาชีวิตนครเวียงจันทน์ เมื่อครั้งที่ได้กราบทูลลากลับบ้านเกิดที่บ้านชะโนด อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร

เจ้ามหาชีวิตนครเวียงจันทน์ ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องก่อสร้าง พร้อมช่างหลวงอีก 3 คน ล่องแพมาตามแม่น้ำโขง และได้ลงมือก่อสร้างโบสถ์และวิหารวัดมโนรมย์ เมื่อวันพุธขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ปีมะเส็ง ตรงกับปี 2296 สร้างแล้วเสร็จในอีก 3 ปีต่อมา

ในระหว่างปี 2447 บ้านชะโนดได้เผชิญกับไฟป่าที่โหมกระหน่ำรุนแรงครั้งใหญ่ บ้านเรือนและวัดมโนรมย์ที่ก่อสร้างด้วยฝีมือช่างหลวงที่สวยงาม ถูกพระเพลิงเผาผลาญไปด้วย รวมไปถึง กุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ พระพุทธรูป ตู้พระไตรปิฎก และสิ่งของมีค่าเก่าแก่ ล้วนถูกไฟไหม้เสียหายหมดสิ้น

จากนั้นอีก 1 ปี ชาวบ้านได้นิมนต์พระอุปัชฌาย์บุ นันทวโร ซึ่งมีความสามารถด้านศิลปกรรมสถาปัตยกรรม ทำการซ่อมแซมปฏิสังขรณ์วัดมโนรมย์ ใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง 6 ปี

ประวัติพระงา วัดมโนรมย์ จ.มุกดาหาร
ในระหว่างนั้น พระอุปัชฌาย์บุ นันทวโร จึงได้นำงาช้างที่ยังเก็บรักษาไว้ในวัดมโนรมย์ แกะเป็นรูปพระลงบนงาได้จำนวน 8 องค์ เรียกว่า "พระงา"

พระงา เป็นพระที่แกะจากงาช้างที่อยู่ในวัด ชื่อ ช้างเคน เป็นรูปพระ 8 องค์ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ภายในหอพระของวัดมโนรมย์ อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร

ตามประวัติเดิมช้างพลายใหญ่ที่ชื่อเคน ซึ่งชาวบ้านได้นำมาถวายวัด โดยพระสงฆ์กับชาวบ้านช่วยกันเลี้ยงไว้เมื่อประมาณ 300 ปีที่ผ่านมา ซึ่งบางตำนานได้เล่าไว้ว่าเป็นช้างที่ถูกพลัดมาตามน้ำ (เนื่องจากในสมัยนั้นท้องที่แห่งนี้ยังเป็นป่าดงดิบจึงพบเห็นสัตว์ป่าอยู่ เสมอ) และชาวบ้านได้ช่วยเหลือนำขึ้นมาจากน้ำและได้นำมาถวายวัด

บางตำราได้กล่าวไว้ว่า ช้างพลายใหญ่เป็นช้างหลวงที่ถูกน้ำพัดมาและชาวบ้านได้ช่วยเอาไว้ เมื่อเจ้ามหาชีวิตนครเวียงจันทน์ทรงทราบจึงได้ทรงประเคนมอบช้างหลวงเชือกดัง กล่าวถวายให้กับวัดมโนรมย์ จึงมีชื่อว่า "ช้างเคน" และได้เลี้ยงไว้เป็นช้างเลี้ยงของวัดมโนรมย์จนชั่วอายุขัย

ในสมัยที่ท่านอุปัชฌาย์หอยังมีชีวิตอยู่ ตรงกับในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ภายหลังที่ได้บรรพชาเป็นสามเณรจนกระทั่งอายุ 20 ปี จึงได้บวชเป็นพระศึกษาอยู่ที่วัดมโนรมย์ ท่านหอก็ได้เข้าไปศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ เมื่อท่านหอได้กลับมาเยี่ยมบ้านที่วัดมโนรมย์ ท่านหอจึงได้นำงาของช้างเคน 1 ข้างเข้าเมืองหลวง เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงผนวชเป็นพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร

ซึ่ง งาช้างที่ท่านหอได้นำลงมาถวายในยุคสมัยนั้น ปัจจุบันได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ส่วนงาอีก 1 ข้าง ยังคงเก็บรักษาไว้ภายในวัดมโนรมย์

จนกระทั่ง พระอุปัชฌาย์บุ นันทวโร ได้นำงาช้างเคนที่เก็บรักษาไว้ในวัดนำมาแกะสลักเป็นรูปพระเจ้า 8 พระองค์ด้วยตัวท่านเอง ปัจจุบันยังคงประดิษฐานไว้ภายในวิหารวัดมโนรมย์ ให้ประชาชนได้สักการะบูชามาจนถึงบัดนี้

ภายในวิหารของวัดมโนรมย์จะมีพระประธานพระพุทธรูปเก่าแก่อยู่หลายองค์ ประกอบด้วย พระองค์ตื้อ พระองค์แสน พระพุทธรูปปางห้ามสมุทร และพระงา

ในอดีต "พระงา" เคยถูกโจรกรรมไปหลายครั้ง แต่ผู้ที่ขโมยไปได้นำกลับคืนมาทุกครั้งไป นับเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดที่เล่าสืบทอดกันมา

นายเสิม ใจช่วง อายุ 73 ปี ผู้ดูแลวัดมโนรมย์ ประจำหมู่บ้านชะโนด เล่าว่า พระงา เป็นพระประจำวัดมโนรมย์ ที่เลื่องลือในเรื่องการบนบานศาลกล่าวในเรื่องขอให้พบสิ่งของที่หายและขอให้ มีหน้าที่การงานที่ดีรุดหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ต่างก็ประสบผลสำเร็จได้ตามที่บนบาน จนเป็นที่กล่าวขานไปทั่วสารทิศของประชาชนทั้งสองฝั่งโขง สิ่งของที่นำมาบนบานก็ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นหอผึ้งซึ่งชาวบ้านในท้องถิ่นต่างก็รู้จักกันดี
คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ ชูโรจน์ ตรีประภากร ที่มา...หนังสือพิมพ์ข่าวสด

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:11] #685251 (24/164)


(D)
หลวงพ่อพระอินทร์แปลง วัดพระอินทร์แปลง จ.นครพนม

"วัดพระอินทร์แปลง" ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร อ.เมือง จ.นครพนม ตั้งเมื่อ พ.ศ.2393 เดิมชื่อว่า "วัดอุโมงค์"

กระทั่งใน พ.ศ.1637 สมัยเจ้าครูอุด อดีตเจ้าอาวาสวัด เห็นว่าอุโมงค์ได้รื้อทิ้งแล้ว จนสร้างเป็นสิม (อุโบสถ) จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ แต่ชาวบ้านนิยมเรียกวัดแห่งนี้ ว่า "อินแปง" ตามชื่อพระประธานมาหลายยุคสมัย

จนมาถึงในปี พ.ศ.2470 กรมการศาสนา มีการสำรวจวัดทั่วราชอาณาจักร เพื่อขึ้นทะเบียนไว้ในทำเนียบวัด โดยให้ใช้ชื่อว่า "วัดพระอินทร์แปลง" ตั้งแต่ปีนั้นมาถึงปัจจุบัน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2485 โดยมีพระครูอินทรกัลยาณคุณ เป็นเจ้าอาวาส

ในอุโบสถวัด มีพระพุทธรูปประธานศักดิ์สิทธิ์ มีนามเรียกขานว่า "หลวงพ่อพระอินทร์แปลง" เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะที่สวยงาม และมีประวัติการสร้างเป็นตำนานเล่าขาน

ประวัติหลวงพ่อพระอินทร์แปลง วัดพระอินทร์แปลง จ.นครพนม
ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา พบว่า มีพวกมารศาสนาและมิจฉาชีพจำนวนมาก พยายามจะลักลอบเข้ามาขโมยองค์พระพุทธรูป จนเป็นเหตุให้เมื่อเสร็จกิจของสงฆ์ภายในวัดแล้ว ประตูอุโบสถจะถูกปิดลงในทันที ทำให้ชาวบ้านที่จะเข้ามาสักการะหรือบนบาน เป็นไปด้วยความยากลำบาก

ส่งผลให้คนรุ่นหลังแทบไม่ทราบเลยว่า มีพระพุทธรูปคู่เมืองนครพนมมานับพันปี ประดิษฐานอยู่ ณ ที่วัดแห่งนี้

"หลวงพ่อพระอินทร์แปลง" เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย ตามตำนานเล่าว่า ในปี พ.ศ.1390-1393 พระหน่อหลักคำ อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ 1 มีความประสงค์จะจัดสร้างพระประธาน ขนาดหน้าตักกว้าง 59 นิ้วขึ้นมาองค์หนึ่ง เพื่อประดิษฐานไว้ในอุโบสถ

แต่ปรากฏว่าสร้างไม่สำเร็จ เพราะไม่ว่าจะหล่อกี่ครั้งก็ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเศียรเป็นรูอัปลักษณ์ จนช่างหล่อพระและเจ้าอาวาส ตลอดจนญาติโยมพากันหมดกำลังใจ จึงเลิกล้มและปล่อยให้เป็นพระเศียรขาดอยู่อย่างนั้นส่วนทองที่เหลือได้นำไป หล่อเป็นพระพุทธรูปขนาดต่างๆ แทน

อย่างไรก็ตาม การที่เอาพระพุทธรูปเศียรขาด ตั้งประดิษฐานไว้ สร้างความกระทบกระเทือนใจของชาวพุทธที่พบเห็นเป็นยิ่งนัก ด้วยเหตุดังกล่าวพระหน่อหลักคำ จึงได้ขอให้ชาวบ้านช่วยกันก่ออุโมงค์ดินครอบองค์พระเอาไว้ จนเป็นที่มาขอชื่อวัดอุโมงค์ในอดีตนั่นเอง

ส่วนเหตุที่ตั้งชื่อวัดว่า วัดพระอินทร์แปลง ตามตำนานเล่าอีกว่า เจ้าอาวาสรูปเดิมได้นิมิตฝันว่า มีพระอินทราธิราช พร้อมด้วยเทพยดา เหาะเสพมโหรีแห่เศียรพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะสวยงามลงมาจากสรวงสวรรค์ แล้วแปลงกายเป็นชีปะขาวเสด็จลงมาช่วยหล่อและลงมือแกะบล็อกเอง โดยให้พระและญาติโยมช่วยกันสูบทองต้มทอง ส่วนท่านเป็นผู้เทเศียร แล้วนำไปต่อกับพระศอ ก่อนที่พระอินทราธิราชจะเสด็จหายไป

หลังจากที่พระหน่อหลักคำตื่นจากฝัน จึงเล่าให้ญาติโยมฟัง ทุกคนจึงลงความเห็นทันที ว่า พระอินทร์เสด็จลงมาช่วย

ตามตำนานยังมีเรื่องเล่าขานถึงความอัศจรรย์ของหลวงพ่อพระอินทร์แปลง โดยย้อนหลังไปเมื่อประมาณ 70 ปี ทุกวันพระ 15 ค่ำ จะพบลูกไฟขนาดผลส้มโอ สีนวลสว่าง ลอยข้ามไปยังพระธาตุศรีโคตรบอง เมืองท่าแขก ประเทศลาว

กระทั่งจวนรุ่ง จึงลอยกลับคืนมา และเมื่อสมัยสงครามไทย-ฝรั่งเศส ลูกปืนที่ยิงข้ามแม่น้ำโขงมาจากฝั่งลาว ไม่สามารถกล้ำกรายที่วัดได้เลย แต่ที่อื่นโดนลูกปืนพรุนไปหมด พอสงครามสงบลง ชาวบ้านลงไปงมหอย กลับพบว่าลูกปืนจมเกลื่อนใต้แม่น้ำเต็มไปหมด

ด้วยพุทธลักษณะของหลวงพ่อพระอินทร์แปลง หากมองเวลากลางวันสีพระพักตร์จะเหลืองอร่ามเป็นเงาวับสดใสไม่มีหมองมานานนับ พันปี ผิดกับพระพุทธรูปอื่นๆ ที่ต้องคอยขัดถูพระพักตร์เป็นประจำ

ส่วนในเวลาใกล้ค่ำหรือกลางคืน สีพระพักตร์ของหลวงพ่อจะเปลี่ยนไปคล้ายกับว่ามีสีทองอมเขียวทึบ คล้ายมรกต อิ่มเอิบมีอำนาจ น่าเคารพเลื่อมใส

ผู้ที่ได้มากราบไหว้ รวมทั้งได้บนบานศาลกล่าวจากหลวงพ่อพระอินทร์แปลง จะประสบความสัมฤทธิผล โดยเฉพาะด้านหน้าที่การงาน การสอบแข่งขัน ของหายได้คืน และขอให้หายเจ็บไข้
คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
ชนะ วสุรักคะ ที่มา...

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:12] #685252 (25/164)


(D)
พระพุทธไสยาสน์ วัดพระพุทธไสยาราม จ.สกลนคร

ประวัติพระพุทธไสยาสน์ วัดพระพุทธไสยาราม จ.สกลนคร

คอลัมน์ เดินสายไหว้พระพุทธ
สุพจน์ สอนสมนึก

คำขวัญประจำจังหวัดสกลนคร "เมืองพุทธศาสน์ พระธาตุห้าแห่ง แหล่งอารยธรรมสามพันปี"

ตามตำนานเล่ากันว่า เมืองหนองหารหลวงในอดีต หรือสกลนครในปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 16 ในยุคที่ขอมมีอำนาจในดินแดนนี้

ต่อมาเมื่ออิทธิพลขอมเสื่อมลง เมืองหนองหารหลวงตกไปอยู่ในความปกครองของอาณาจักรล้านช้าง เรียกชื่อเมืองว่า เมืองเชียงใหม่หนองหาร และเมื่อมาอยู่ในความปกครองของไทย ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองสกลทวาปี

ในปี พ.ศ.2373 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เปลี่ยนชื่อจากเมืองสกลทวาปี เป็นเมืองสกลนครในปัจจุบัน

จังหวัดสกลนครยังได้รับการขนานนามว่าเป็นแอ่งธรรมะแห่งอีสาน ดังเห็นได้จากหลักฐานวัดวาอารามเก่าแก่ที่มีอยู่มากมาย แสดงถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาที่มีมาตั้งแต่ครั้งอดีต เป็นถิ่นกำเนิดและพำนักของอริยสงฆ์ที่สำคัญเป็นที่เคารพบูชาของชาวไทยหลาย ท่าน อาทิ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต, พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร, พระอาจารย์วัน อุตตโม, หลวงปู่หลุย จันทสาโร, หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เป็นต้น

จังหวัดสกลนคร อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 647 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ 9,605 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 18 อำเภอ

"วัดพระพุทธไสยาราม" บ้านเชียงเครือ ต.เชียงเครือ อ.เมือง จ.สกลนคร อยู่ห่างจากตัวเมืองสกลนคร ไปตามถนนสายสกลนคร-นครพนม ประมาณ 25 กิโลเมตร อยู่ติดกับหนองหารด้านทิศตะเหนือ

วัดแห่งนี้ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ หรือชาวบ้านเรียกว่าพระนอน พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ที่มีการบอกเล่ากันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ใครที่ไปกราบไหว้บูชา มักประสบผลสำเร็จแทบทุกคน ซึ่งเป็นพระที่สร้างขึ้นมาไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด

พระพุทธไสยาสน์ วัดพระพุทธไสยาราม มีขนาดความยาว 7.90 เมตร สูง 1.20

พระนอนหรือพระไสย ตามที่ชาวบ้านเรียกกันนั้น มีเรื่องเล่าสืบต่อมาว่า นายเจ๊ก ไม่ทราบนามสกุล คนในหมู่บ้านเชียงเครือ ที่มีอาชีพค้าขาย เป็นคนมีฐานะดี ในหมู่บ้านขณะนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้

วันหนึ่งในช่วงตอนเย็นเวลา 1 ทุ่ม ได้มีโจร 3 คน บุกเข้าปล้นบ้านนายเจ๊ก ได้ขนเอาทรัพย์สินและเงินทองไป นายเจ๊กไม่รู้จะทำอย่างไรดี เพราะหากเดินทางไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็อยู่ไกล ประกอบกับไม่มียานพาหนะ

เมื่อพวกโจรไปแล้ว จึงได้จัดดอกไม้ธูปเทียนลงไปไหว้พระพุทธไสยาสน์ จากนั้นได้กล่าวอธิษฐานและขอให้ช่วยคุ้มครองและอย่าให้ทรัพย์สินที่โจรลักไป เสียหายและขอให้จับโจรได้ด้วย

เมื่อกล่าวบนบานแล้วเสร็จ จึงไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่อำเภอ เพื่อติดตามโจร

ปรากฏว่า รุ่งเช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบกับกลุ่มคนร้ายที่ปล้นเมื่อคืน อาศัยหลบซ่อนอยู่ท้ายหมู่บ้าน จึงออกตามไปจับกุมตัวมาได้ พร้อมเงินและทรัพย์สินที่ปล้นไปคืนมาได้ทั้งหมด

จากการสอบสวนหัวหน้ากลุ่มโจร บอกว่า เมื่อปล้นทรัพย์สินได้แล้วก็ออกเดินทาง เพื่อหลบหนีออกจากหมู่บ้าน แต่เดินอย่างไรก็กลับมาที่เดิม และหลงทางเดินกลับไปกลับมาทั้งคืน สุดท้ายชาวบ้านมาพบและแจ้งตำรวจจับดังกล่าว

นับตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านตำบลเชียงเครือและใกล้เคียง มักจะพากันเดินทางมาบนบานกราบไหว้พระพุทธไสยาสน์ขอโชคลาภ บางรายทรัพย์สินเสียหายไป เมื่อมาบนก็ปรากฏว่าได้คืน บางรายแต่งงานหลายปีไม่มีลูกก็มาบนบานขอลูก ซึ่งส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จตามที่ขอ

ดังนั้นในแต่ละวันจะมีประชาชนเดินทางมานมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดพระพุทธไสยาราม พร้อมดอกไม้ธูปเทียนและของไหว้มิได้ขาด

ผู้เฒ่าในหมู่บ้าน บอกเล่าว่า เกิดมาก็พบพระนอน แต่ไม่ทราบประวัติการก่อสร้าง ทราบเพียงแต่ว่าที่แห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ และเคยร้างมาก่อน

ต่อมาหลองพ่อสงฆ์ ได้เดินทางมาบูรณะซ่อมแซมและตั้งเป็นวัด พร้อมกับบูรณะปฏิสังขรณ์พระนอนให้สวยงาม พร้อมกับชาวบ้านได้สร้างศาลาครอบป้องกันแดดฝน

เชื่อกันว่า พระนอนเป็นพระเก่าแก่สมัยทวารวดีที่ถูกสร้างครอบไว้ และมีความศักดิ์สิทธิ์

หากมีโอกาสเดินทางผ่านมาที่จังหวัดสกลนคร ลองแวะเข้าไปนมัสการพระพุทธไสยาสน์ เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต ที่มา...

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:13] #685253 (26/164)


(D)
พระเจ้าตนหลวง วัดกองกาน จ.เชียงใหม่

พระเจ้าตนหลวง วัดกองกาน จ.เชียงใหม่ "พระเจ้าตนหลวง" เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐก่อปูน ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 10 ศอก 9 นิ้ว ประดิษฐานเป็นพระประธานในวิหารวัดกองกาน ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

พระเจ้าตนหลวง วัดกองกาน จ.เชียงใหม่

เดินสายทั่วไทยไหว้พระพุทธ
วิชัย ทาเปรียว

"พระเจ้าตนหลวง" เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐก่อปูน ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 10 ศอก 9 นิ้ว ประดิษฐานเป็นพระประธานในวิหารวัดกองกาน ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแม่แจ่มเป็นเวลานานหลายร้อยปี


ประวัติพระเจ้าตนหลวง วัดกองกาน
พระเจ้าตนหลวง มีประวัติความเป็นมา ตามคำบอกเล่าว่า ในราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 หลังจากที่พระพุทธศาสนา ได้เผยแผ่มาจากลังกาทวีป เข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ

ผู้ครองนคร ในล้านนาประเทศ อันได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และเชียงแสน ซึ่งเป็นผู้ที่นับถือในพระพุทธศาสนา ได้มาแผ้วถางป่าในบริเวณนี้ และสร้างเป็นวัดพร้อมกับได้ก่อพระพุทธรูปขึ้น ได้ให้ชื่อวัดที่สร้างขึ้นใหม่นี้ว่า "วัดศรีเมืองมา"

ในการก่อสร้างพระพุทธรูปนั้น ช่างผู้ก่อสร้างได้ก่อองค์พระ จนมาถึงพระเศียรและพระเกศเมาลีแล้ว แต่พอจะแต่งพระพักตร์ (ขะเบ็ดหน้า) ขององค์พระ ช่างได้พยายามแต่งพระพักตร์อย่างไรก็ไม่มีความสม่ำเสมอสวยงาม ได้ทำใหม่ถึง 2-3 ครั้งก็ทำไม่ได้

จึงได้ปรึกษากันว่า ควรจะทำพิธีบวงสรวงเทพยดา ขอให้มาช่วยสร้างพระให้สำเร็จ พอได้ตั้งขันหลวงทำพิธีบวงสรวงอย่างนั้นแล้ว ช่างก็ลงมือช่วยกันทำต่อ ในขณะนั้นปรากฏว่า มีสามเณรน้อยรูปหนึ่งมาจากไหนไม่มีใครทราบ ได้มาช่วยทำพระพักตร์พระพุทธรูปจนได้พระพักตร์เสมอกันดี มีท่าทียิ้มแย้ม จนเป็นที่พอใจกันแล้ว แต่ปรากฏว่า สามเณรน้อยที่มาช่วยสร้างพระพุทธรูปนั้นก็อันตรธานหายไป

จนเป็นที่โจษขานกันว่า คงจะเป็นพระอินทร์เนรมิตเป็นสามเณรน้อยลงมาช่วยสร้างพระพุทธรูป ทำให้ได้พระพุทธรูปที่มีสัดส่วนสวยงามและมีพระพักตร์แย้มยิ้มอิ่มเอิบ ดังที่ปรากฏให้เห็นกันทุกวันนี้

พระเจ้าตนหลวง เป็นที่เคารพสักการบูชานานคนเป็นเวลานานหลายร้อยปี จนมาถึงสมัยบ้านเมืองก็เกิดกลียุค ข้าวยากหมากแพง ผู้คนอพยพถิ่นที่อยู่ ทำให้วัดวาอาราม ขาดการเอาใจใส่ดูแล

ทำให้วัดศรีเมืองมา ได้ร้าง เสนาสนะทรุดโทรมพังทลายลงไป จนกลายเป็นป่าดงพงทึบ ส่วนพระเจ้าตนหลวง ยังประดิษฐานตั้งมั่นไม่เป็นอันตราย มีแต่เครือเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมองค์พระ มองแทบไม่เห็น

จนมาถึงสมัยพุทธศตวรรษที่ 23 ประมาณปี พ.ศ.2380-90 ได้มีผู้คนมาอาศัยทำไร่ทำสวน แผ้วถางป่าไม้ ก็พบเห็นพระพุทธรูปอยู่ในวัดร้าง ซึ่งมีเครือเถาวัลย์ปกคลุม เกิดความศรัทธาปสาทะ ในองค์พระพุทธรูปที่มีพระพุทธรูปลักษณะงดงาม

ชาวบ้านจึงได้แจ้งข่าว ให้มาช่วยกันแผ้วถางทำความสะอาดองค์พระพุทธรูปและลงรักปิดทอง ทำให้พระพุทธรูปสวยงามเปล่งปลั่งขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับสร้างวิหารขึ้นใหม่ เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป และตั้งเป็นวัดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้ร้างไปนาน

ได้ถือเอานิมิตที่ผู้มีจิตศรัทธา หาบข้าวของมาเอาไม้คานมากองใหญ่สูงท่วมหัวนี้ จึงให้ชื่อวัดที่บูรณะขึ้นใหม่นี้ว่า "วัดก๋องกาน"

วัดก๋องกาน หมายถึง วัดที่มีผู้มีจิตศรัทธามาทำบุญเป็นจำนวนมาก หาบข้าวของมาแล้วเอาไม้คานที่หาบของมากองไว้ ในเวลาต่อมาได้ยึดถือเอาวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เหนือ (เดือน 8 เป็ง) เป็นวันทำบุญสักการบูชาพระเจ้าตนหลวง จนเป็นประเพณีสืบมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังได้ประเพณีสรงน้ำพระเจ้าตนหลวงในวันปีใหม่ (สงกรานต์) ตั้งแต่เดิมมาจนถึงปัจจุบันนี้เช่นกัน

พระพุทธรูปเจ้าตนหลวง เป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์และมีอภินิหารมาก เล่าสืบต่อกันมา ว่า หากบุคคลใดได้ทำบาปอกุศลร้ายแรงไว้ทั้งอดีตและปัจจุบัน เวลามาสักการบูชาพระเจ้าตนหลวง จะมองไม่เห็นพระเจ้าตนหลวง ต้องให้คนอื่นนำพาไปลูบคลำพระพุทธรูปจึงจะรู้สึก

ปัจจุบัน พระพุทธเจ้าตนหลวงองค์ ยังประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ในวิหารวัดกองกาน หมู่ที่ 7 ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้ วัดกองกาน อยู่ห่างจากวัดพุทธเอ้นประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นวัดสำคัญของชาวแม่แจ่ม เนื่องจากภายในวิหารมีพระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองแม่แจ่ม ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ชาวแม่แจ่มจะไปสรงน้ำองค์พระกันทุกปี พระเจ้าตนหลวงนี้ เป็นแบบล้านนา และมีขนาดใหญ่ที่สุดในอำเภอแม่แจ่ม ตัววิหารเป็นไม้ และหลังคามุงแป้นเกล็ดแบบโบราณ

พุทธศาสนิกชนที่มีความศรัทธาเลื่อมใส ประสงค์จะเข้าไปนมัสการและสักการบูชาพระเจ้าตนหลวง ขอเชิญไปสักการบูชาได้ทุกวันเวลา

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:14] #685255 (27/164)


(D)
หลวงพ่อแก่นจันทน์ วัดช่องลม จ.ราชบุรี


หลวงพ่อแก่นจันทน์ วัดช่องลม อ.เมือง จ.ราชบุรี "หลวงพ่อแก่นจันทน์" เป็นพระพุทธปฏิมา ศิลปะสมัยทวารวดี ประวัติหลวงพ่อแก่นจันทน์นี้ลอยน้ำมาจาก จ.กาญจนบุรี เป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร สร้างด้วยโลหะทองคำสัมฤทธิ์ ส่วนล่างแกะสลักจากไม้จันทน์ซึ่งเป็นไม้เนื้อหอม สูงประมาณ 2.26 เมตร ประดิษฐานอยู่ที่วัดช่องลม ชาวราชบุรีเคารพนับถือมาก มีประวัติเล่าสืบทอดกันมาว่า เป็นพระพุทธรูปที่ลอยมาตามลำน้ำแม่กลองตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ชาวราชบุรีได้ร่วมใจกันอธิษฐานนำขึ้นประดิษฐานไว้สักการะเพื่อเป็นสิริมงคล

" วัดช่องลม" พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เป็นวัดโบราณสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เดิมชื่อ วัดช้างล้ม ตั้งอยู่ใกล้บริเวณเมืองเก่า ริมถนนวรเดช ใจกลางเมืองราชบุรี เป็นที่ประดิษฐาน "หลวงพ่อแก่นจันทน์" พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองราชบุรี

"หลวงพ่อแก่นจันทน์" เป็นพระพุทธปฏิมา ศิลปะสมัยทวารวดี ในส่วนตั้ง แต่พระเศียรถึงพระอุระ เป็นเนื้อทองสำริด ส่วนองค์พระสร้างด้วยไม้จันทน์หอม มีความสูงตั้งแต่พระเกศมาลาถึงพระบาท 2.26 เมตร เป็นพระพุทธปฏิมาปางอุ้มบาตร โดยบาตรขององค์หลวงพ่อ เหมือนสวมอยู่ในถุงบาตรและมีสิ่งหนึ่งยาวประมาณ 2 นิ้ว ยื่นออกมาจากขอบบาตร ซึ่งติดอยู่กับปากบาตรทั้งสองข้าง ดูแล้วเหมือนม้วนผ้าที่ยื่นออกมาสำหรับจับ

พระหัตถ์ของหลวงพ่อแก่นจันทน์จับอยู่ที่ม้วนผ้า คล้ายสะพายบาตร ซึ่งนับว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะแปลกจากพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรทั่วไป เพราะเป็นลักษณะถือบาตร ที่ไม่มีในพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรอื่น โดยยังเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามมาก

หลวงพ่อแก่นจันทน์ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และมีบารมีธรรมที่สูงส่งยิ่ง ตามปกติมีผู้มากราบไหว้บูชาขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ส่วนใหญ่จะขอให้ช่วยปัดเป่าเหตุร้ายทุกวัน จนเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของ จ.ราชบุรี ตลอดมา

ประวัติหลวงพ่อแก่นจันทน์ วัดช่องลม จ.ราชบุรี

สำหรับการจัดสร้างหลวงพ่อแก่นจันทน์ พระครูโสภณปัญญาวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดช่องลมแห่งนี้ บอกเล่าว่า คนส่วนมากมักเข้าใจตามคำบอกเล่าว่า ท่านลอยน้ำมา คล้ายกับประวัติของหลวงพ่อบ้านแหลม และหลวงพ่อโสธร

โดยมีเรื่อง เล่าสืบกันมาว่า หลวงพ่อแก่นจันทน์สร้างขึ้นที่ จ.กาญจนบุรี โดยมีชายผู้หนึ่งเข้าไปในป่าเพื่อแสวงหาของป่า ในขณะที่เดินทางเข้าไปในป่าลึกก็ได้พบกับเสือใหญ่ตัวหนึ่ง เมื่อเสือตัวนั้นเห็นเข้าก็วิ่งเข้ามาเพื่อจะทำร้าย ชายผู้นั้นเห็นเสือวิ่งเข้ามาก็ตกใจกลัวรีบวิ่งหนี และในขณะที่กำลังวิ่งหนีนั้นก็ได้ไปพบต้นไม้ใหญ่อยู่ข้างหน้าจึงรีบวิ่งขึ้น ไปบนค่าคบ ซึ่งเจ้าเสือตัวนั้นก็วิ่งตามไปจนถึงต้นไม้ใหญ่

ชายผู้นั้นกลัวเสือจะกัดจึงได้ตั้ง สัตยาธิษฐานว่า "ถ้าข้าพเจ้ารอดพ้นจากอันตรายคือไม่ถูกเสือกัดในครั้งนี้ ตนจะนำเอาต้นไม้ที่ข้าพเจ้าขึ้นมาอาศัยอยู่นี้ไปแกะเป็นพระพุทธปฏิมา เพื่อให้คนทั้งหลายได้กราบไหว้บูชา"

ปรากฏว่าเมื่อชายผู้นี้ตั้ง สัตยาธิษฐานเสร็จเสือก็หายไป ชายผู้นั้นดีใจรีบลงมาจากต้นไม้ แล้ว กลับบ้านและได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการตั้งสัตยาธิษฐานของตนให้ชาวบ้านฟัง

รุ่งขึ้นชายคนนั้นก็ ได้ชวนชาวบ้านเข้าไปในป่า เพื่อตัดต้นไม้ที่ตนตั้งใจเอาไว้เพื่อจะนำมาแกะเป็นพระพุทธปฏิมา โดยได้มีการทำความเคารพเจ้าที่และเทวดาที่รักษาต้นไม้ และขอขมาโทษต่อต้านไม้ ต่อจากนั้นก็ช่วยกันโค่น

เมื่อต้นไม้นั้น ล้มลงแล้วก็พิจารณาดูเนื้อไม้ก็ รู้ว่าเป็นไม้จันทน์หอมที่หายาก และได้ช่วยกันทอนกะให้ได้ความยาวเท่ากับพระที่ตนจะทำ

เมื่อทำการแกะสลักเสร็จแล้วก็นำไปประดิษฐานไว้ที่บ้านแก่งหลวง เพื่อให้คนทั้งหลายได้กราบไหว้บูชา

ตามประวัติเล่าว่า หลวงพ่อแก่นจันทน์นี้ลอยน้ำมาจาก จ.กาญจนบุรี สันนิษฐานว่า เมื่อหลวงพ่อแก่นจันทน์ ประดิษฐานอยู่ที่บ้านแก่งหลวงนั้น เมื่อถึงหน้าฝนมีน้ำหลากช่วงเดือน 11 ถึงเดือน 12 ฝนคงจะตกหนักจนน้ำท่วมมาก

เมื่อน้ำหลากมาถึงบ้านแก่งหลวงก็พัดพา เอาหลวงพ่อแก่นจันทน์ลอยไปถึงวัดใด ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำก็ตาม ประชาชนที่เห็นเข้าก็ช่วยกันฉุดกันดึงเพื่อจะนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดของตน แต่หลวงพ่อแก่นจันทน์ก็ไม่ยอมมา ไม่ยอมขึ้น แม้จะพยายามเท่าใดก็ไม่สำเร็จ

กระทั่งหลวงพ่อแก่นจันทน์ลอยมาถึงวัดช่องลม ท่านก็ได้ลอยวนอยู่หน้าวัดไม่ยอมไหลไปตามสายน้ำซึ่งกำลังไหลเชี่ยว

หลวงปู่จันทร์ เจ้าอาวาสในสมัยนั้น จึงบอกให้พระสงฆ์และประชาชนมาทำความเคารพกราบไหว้และได้กล่าวอาราธนา แล้วก็พากันลงไปประคองและชะลอองค์ท่านขึ้นจากแม่น้ำ ท่านก็ขึ้นมาโดยง่าย ก่อนอัญเชิญท่านไปประดิษฐานไว้ที่วัดช่องลมแห่งนี้ พร้อมกับจัดงานสมโภชตลอดมา

ปัจจุบัน หลวงพ่อแก่นจันทน์ ประดิษฐาน อยู่ที่พระวิหารจตุรมุข โดยพระเทพญาณมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดช่องลม และที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดราชบุรีได้จัดสร้างถวายเมื่อ พ.ศ.2522 ก่อน ที่พระครูโสภณปัญญาวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดช่องลมรูปปัจจุบัน จะได้ก่อสร้างศาลาหลวงพ่อแก่นจันทน์และขยายพระวิหารให้กว้างขึ้นอีก

เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มากราบไหว้นมัสการ
ที่มา...

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:15] #685257 (28/164)


(D)
หลวงพ่อโต วัดชัยชนะสงคราม จ.ตาก

หลวงพ่อโต วัดชัยชนะสงคราม จ.ตาก
ประวัติหลวงพ่อโต วัดชัยชนะสงคราม จ.ตาก สร้างขึ้นราวปีพุทธศักราช 2299 ถือเป็นพระพุทธรูปสำคัญประจำจังหวัดตาก "หลวงพ่อโต-บันดาลชัยให้สมปรารถนา" คือ คำบอกเล่าในพุทธบารมีหลวงพ่อโต

คอลัมน์ ไหว้พระประธาน 76 จังหวัด
วิทยา ปัญญาศรี

ตามหลักฐานประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อครั้งพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถี กับขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด จนมีชัยชนะ บริเวณดอยช้าง ต.เกาะตะเภา อ.บ้านตาก ซึ่งเป็นเมืองตากเดิมในสมัยนั้น

จนกระทั่งต่อมามีการย้ายเมืองตาก มาอยู่ในปัจจุบัน คือ ต.ระแหง อ.เมืองตาก ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง ทางทิศตะวันออก โดยให้แม่น้ำปิง เป็นคูเมืองปราการ สู้ข้าศึกศัตรูพม่าที่ยกทัพเข้ามาทางด้านด่านแม่ละเมา และต้องตีฝ่าเมืองตากเป็นแห่งแรก ก่อนจะกรีธาทัพเข้าไปยังหัวเมืองชั้นใน

ชื่อเมืองตาก ปรากฏอยู่ในจารึกประวัติศาสตร์มาแต่โบราณกาลตามที่ได้กล่าวมา

ย้อนไปในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระเจ้าหงสาวดี นำกองทัพพม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยา โดยสั่งให้พระเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งขณะนั้นเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองขึ้นของพม่า ต่อเรือรบแล้ว ลำเลียงมาไว้ที่ตำบลระแหง เพื่อจะเข้าตีกรุงศรีอยุธยา

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ จึงสั่งให้แม่ทัพไทยยกทัพขึ้นไปสู้รบทัพหน้าของพระเจ้าหงสาวดี เมื่อยกกองทัพไปถึงบ้านท่าแค ตำบลเชียงเงิน เมืองตาก แม่ทัพไทยได้สั่งให้ทหารขุดดินหลังบ้านท่าแค (ปัจจุบันพื้นที่ ที่ขุดลงไปกลายเป็นหนองน้ำเรียกหนองคา) ขึ้นมาทำคันคูต้านกองทัพข้าศึก ที่ตั้งทัพอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ ที่บริเวณวัดหนองบัวค่ายหรือวัดบัวล้อมร้าง (ปัจจุบันปรากฏเพียงซากวัดร้างอยู่ใน ต.หนองบัวใต้)

ปรากฏว่าการ ศึกครั้งนั้นรบชนะพม่า จึงได้สร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์เรียกว่า วัดดอยท่าชัย หรือ วัดชัยชนะสงคราม ในสมัยต่อมา แต่ชาวบ้านยังนิยมเรียกว่า วัดท่าแค ตามชื่อหมู่บ้านเดิมมาแต่โบราณกาล

"หลวงพ่อโต" แห่งวัดชัยชนะสงคราม ได้รับการบอกเล่าตามหลักฐานประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดย นายสมศักดิ์ สะมะโน หัวหน้ากลุ่มอำนวยการและประสานงาน สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดตาก ในฐานะปราชญ์พื้นบ้านของเมืองตาก ว่า องค์หลวงพ่อโต ที่ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ ณ วัดชัยชนะสงครามแห่งนี้ สร้างขึ้นราวปีพุทธศักราช 2299 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ดำรงตำแหน่งเป็นหลวงยกกระบัตร เจ้าเมืองตาก

พระองค์ทรงสร้างตำหนัก สวนม่วง ปัจจุบันตำหนักสวนม่วงนี้อยู่ที่ตำบลป่ามะม่วง ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิงตรงข้ามกัน ซึ่งในสมัยนั้นพระองค์ได้ทรงทำนุบำรุงสร้างวัดวาอารามหลายแห่ง และที่วัดดอยท่าชัย หรือวัดชัยชนะสงคราม พระองค์ทรงโปรดให้สร้างพระอุโบสถและพระประธานในอุโบสถขึ้น ชาวบ้านขนานนามว่า "หลวงพ่อโต"

จากนั้นไม่เคยมีผู้ใด บูรณปฏิสังขรณ์ เพราะยุ่งกับสงคราม ไทย-พม่า จึงเป็นเหตุให้วัดถูกทิ้ง-รกร้างว่างเปล่าเป็นเวลามานาน จนอุโบสถเหลือเพียงแต่ผนังตึก 4 ด้าน ส่วนองค์หลวงพ่อโตถูกน้ำฝนชะทำให้สึกกร่อน

ต่อมาเมื่อราวปี พ.ศ.2449 พระอธิการยิ้ม เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม พระครูเจ้าคณะแขวง กิ่งอำเภอเชียงเงิน พร้อมด้วยพระศักดาเรืองฤทธิ์ เจ้าเมืองตาก พร้อมศรัทธาพุทธศาสนิกชนชาวบ้านร่วมกันบูรณะพระอุโบสถ และซ่อมแซมองค์หลวงพ่อโต โดยใช้ใบมงคั้นเอาน้ำผสมกับปูนขาวเหนียว เสริมตกแต่งให้รูปทรงของหลวงพ่อโต ดีดังเดิม ดังที่เห็นในปัจจุบันและได้ก่อสร้างเสริมอาสนะหลวงพ่อโต กว้างขวางออกไปอีก

เมื่อซ่อมเสร็จในปีเดียวกันนี้ ได้มีพ่อเลี้ยงเป็นชาวเชียงใหม่ ได้ล่องเรือบรรทุกพระพุทธรูปมาจอดที่ท่าน้ำหน้าวัดชัยชนะสงคราม แล้วขึ้นมานมัสการหลวงพ่อโตในโบสถ์ เห็นมีพระประธานองค์เดียว จึงมีจิตศรัทธานำพระพุทธรูป สมัยเชียงแสน สิงห์สาม ที่บรรทุกมาในเรือ หรือพระสองพี่น้อง เนื้อทองสัมฤทธิ์ถวายไว้ในโบสถ์ข้างๆ องค์หลวงพ่อโตซ้ายและขวา

จวบจนปัจจุบันพุทธศาสนิกชนชาวบ้านที่ ศรัทธาในองค์หลวงพ่อโตได้ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถอีกหลายครั้ง เพื่อเป็นพุทธบูชา เป็นที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อโตสืบไป

"หลวงพ่อโต -บันดาลชัยให้สมปรารถนา" คือ คำบอกเล่าในพุทธบารมีหลวงพ่อโต วัดชัยชนะสงคราม ชาวบ้านที่ศรัทธาองค์หลวงพ่อโต ได้ร้องขอบน บานให้การงานสำเร็จ บางคนก็ขอให้ขายที่ดิน บางคนก็อยากให้ลูกหลานสอบได้ บางคนบนบานอยากเป็นข้าราชการ บางคนก็ได้โชคลาภก้อนโต

นอกจากผลไม้สดตามฤดูกาลนานาชนิดแล้ว เนื้อสัตว์ หัวหมู ถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะเชื่อว่าหลวงพ่อโต วัดชัยชนะสงคราม ไม่โปรด

ส่วนการเดินทางไปนมัสการหลวงพ่อโต วัดชัยชนะสงคราม ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน ก่อนเข้าตัวเมืองตาก ข้ามแม่น้ำปิง ไปยังฝั่งตะวันออก วัดชัยชนะสงคราม ตั้งอยู่ด้านซ้ายมือ เชิงสะพานกิตติขจร หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ พระครูโสภณชยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดชัยชนะสงคราม โทร.0-5551-3990 หรือ นายสมศักดิ์ สะมะโน หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดตาก โทร.08-1971-7543
ที่มา...

โดยคุณ PRAPAS-JATUKARM (3570) (125.27.89.*) [18 Jun 2009 00:16] #685258 (29/164)
เป็นเพื่อนด้วยคน พอดีในตู้เย็นก็มีสีเขียวเหมือนกันแต่เป็นกระป๋อง เอ้า....ชนครับพี่

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:16] #685259 (30/164)


(D)
หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ วัดทุ่งศรีวิไล จ.อุบลราชธานี

ประวัติ หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ วัดทุ่งศรีวิไล จ.อุบลราชธานี

คอลัมน์ ไหว้พระประธาน 76 จังหวัด
ประภาพร สอนราช

เป็นเรื่องคุ้นหูของชาวพุทธส่วนใหญ่ ที่ได้ยินคำเล่าลือถึงพุทธานุภาพของพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่ประดิษฐาน อยู่ตามวัดต่างๆ เช่นเดียวกับ "หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ"

พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอุบลราชธานี

หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก สร้างจากศิลาแลงหน้าตักกว้าง 55 เซนติเมตร สูง 90 เซนติเมตร เป็นพระพุทธรูปในยุคทวารวดีอายุกว่าพันปี และถูกค้นพบเมื่อกว่า 200 ปีก่อนในที่ดินสวนอุทยานของนางเจียงได บ้านชีทวน ต.ชีทวน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี

ปัจจุบันเป็นพระประธานประดิษฐานอยู่ในวิหารวัดทุ่งศรีวิไล ต.ชีทวน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ซึ่งตั้งขึ้นภายหลังการค้นพบหลวงพ่อพระพุทธวิเศษในจุดที่พบ

จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่เกี่ยวกับการค้นพบหลวงพ่อพระพุทธวิเศษ ระบุว่า มีชาวบ้านต้อนวัวควายไปเลี้ยงในที่ดินของนางเจียงได บุตรสาวเจ้าเมืองซีซ่วน (บ้านชีทวน) บริเวณโนนนกเขียนไปพบเศียรพระของหลวงพ่อพระพุทธวิเศษโผล่พ้นพื้นดินขึ้นมา จึงร่วมกันทำพิธีอัญเชิญหลวงพ่อขึ้นมา พร้อมสร้างศาลาไม้ใช้ประดิษฐานตรงจุดที่พบหลวงพ่อ เพราะนอกจากพบหลวงพ่อพระพุทธวิเศษแล้ว ยังพบพระพุทธรูปในยุคเดียวกันอีกหลายองค์

จึงเชื่อว่าบริเวณดังกล่าวเมื่อกว่าพันปีก่อนอาจเป็นที่ตั้งวัดเก่าที่ถูกทิ้งร้าง

ภายหลังชาวบ้านช่วยกันอัญเชิญหลวงพ่อพระพุทธวิเศษขึ้นมาก็ยังไม่ได้ตั้งชื่อ จนกระทั่งเกิดเหตุไฟไหม้ศาลาไม้ใช้ประดิษฐานพระพุทธรูป ปรากฏว่าพระพุทธรูปที่ถูกค้นพบพร้อมกับหลวงพ่อพระพุทธวิเศษถูกไฟไหม้เสียหาย ทั้งหมด ยกเว้นหลวงพ่อพระพุทธวิเศษที่เปลวไฟไม่สามารถระคายผิวองค์พระ

ทำให้ชาวบ้านที่พบเห็นเหตุการณ์ต่างพากันเลื่อมใสศรัทธาในพุทธานุภาพของท่าน จึงพากันขนานนามเรียกขานท่านว่า "หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ" ตามความเชื่อของชาวบ้าน

ต่อมาชาวบ้านก็ได้ช่วยกันสร้างวิหารอิฐถือปูนใช้ประดิษฐานหลวงพ่ออย่างเป็นทางการ พร้อมพัฒนาพื้นที่ให้เป็นวัดเมื่อกว่า 200 ปีก่อน โดยชาวบ้านได้นิมนต์พระอัญญาท่านด้านเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีวิไลองค์แรก ปัจจุบันมีพระครูสุนทรสุตกิจ รองเจ้าคณะอำเภอเขื่องใน (มหานิกาย) เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 4

สำหรับหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่าที่ตั้งปัจจุบันของวัดทุ่งศรีวิไล น่าจะเป็นวัดมาก่อนการค้นพบหลวงพ่อพระพุทธวิเศษ เพราะนอกจากมีพระพุทธรูปร่วมสมัยที่ถูกค้นพบพร้อมกับพลวงพ่อพระพุทธวิเศษ ยังพบใบเสมาล้อมรอบบริเวณที่ค้นพบซ้อนกันอยู่หลายชั้น รวมทั้งบริเวณสระน้ำหลังวัด ก็ยังมีซากหอไตรและธรรมมาสน์ก่อด้วยอิฐในยุดอดีตตั้งอยู่

สำหรับพุทธคุณของ"หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ"ที่ได้รับการกล่าวขานกันมาก คือ หากได้มากราบไหว้บูชาบนบานขอสิ่งใดมักประสบความสำเร็จ โดยมีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ อดีตเจ้าเมืองอุบลราชธานี เสด็จเยี่ยมประชาชนที่บ้านชีทวน ได้นำดอกไม้ธูปเทียนทองไปกราบสักการบูชาขอพระโอรสและพระธิดาจากหลวงพ่อ จากนั้นไม่นานหม่อมเจียงคำ พระชายาก็ทรงมีพระครรภ์ พร้อมประสูติพระโอรสและพระธิดา 2 พระองค์ ตามที่กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ได้บนบานเอาไว้

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ที่หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ ช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยของมนุษย์ได้ โดยมีเล่าเรื่องว่าถ้ามีอาการเจ็บป่วยตามส่วนใดของร่างกาย ก็ให้มากราบไหว้บนบานบอกกล่าวกับหลวงพ่อพระพุทธวิเศษ แล้วนำแผ่นทองคำเปลวไปติดตามส่วนต่างๆ ขององค์พระ เช่น มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก ก็ให้นำแผ่นทองคำเปลวไปปิดที่หน้าอกขององค์พระ อาการเจ็บป่วยก็จะหายไป

การกราบนมัสการหลวงพ่อพระพุทธวิเศษ วัดทุ่งศรีวิไลได้เปิดวิหารหลังใหม่ที่ทำครอบวิหารหลังเดิมให้กราบไหว้ทุก วัน แต่ทุกวันเพ็ญเดือน 5 ทุกปีวัดร่วมกับประชาชนทั่วประเทศที่เลื่อมใสศรัทธาหลวงพ่อพระพุทธวิเศษ พระประธานปางนาคปรกศิลปะทวารวดี จัดสมโภชน์ปิดทององค์พระเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน

ทั้งนี้ เส้นทางใช้ไปกราบนมัสการ หากเดินทางจากตัวจังหวัดอุบลราชธานีไปตามถนนแจ้งสนิท เมื่อเข้าเขต อ.เขื่องใน ซึ่งมีสะพานข้ามลำเซบายเป็นตัวแบ่งเขต จะมีป้ายบอกทางให้เลี้ยวซ้ายไปบ้านชีทวนระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร

แม้ถนนจะเป็นถนนลาดยาง แต่ก็เป็นหลุมเป็นบ่อพอสมควร เมื่อรถแล่นเข้าเขตหมู่บ้านจะมองเห็นวัดตั้งเด่นอยู่กลางทุ่งนา โดยไม่ต้องถามทางจากชาวบ้านในละแวกนั้นเลย
ที่มา...

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:17] #685260 (31/164)
ชนครับ...........คุณ PRAPAS-JATUKARM หมดบอกนะครับ......ตรงนี้มีอีกหลาย....


โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:18] #685261 (32/164)


(D)
หลวงพ่อดำ วัดพระธาตุราษฎร์บำรุง จ.หนองคาย

ประวัติ หลวงพ่อดำ วัดพระธาตุราษฎร์บำรุง

คอลัมน์ ไหว้พระประธาน 76 จังหวัด
ประภาพร สอนราช

"หลวงพ่อดำ" เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก 48 นิ้ว ประดิษฐานอยู่ภายในอุโบสถวัดพระธาตุราษฎร์บำรุง ต.หนองกอมเกาะ อ.เมือง จ.หนองคาย

หลวงพ่อดำ ได้จำลองแบบพุทธลักษณะมาจากหลวงพ่อดำที่ประเทศอินเดีย กล่าวคือ หลวงพ่อดำ สร้างเมื่อราว พ.ศ.1353-1393 โดยมีพระนาคารชุนและพระนาคะแห่งมหาวิทยาลัยนาลันทา ประเทศอินเดีย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ส่วนประธานฝ่ายฆราวาสเป็นเจ้าเมืองนาลันทา ในสมัยพระเจ้าเทวปาละเป็นผู้สร้างจาศิลา เมื่อ พ.ศ.1545 ได้ถูกทำลายโดยนักบวชศาสนาอื่น มีการทำลายวัด วิหาร มหาวิทยาลัยนาลันทา ทำลายพระพุทธรูปและทำลายพระภิกษุในสมัยนั้น ส่วนหลวงพ่อดำนั้นรอดพ้นจากการถูกทำลาย

หลวงพ่อดำ เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์ มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่นับถือพระพุทธศาสนา เดินทางไปกราบไหว้ที่เมืองนาลันทาในประเทศอินเดียเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันหลวงพ่อดำ ประดิษฐานอยู่ที่หมู่บ้านนาลันทา เมืองนาลันทา รัฐวิหาร ประเทศอินเดีย

ด้วยความศรัทธาในองค์หลวงพ่อดำ พระครูสุญาณโสภิต เจ้าอาวาสวัดพระธาตุราษฎร์บำรุง พร้อมด้วยคณะสงฆ์ ชาวคุ้มวัดพระธาตุราษฎร์บำรุง และพุทธศาสนิกชนชาวหนองคาย จึงได้ประกอบพิธีเททองหล่อหลวงพ่อดำ ขนาด 48 นิ้ว ในวันที่ 7-9 ตุลาคม 2546 และอัญเชิญประดิษฐานภายในอุโบสถวัดพระธาตุราษฎร์บำรุง

ระหว่างการเททองหล่อหลวงพ่อดำ ประมาณ 2 วัน มีหญิงสาวชาวหนองคายคนหนึ่งเดินทางไปทำงานที่ จ.ระยอง และต้องการเดินทางกลับมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลครบรอบ 100 วัน ของแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว

หญิงสาวคนดังกล่าวฝันว่า หลวงพ่อดำ ลอยอยู่บนหน้าวัดพระธาตุราษฎร์บำรุง ขณะนั้นยังไม่ทราบชื่อว่าอะไร แต่พอเดินทางมาถึงบ้านโนนสังข์ ใกล้กับวัดพระธาตุราษฎร์บำรุง กำลังจะมีการประกอบพิธีเททองหล่อพระประธานหลวงพ่อดำ เป็นพระประธานประจำอุโบสถของวัด ซึ่งพระพุทธรูปที่วัดจะทำการเททองนั้น เหมือนกับในความฝัน จึงนำมาซึ่งความปิติยินดี

และเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2546 พราหมณ์ 3 คน ได้เข้ามาที่วัดเพื่อจัดตั้งเครื่องบวงสรวงประกอบพิธีอัญเชิญทวยเทพได้กล่าว กับเจ้าอาวาสวัดพระธาตุราษฎร์บำรุงว่า หลวงพ่อดำ เป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์มาก เคยถูกพวกนับถือศาสนาอื่นทำลาย แต่ด้วยบุญญาธิการและความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อดำ องค์ท่านไม่เป็นอะไรเลย

ทั้งนี้ การหล่อหลวงพ่อดำนั้น จะต้องทำพิธีให้ถูกต้อง เครื่องบวงสรวงจะต้องทำให้สมบูรณ์ทุกอย่าง จะต้องเชิญโองการเจ้ากรุงกาสี เพื่อขอบารมีแห่งทวยเทพทั้งหลายช่วยให้หลวงพ่อดำสำเร็จ ไม่มีอุปสรรค ยิ่งได้กำหนดเอาวันพฤหัสบดี เป็นวันประกอบพิธีเททองหล่อ ถือว่าเป็นวันครูและวันแข็ง ทำพิธีไม่ถูกต้องเบ้าหล่อหลวงพ่อดำจะแตก และวันเททองจะต้องอัญเชิญหลวงพ่ออุปคุตเข้าร่วมในพิธีเพื่อป้องกันพวกมารมา ขัดขวางด้วย

ต่อมา วันที่ 9 ตุลาคม 2546 ได้ประกอบพิธีบวงสรวงโดยคณะพราหมณ์ ระหว่างการอ่านโองการเชิญองค์เทพอยู่นั้น ได้มีก้อนเมฆขนาดใหญ่อยู่เหนือบริเวณประกอบพิธีทำให้บริเวณประกอบพิธีร่ม เย็น แต่บริเวณรอบนอกแดดจ้า ร้อนจัด ไม่มีร่มเงาของเมฆบดบังแสงอาทิตย์ ทั้งที่อยู่บริเวณเดียวกัน สร้างความประหลาดใจให้กับคนที่อยู่ในบริเวณพิธีโดยรอบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคณะพราหมณ์ ได้ประกอบพิธีอย่างถูกต้องตรงตามประเพณี ทำให้พิธีหล่อหลวงพ่อดำ ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เป็นที่ศรัทธาแก่ผู้มาร่วมพิธีในวันนั้นเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนปาฏิหาริย์อีกราย เกิดขึ้นกับสามเณรของวัดรูปหนึ่ง ได้พูดเล่นกับเพื่อนๆ ว่า จะควักเอาตาหลวงพ่อดำไปขาย ปรากฏว่าวันต่อมาสามเณรรูปนั้นมีขี้กลากขึ้นรอบปาก เจ้าอาวาสต้องพาสามเณร ไปขอขมาหลวงพ่อดำภายในอุโบสถ

ศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่มีต่อหลวงพ่อดำนั้น ผู้ที่มากราบไหว้สักการะมักจะขอพรจากหลวงพ่อดำ ให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน กิจการค้าขายเจริญรุ่งเรือง สุขภาพอนามัยสมบูรณ์ ส่วนจะบนบานสานกล่าวหรือไม่นั้นแล้วแต่ศรัทธาของแต่ละคน

วัดพระธาตุราษฎร์บำรุง จัดงานนมัสการหลวงพ่อดำ ในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี ภายในงานมีการบวชชีพราหมณ์ พิธีเสริมบารมี การเจริญพระพุทธมนต์ เจริญสมาธิภาวนา การฟังธรรมเทศนา และตอนกลางคืนมีมหรสพสมโภชตลอดคืน

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:20] #685262 (33/164)


(D)
พระสิงห์ปาย (พระพุทธสิหิงค์) วัดศรีดอนชัย

พระพุทธสิหิงค์(พระสิงห์ปาย) วัดศรีดอนชัย จ.แม่ฮ่องสอน

" พระพุทธสิหิงค์" หรือ พระสิงห์ปาย เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองปาย และเป็นพระพุทธรูปประธานวัดศรีดอนชัย ตั้งอยู่เลขที่ 18 หมู่ 8 ต.เวียงเหนือ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน สังกัดคณะสงฆ์

พระพุทธสิหิงค์ (พระสิงห์ปาย) เป็นพระ พุทธรูปศิลปะเนื้อทองสำริด ปางมารวิชัยเชียง แสนสิงห์ยุคแรก สร้างในราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 อายุราวประมาณ 700-800 ปี

ตามพงศาวดาร เป็นวัดแรกของเมืองปาย (อำเภอปาย) สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 1855 โดยพะก่าหม่องซอได้นำทัพพม่า ตั้งที่บ้านดอนแห่งนี้

พะกาหม่องซอจึงได้สร้างวัดนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก ชื่อว่า วัดบ้านดอนจองใหม่ (หรือวัดใหญ่)

โดยการสร้างครั้งแรก ได้สร้างกุฏิให้เป็นที่บำเพ็ญกุศลของเหล่าทัพและประชาชนสมัยนั้น โดยได้นิมนต์พระพม่าไทยใหญ่จากแสนหวี หนองฮี เมืองปั่น ลางเคอ เมืองนาย มาจำพรรษาอบรมชาวบ้านและกองทัพสมัยนั้น

ต่อมาปีพุทธศักราช 2020 สมัยที่พระเจ้าติโลกราช เจ้ากษัตริย์ผู้ครองนครพิงค์เชียงใหม่ ได้มีพระบัญชาให้เจ้ามหาชีวิตศรีใจยา หรือเจ้าศรีใจย์ ซึ่งเป็นราชบุตรของพระเจ้าเสนะภู เป็นหลานของพระเจ้าคราม และเป็นเหลนของพ่อขุนเม็งรายมหาราช ได้นำช้างพลายเผือก 2 เชือก ชื่อ ช้างพลายเผือกเฒ่ามงคล และช้างพลายแก้วมงคล ยกทัพจากนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ เพื่อมาตีเมืองแห่งนี้จากพะก่ากั่นนะ และพะก่าส่างกง

ปรากฏว่า ได้รับชัยชนะศึกในครั้งนั้น แต่ช้างเผือก 2 เชือกของเจ้าศรีใจยา ได้หลุดหนีเข้าป่าไป โดยเสนาอำมาตย์ได้ติดตามได้ที่ลำห้วยขุนแม่น้ำปายปัจจุบัน

เมื่อเสนาอำมาตย์ได้มากราบทูล เจ้ามหาชีวิตศรีใจยา ก็ปรารภว่าแม่น้ำนี้สมควรชื่อแม่น้ำปาย เหตุคือเรียกตามที่ได้พบช้างพลาย 2 เชือกคืนในลำห้วยขุนน้ำนั้น (ภาษาเมืองเหนือ ช้างพลาย เรียกว่าจ๊างปาย) และเมืองๆนี้จึงได้ชื่อว่าเมืองปาย ตามชื่อแม่น้ำปายจนบัดนี้

พระเจ้าติโลกราช ได้สถาปนาพระนามใหม่ให้เจ้าศรีใจยาว่าเจ้าชัยสงคราม ให้ดูแลปกครองเมืองปายสืบต่อไป และได้สร้างวัดโดยการสร้างขึ้นใหม่ เมื่อปีพุทธศักกราช 2021 โดยได้ก่อสร้างวิหาร กำแพง กุฏิ และเสนาสนะอื่นๆ และขุดสร้างกำแพงเมือง ประตูเมือง และอัญเชิญอาราธนาพระพุทธสิหิงค์ (พระสิงห์ปาย) จากเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่มาประดิษ ฐานเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองอยู่ประจำที่วัดแห่งนี้ในปีนั้นด้วย

รวมทั้งได้อาราธนาพระวชิรปัญญามหาเถร วัดมหาโพธาราม (เจ็ดยอด) เชียงใหม่ และพระภิกษุมหาเถระจากเมืองพะเยา เชียงราย อีก 5 รูป จำพรรษาอบรมศีลธรรมให้กับชาวบ้าน โดยได้ตั้งชื่อวัดใหม่ว่า วัดศรีดอนชัย

กาลต่อมาปีพุทธศักราช 2124 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จมาฝึกคุมทหารที่เมืองปาย และเสด็จมานมัสการพระพุทธสิหิงค์ (พระสิงห์ปาย) ประทับแรมที่ปราสาทหอคำเจ้าฟ้าคุ้มเจ้าหลวงเมืองปายแห่งนี้ด้วย

พุทธศักราช 2158 เจ้าหลวงปัญญา ได้มีพระบัญชาให้เจ้าแม่สุนันทา ซึ่งเป็นหลานของพระเจ้าติโลกราช ให้มาปกครองเมืองปาย และได้บูรณะซ่อมแซมวัดศรีดอนชัยและปราสาทหอคำที่เจ้าฟ้าที่ถูกพม่าเผาบาง ส่วน อีกทั้งได้อาราธนาพระภิกษุ-สามเณรจากเวียงเชียงใหม่จำพรรษา สืบมาจนถึงปัจจุบัน

ในแต่ละปี วัดศรีดอนชัย จัดให้มีประเพณีการสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ (พระสิงห์ปาย) ทุกวันที่ 13 เมษายน เป็นประจำ โดยตลอดตั้งแต่โบราณกาล

สำหรับกฤษดาอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์พระพุทธสิหิงค์ (พระสิงห์ปาย) เท่าที่ทราบและได้บันทึกไว้ คือ

ครั้งแรกเมื่อกองทัพพม่าที่มาตีเมืองปาย ก่อนที่จะกลับไปเมืองหงสาวดีได้เผาวัดอาราม แต่ก็ยังยกเว้นพระวิหารที่ตั้งประดิษฐานองค์พระพุทธสิหิงค์ (พระสิงห์ปาย)

ครั้งที่ 2 วันประเพณีเดือนยี่เป็งหรือวันลอยกระทงของปี พุทธศักราช 2479 ตามประเพณีของทางเหนือชาวล้านนาแล้ว วันนั้นก็จุดเทียนบูชาเป็นอันมาก และได้มีการละเล่นสนุกสนานตามแต่ละท้องถิ่น ได้มีศรัทธาชาวบ้านมาจุดเทียนบูชากันมากมายที่บนกุฏิ เนื่องจากช่วงนั้นได้อัญเชิญองค์พระพุทธสิหิงค์ ประดิษฐานที่บนกุฏิ

พอตกเวลาดึก ทางวัดได้มีการแสดงมหรสพต่างๆ คนก็ไปดูการละเล่น เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น คือ ไฟได้ลามลุกไหม้กุฏิอย่างรวดเร็วยากที่จะดับได้ทัน พระเณรและชาวบ้านก็ช่วยกันดับ แต่เพลิงลุกไหม้ไปมาก

ครั้นเพลิงได้สงบลง พระลูกวัดและชาวบ้าน ได้รีบตรวจสอบความเสียหายทันที ปรากฏว่า ไฟไหม้เสียหายวอดวายเป็นอันมาก แต่องค์พระสิงห์ปายกลับไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด สร้างความมหัศจรรย์แก่สาธุชนเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคงมีอภินิหารเกี่ยวกับองค์พระสิงห์ปายอีกมาก ที่วัดศรีดอนชัยหรือผู้คนไม่ได้บันทึกเอาไว้
ที่มา... ฉบับที่ 6638 ข่าวสดรายวัน

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:20] #685263 (34/164)


(D)
หลวงพ่อโต วัดบุปผาราม

หลวงพ่อโต วัดบุปผาราม จ.ตราด

คอลัมน์ ไหว้พระประธาน 76 จังหวัด
จักรกฤษณ์ แววคล้ายหงษ์
ฉบับที่ 6631 ข่าวสดรายวัน

ประวัติ หลวงพ่อโต วัดบุปผาราม จ.ตราด
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2195 "หลวงเมือง" คหบดีชาวบ้านเกาะกันเกรา ต.วังกระแจะ อ.เมือง จ.ตราด ได้เป็นผู้ร่วมมือกับ ชาวบ้านสร้าง "วัดบุปผาราม" บริเวณเชิงเนินที่สวยงาม โดยชาวบ้านเล่าสืบกันมาว่าเมื่อก่อนนี้ในหมู่บ้านและบริเวณวัดมีพันธุ์ไม้ ดอกไม้ผลนานาชนิด ออกดอกออกผลตามฤดูกาล ล้วนมีสีสันสวยงาม ส่งกลิ่นหอมกระจายไปทั่ว โดยเฉพาะในบริเวณวัดยังมีพันธ์ไม้ที่ใช้ทำยาไทย และใช้ปรุงน้ำอบน้หอมขึ้นอยู่เป็นอันมาก

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ก่อนที่จะสร้างวัดนี้ขึ้นมาได้มีการสำรวจหาที่ก่อตั้งวัดคณะสำรวจได้มาถึง บริเวณแห่งนี้ได้กลิ่นดอกไม้ หอมหวนตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ แต่หาต้นไม้ที่มาของกลิ่นไม่พบ จึงมีความเห็นร่วมกันว่า คงเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะ สร้างวัดตรงบริเวณนี้ หลังจากสร้างแล้วจึงตั้งชื่อ วัดบุปผาราม หมายถึงวัดสวนดอกไม้ เป็นต้นมา

ทั้งนี้ในทะเบียนกรมการศาสนาได้ตรวจพบหลักฐานว่า วัดบุปผาราม สร้างในปี 2195 สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.2172-2199) และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ.2225 ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2199-2231)

หลักฐานด้านโบราณคดีที่มีปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุที่เป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยา มีพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ พระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย และภาชนะประเภทเครื่องเบญจรงค์ ที่เป็นศิลปะสมัย อยุธยาตอนปลาย มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 22-23

โบราณสถานและโบราณวัตถุที่เป็นศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 24-25 เจดีย์ทรงปรางค์ที่เป็นโบราณสถานที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของวัดบุปผาราม เป็นศิลปกรรมที่นิยมสร้างมากในสมัยรัตนโกสินทร์ ทั้งนี้เป็นเพราะได้รับการบูรณะเปลี่ยนเปลง รูปแบบเดิมจึงเปลี่ยนไปโดยเจดีย์ทรงปรางค์ เป็นเจดีย์ย่อมมุมไม้สิบสองขนาดเล็ก มียอดปรางค์ ตั้งอยู่ด้านหลังของวิหารพระพุทธไสยาสน์

และวิหารพระพุทธไสยาสน์ (วิหารพระนอน) เป็นวิหารก่อด้วยศิลาแลงถือปูน ขนาดกว้าง 3.85 เมตร ยาว 8.95 เมตร หลังคาชั้นเดียวมีพาไลด้านหน้า หน้าบันและซุ้มหน้าต่างประเด็บด้วยเครื่องถ้วยจีนและเครื่องถ้วยยุโรป ฝาผนังและเพดานด้านในมีภาพจิตรกรรมเขียนสีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เพดานเขียนภาพลายดอกไม้ ลายสัตว์ มีนก กวาง มังกรคู่ และอักษรจีน ผนังด้านหลัง พระพุทธรูปเขียนลายนก และลายดอกไม้

ส่วนผนังอีก 3 ด้านเขียน ลายดอกไม้ มีประตูทางเข้าด้านทิศตะวันตก พระพุทธไสยาสน์ หันพระเศียรไปทางทิศตะวันออก โดยหันพระพักตร์ ไปทางเหนือ วิหารหลังนี้บูรณะใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2533

สำหรับพระประธานในอุโบสถ พระครูสุวรรณสารวิบูล เจ้าอาวาสวัดบุปผารามองค์ปัจจุบัน อธิบายถึงประวัติ ความเป็นมาว่า พระประธานในอุโบสถหลังนี้ชื่อ "หลวงพ่อโต" ซึ่งประวัติความเป็นมาโดยละเอียดนั้นไม่มีหลักฐาน ระบุชัดเจน แต่สร้างสมัยเดียวกันหลวงพ่อโตที่วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร ต.ยกกระบัตร อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

โดยหลวงพ่อโต วัดบุปผาราม ก่อสร้างในสมัยพระพุทธรูปสมัยอยุธยา เนื้อจะเป็นทรายแดงฉาบปูน ปางมารวิชัย รูปพระพักตร์มีรอยยิ้มละไม มีขนาดใหญ่กว่า "หลวงพ่อโต" ที่วัดหลักสี่ราษฎรสโมสรเล็กน้อย แต่มีลักษณะพิเศษก็คือ ที่นิ้วหัวแม่เท้าด้านขวาจะมี "เล็บ" เป็นเนื้อสีขาวขุ่น ขณะที่ หลวงพ่อโต วัดหลักสี่ราษฎรสโมสรไม่มี

พระสุวรรณสารวิบูล กล่าวว่า หลวงพ่อโตองค์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์และเป้ฯที่เชื่อถือของชาวเมืองตราดมาช้า นาน ในยุคนั้น ประชาชนเดินทางมากราบไหว้จำนวนมากเพื่อขอพรและขอโชคลาภ

แต่ปัจจุบันโบสถ์และวิหารได้รับการ จดทะเบียนโบราณสถานและโบราณวัตถุอันล้ำค่า จึงไม่ค่อยมีประชาชนเข้ามาสักการะมากนัก เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับความเสียหาย และถูกโจรกรรมจากกลุ่มมิจฉาชีพ

ทั้งนี้ หลวงพ่อโต วัดบุปผาราม เป็นที่รู้จักในความศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับพระพุทธชินราช จ.พิษณุโลก, หลวงพ่อพระพุทธโสธร จ.ฉะเชิงเทรา, หลวงพ่อวัดไร่ขิง จ.นครปฐม, หลวงพ่อโต วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร จ.สมุรสาคร, หลวงพ่อวัดบ้านแหลม จ.สมุทรสาคร, หลวงพ่อวัดเขาตะเครา จ.เพชรบุรี หลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตร กรุงเทพฯ, หลวงพ่อพระพุทธชนะมาร วัดธรรมบันดาล จ.นครราชสีมา

พระพุทธรูป ที่กล่าวถึงนี้ล้วนทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์มาช้านาน หลวงพ่อโต วัดบุปผาราม ในบรรดาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏบุญญฤทธิ์ เป็นที่พึงทางใจของชาวพุทธไม่เสื่อมคลาย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:22] #685265 (35/164)


(D)


หลวงพ่อทองสัมฤทธิ์ วัดสำปะซิว

ประวัติ หลวงพ่อทองสัมฤทธิ์ วัดสำปะซิว จ.สุพรรณบุรี
หลวงพ่อทองสัมฤทธิ์ วัดสำปะซิว "วัดสำปะซิว" สร้างเมื่อ พ.ศ.๑๘๕๗ ยุคสมัยประวัติศาสตร์ หลวงพ่อทองสัมฤทธิ์ สันนิษฐานว่าอยู่ในสมัยทราวดี อายุกว่า ๑,๐๐๐ ปี

วัดสำปะซิว สร้างเมื่อ พ.ศ.๑๘๕๗ ยุคสมัยประวัติศาสตร์ (อยุธยาตอนต้น) ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.๑๘๖๐ ตามประวัติตำนานที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานต่อๆ กันมาว่า เดิมสถานที่แห่งนี้เป็นวัดร้าง ต่อมากองทัพไทยในองค์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้มาหยุดพักทัพเพื่อตรวจสอบบัญชีจำนวนทหารในกองทัพว่ามีจำนวนทหารที่สูญหาย จากการทำศึกเท่าใด และมีจำนวนทหารเหลืออยู่เท่าใด ในสมัยนั้นเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า สางบัญชี

ต่อมาได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดร้างแห่งนี้ขึ้น จึงตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า วัดสางบัญชี เนื่องจากสาเหตุอันใดไม่ทราบ ได้ทำให้การเรียกชื่อวัดแห่งนี้ผิดเพี้ยนไปจากเดิม จากชื่อว่า วัดสางบัญชี เป็น วัดสำปะซิว มาจนถึงทุกวันนี้

ในอดีตได้มีการขุดพบพระบูชาศิลปะลพบุรีอยู่หลายครั้ง ทางทิศใต้ใกล้ๆ กับวัดสำปะซิว ต่อมาภายหลัง นายดี ซึ่งมีบ้านเรือนอยู่ทางเหนือของวัดสำปะซิว ขุดที่ดินในบริเวณริมรั้วบ้าน ก็ได้พบ พระเครื่องเนื้อดินเผา ขึ้นมาจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังพบ พระซุ้มนครโกษา และ พระนารายณ์ทรงปืน อีกด้วย ซึ่งศิลปะพิมพ์ทรงคล้ายกับพระที่พบทาง จ.ลพบุรี

สาเหตุที่เรียกกันว่า พระกรุวัดสำปะซิว นั้น เพราะเมื่อมีผู้ถามว่าเป็นพระที่ไหน ชาวบ้านก็มักจะตอบว่า พระสำปะซิว ก็เลยเรียกกันมาติดปากว่า พระกรุวัดสำปะซิว เนื่องจากใกล้เคียงบริเวณนั้นมี วัดสำปะซิว ตั้งอยู่

จากการสังเกตดูการขุดพบพระ มักจะพบตามบริเวณพื้นดิน ไม่ปรากฏเจดีย์ หรือโบราณสถานอื่นใดเลย ซึ่งอาจจะผุพังเสียหายไปนานแล้ว สันนิษฐานว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นที่ชุมชนมาตั้งแต่สมัยลพบุรี เพราะพบพระบูชาเป็นสมัยลพบุรีแทบทั้งสิ้น

ต่อมาก็พบ พระเครื่องท่ามะปราง และ พระซุ้มนครโกษา อีก ซึ่งอายุของพระเครื่องก็น่าจะอยู่ในราวสมัยสุโขทัยตอนปลาย

อย่างไรก็ตามในจำนวนพระพุทธรูปที่ขุดพบทั้งหมด มีอยู่องค์หนึ่งที่ไม่ตกไปอยู่ในมือของนักค้าวัตถุมงคล แต่หากยังถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดเป็นอย่างดีคือ หลวงพ่อทองสัมฤทธิ์ ได้ถูกค้นพบเมื่อพ.ศ.๒๔๙๕ ปีมะโรง โดย นายส่ง สุจินตวงษ์ นำมาถวายวัดสำปะซิว โดยมี พระครูสุวรรณคุณสาร (หลวงพ่อเต๋ย) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในยุคนั้น

ครั้งนั้นเป็นที่แตกตื่นฮือฮากันอย่างมาก แก่ผู้ที่รู้ข่าว และได้มาพบเห็นพากันมาบูชาสักการะจำนวนมาก คนเก่าคนแก่ในครั้งนั้นเล่าให้ฟังว่า

"ใครมากราบไหว้บูชาขอปรารถนาในสิ่งใด สำเร็จในสิ่งนั้น สมดังชื่อหลวงพ่อทองสัมฤทธิ์ ซึ่งมีความหมายแปลว่า สำเร็จ สมหวัง สมปรารถนา"

หลวงพ่อทองสัมฤทธิ์ สันนิษฐานว่าอยู่ในสมัยทราวดี อายุกว่า ๑,๐๐๐ ปี หล่อด้วยนวโลหะเนื้อทองสัมฤทธิ์โบราณ ประกอบด้วยทองมงคล ๙ ประการ

ครั้นโบราณกาล ถือธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ เมื่อจะหล่อพระพุทธรูปครั้งใด ต้องประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ ถือเป็นประเพณีของพระราชามหากษัตริย์ จะเป็นผู้นำสร้าง ซึ่งประชาชนคนธรรมดาไม่สามารถกระทำได้เอง เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่ยิ่งใหญ่

ใครที่ได้เข้ามาสักการะหลวงพ่อทองสัมฤทธิ์ มักพูดทำนองเสียงเดียวกันว่า เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ มีความงดงามแบบโบราณบรรพกาล ยิ่งด้วยกว่านั้นเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะปางพุทธรูปที่พิเศษแปลก อัศจรรย์กว่าพระพุทธรูปปางใดๆ ในสยามประเทศ ซึ่งมีให้เห็นไม่ปรากฏบ่อยนัก ที่จะมีพระพุทธรูปปางเช่นนี้ ด้วยว่าลักษณะของหลวงพ่อทองสัมฤทธิ์นั่งอย่างสง่างามบนฐานแท่นบัลลังก์บัว คว่ำบัวหงาย ขัดสมาธิเพชร พระบาทซ้อนพระบาท ซึ่งหมายถึงลักษณะอันงดงาม มั่นคง แข็งแกร่ง ดุจดังเพชร ในขณะที่พระกรขวายกขึ้น พระหัตถ์ขวาแผ่ประทานพร พระกรซ้ายยกขึ้น พระหัตถ์ซ้ายแผ่ให้พรมงคล

ด้วยพุทธลักษณะที่งดงามและมีอายุเก่าแก่ในสมัยที่ หลวงพ่อเต๋ย มีชีวิตอยู่นั้น มีนักค้าวัตถุมงคลติดต่อขอเช่าในราคาสูงถึง ๑๖ ล้านบาท แต่หลวงพ่อไม่ให้

จากนั้นอีกประมาณ ๑ สัปดาห์ ปรากฏว่า มีคนร้ายใช้ความพยายามมาโจรกรรม โดยวางยานอนนหลับพระทั้งวัด แต่ด้วยความศักด์สิทธิ์ของหลวงพ่อทองสัมฤทธิ์ ทำให้โจรไม่สามารถเคลื่อนย้ายพระได้ จากนั้นคณะกรรมการวัดได้สร้างกรงปิดไว้ และจะเปิดให้พุทธศาสนิกชนกราบไหว้ขอพรได้เฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญๆ เท่าน้น

พระมหาอนันต์ กุสลาลงกาโร เป็นเจ้าอาวาสบอกว่า ในช่วง เทศกาลตรุษจีน ปีนี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบ ๕๐ กว่าปี ที่จะเปิดให้สาธุชนได้ชมพระบารมี และสักการบูชา ขอพร หลวงพ่อทองสัมฤทธิ์ สัทธิการิยะปุคคละ บุคคลใดชายก็ดี หญิงก็ตาม สาธุชนทั้งปวง มีโอกาสมาสักการบูชากราบไหว้ จักเป็นมงคลแก่ตัว เป็นบุญ เป็นวาสนา เป็นบารมี เป็นมหาโชค มหาลาภ อันยิ่งใหญ่ไพศาล สุดจะพรรณนา เพราะเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองอีกองค์หนึ่งของเมืองสุวรรณภูมิ แห่งลุ่มแม่น้ำท่าจีน วัดสำปะซิว

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:23] #685266 (36/164)


(D)
หลวงพ่อโต วัดนาทวี

"หลวงพ่อโต" วัดนาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา เป็นพระพุทธรูปโบราณศิลปะอยุธยา หลวงพ่อโต วัดนาทวี มีความเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และมีปาฏิหาริย์จริง

คอลัมน์ ไหว้พระประธาน 76 จังหวัด

ประวัติ หลวงพ่อโต วัดนาทวี

"หลวงพ่อโต" วัดนาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา เป็นพระพุทธรูปโบราณศิลปะอยุธยา มีหน้าตักกว้าง 2.20 เมตร ทำจากปูนปั้นโดยช่างท้องถิ่นและชาวบ้าน ร่วมกันจัดสร้าง

ถือว่าเป็นปูชนียวัตถุ ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ มีปาฏิหาริย์และปรากฏการณ์ที่เล่ากล่าวขานเป็นตำนาน หลายอายุคนเป็นที่พึ่งทางใจและเคารพนับถือ ของประชาชนทั้งพื้นที่ และนอกพื้นที่ ในประเทศต่างประเทศให้ความนับถือศรัทธาเป็นอย่างมาก

มีความเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์จริง และปาฏิหาริย์ที่ทุกคนประสบ มีเรื่องเล่ากันมาว่า แต่เดิมชาวบ้านแถวนาทวี และใกล้เคียง เมื่อมีของหายหรือถูกโจรลักวัวลักควาย ต่างก็เดินทางมากราบไหว้บนบาน อธิษฐานกับหลวงพ่อโต พระประธานของวัดนาทวี ขอให้ได้ของคืน เช่น วัวควายและของมีค่า ส่วนมากจะได้คืนกลับมาเป็นอัศจรรย์และความสมปรารถนา

แม้แต่ในปัจจุบันทุกคนมีความเชื่อว่าเมื่อแต่งงานกันแล้ว ไม่มีบุตรไม่มีธิดา โดยเฉพาะชายหญิง ทั้งๆ ที่ร่างกายไม่ได้บกพร่อง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน ทุกคนมีความเชื่อกันว่า เมื่อเดินทางไปจุดธูปจุดเทียนบูชาหลวงพ่อโต และอธิษฐานขอลูกกับหลวงพ่อโตแล้วทุกคน ก็จะได้สมปรารถนา และหลายคนก็มีความเชื่อกันอีกว่า ชีวิตนี้ ชาตินี้ได้เป็นพ่อแม่ ลูก และญาติสนิทคนที่รักปรารถนาดีให้ความรัก เกื้อหนุน จุนเจือ อุปถัมภ์ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ชีวิตนี้ ชาตินี้มีอันต้องจากไป ถ้าชาติหน้ามีจริงขอให้เกิดมาประสบพบเจอและเป็นญาติพี่น้องคนที่เคารพนับถือ ซึ่งมีความห่วงใยซึ่งกันและกัน และขอให้สมความปรารถนาในคำอธิษฐานนั้น ทุกคนก็เดินทางมาเป็นจำนวนมากทั้งใกล้และไกล ในประเทศและต่างประเทศ หลายเชื้อชาติศาสนามาอธิษฐานขอพรกับหลวงพ่อโต พระประธานวัดนาทวี ขอให้สัมฤทธิผลในชาติหน้าและชาตินี้

สำหรับพระอุโบสถเป็นทรงโบราณ เก่าแก่ หลังคาทรงไทยแบบปักษ์ใต้ เปิดโล่งทั้ง 3 ด้าน มีความเชื่อกันว่ารับพลังจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 ภพ เช่น สวรรค์ มนุษย์ บาดาล ซึ่งมีหลวงพ่อโต พระประธานภายในโบสถ์ เป็นประธานของจักรวาล มีความกว้าง 10 เมตร ยาว 13 เมตร สันิษฐานจากคำบอกเล่าของคนเก่าคนแก่ว่า สร้างเมื่อปี พ.ศ.2442 โดยพระอธิการซ้าย ธัมมโชโต เจ้าอาวาสรูปที่ 2 รวมอายุประมาณ 109 ปี และศรัทธาจากชาวบ้านนาทวีและบ้านใกล้เคียงร่วมกันสร้าง เพื่อเป็นถาวรวัตถุ สืบทอดพระพุทธศาสนา

วัดนาทวี สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม บนที่ดินของนายยอดทอง ซึ่งมีตำแหน่งหัวเมือง หรือนายอำเภอ มีพระสัน สันตจิตโต จากวัดนาหว้า เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก และเนื่องจากพื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบริมคลองนาทวี เกิดน้ำท่วมทุกปี

แต่สิ่งที่สร้างความมหัศจรรย์ใจให้กับชาวบ้านและหมู่บ้านข้างเคียงมาตลอดคือ เมื่อเกิดน้ำท่วมถึงพื้นพระอุโบสถ แต่ไม่ถึงฐานพระประธานแม้แต่ครั้งเดียวและเมื่อดูน้ำในคลองก็พบว่าน้ำมี ระดับสูงกว่าฐานองค์หลวงพ่อโต

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนที่ได้ทราบได้รู้ได้เห็นจากคำบอกเล่าต่อๆกัน มา ยิ่งเพิ่มความศรัทธากับหลวงพ่อโต พระประธานวัดนาทวี ทวีคูณยิ่งขึ้นเป็นอย่างมาก และยังเป็นที่พึ่งทางกายทางใจ กับบุคคลที่ตกทุกข์ได้ยาก และทำการสิ่งใดไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต เข้ามาภายในโบสถ์วัดนาทวีได้กราบไหว้พระประธานแล้วทุกคนกลับก็ประสบพบแต่ สิ่งที่ดีๆ อุดมพรั่งพร้อมไปด้วย ลาภผลพูนทวี มั่งมีศรีสุข ตลอดกาล

ของศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดนาทวี มีอีกอย่างหนึ่งคือ แหวนพุทธดำรง เป็นกำไลหยกโบราณซึ่งขุดพบที่ท้องนา อำเภอนาทวี คนขุดพบก็ได้นำมาถวายให้กับวัดนาทวี

ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันวัดนาทวีได้นำแหวนพุทธดำรงมาประกอบพิธีกรรมแช่ น้ำพุทธมนต์ แล้วนำมานาบตามส่วนของร่างกายที่เจ็บไข้ได้ป่วย เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคภายในที่ไม่สามารถล่วงรู้ได้ ก็มีอภินิหารหลายจากโรคร้ายได้ ปัจจุบันมีประชาชนเดินทางไปที่วัดนาทวีเพื่ออธิษฐานขอให้แหวนพุทธดำรง มานาบตามร่างกายที่เจ็บไข้ได้ป่วยวันละหลายร้อยคน

พระครูสุวัฒนาภรณ์ (อาจารย์ภัตร อริโย) เจ้าอาวาสวัดนาทวี ต.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา เป็นพระนักพัฒนา ช่วยเหลือสังคมการศึกษามอบทุนกับโรงเรียนต่างๆ ทุกปีและยังเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ได้ศึกษาจากครูบา อาจารย์ตำราโบราณ ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก และแนะนำวิธีการดำเนินชีวิตในด้านธุรกิจและสังคม

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:23] #685267 (37/164)


(D)
พระเสริม วัดปทุมวนาราม

คอลัมน์ ไหว้พระประธาน 76 จังหวัด

ประวัติพระเสริม วัดปทุมวนาราม
พระเสริม เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านช้าง หน้าตักกว้าง 2 ศอก 1 นิ้ว สร้างขึ้นพร้อมกับพระสุก พระใส พระเสริม วัดปทุมวนาราม เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย พระเสริมเป็นพระพุทธรูปประจำพระธิดาองค์พี่ "พระเสริม"ถือเป็นพระพุทธรูป 3 พี่น้องแห่งกรุงศรีสัตนา คนหุต

ถือเป็นพระพุทธรูป 3 พี่น้องแห่งกรุงศรีสัตนา คนหุต หล่อขึ้นจากทองสีสุก (โลหะสำริดที่มีทองคำเป็นส่วนผสมหลัก) เมื่อราวปี พ.ศ.2109 โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ล้านช้าง พร้อมด้วยพระธิดา 3 พระองค์ ทรงพระนามว่า พระธิดาเสริม พระธิดาสุก และพระธิดาใส โปรดให้ช่างลาวล้านช้างหล่อพระพุทธรูปประจำพระองค์ เพื่อความเป็นสิริมงคลมีขนาดลดหลั่นกันตามลำดับ

ในพิธีการหล่อพระ พุทธรูปทั้ง 3 องค์ พระภิกษุและฆราวาสช่วยกันสูบเตาหลอมทองอยู่ตลอดถึง 7 วัน แต่ทองยังไม่ละลาย พอถึงวันที่ 8 มีเพียงพระภิกษุสูงอายุรูปหนึ่งกับสามเณรรูปหนึ่งสูบเตาอยู่ ปรากฏมีชีปะขาวคนหนึ่งมาอาสาสูบเตาแทนพระและเณร

แต่วันนั้น ญาติโยมต่างเห็นบรรดาชีปะขาวสูบเตาอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อพระภิกษุและสามเณรฉันเพลเสร็จแล้วก็จะไปสูบเตาต่อ ปรากฏว่าได้มีผู้เททองลงเบ้าทั้ง 3 จนเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่เห็นชีปะขาวอยู่แม้แต่คนเดียว

การหล่อพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ สำเร็จลงด้วยดีอย่างน่าอัศจรรย์

พระ ธิดาเสริม สุก และใส ต่างถวายนามของตนเป็นนามของพระพุทธรูป ได้แก่ พระเสริมเป็นพระพุทธรูปประจำพระธิดาองค์พี่ พระสุกเป็นพระพุทธรูปประจำพระธิดาองค์กลาง และพระใสเป็นพระพุทธรูปประจำพระธิดาองค์สุดท้อง

สมเด็จกรมพระยาดำรง ราชานุภาพ ทรงลงความเห็นเกี่ยวกับพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์นี้ว่า พระเสริม พระสุก พระใส เป็นพระพุทธรูปลาวล้านช้างที่งดงามยิ่งกว่าพระพุทธรูปองค์อื่นๆ และทรงสันนิษฐานเรื่องการสร้างเป็น 2 ประการ คือ อาจจะเป็นพระพุทธรูปที่สร้างจากเมืองหนึ่งเมืองใดทางตะวันออกของอาณาจักร ล้านช้างและต่อมาตกอยู่ในเขตล้านช้าง หรืออาจสร้างขึ้นในเขตล้านช้างโดยฝีมือช่างลาวพุงขาวในยุคนั้น

ในรัช สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ครั้งเจ้าอนุวงศ์ เจ้าผู้ครองอาณาจักรล้านช้างก่อกบฏ พระองค์ทรงโปรดให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพเป็นแม่ทัพยกทัพไปปราบ และได้ตั้งค่ายทหารที่เมืองพานพร้าว

ทหารไทยเข้าตีเมืองเวียงจันทน์ จนเจ้าอนุวงศ์หนีไปจากเวียงจันทน์

ใน ครั้งนั้นได้อัญเชิญพระพุทธรูปที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาจากเมืองเวียงจันทน์ หลายองค์ ได้แก่ พระแซกคำ พระฉันสมอ พระเสริม พระสุก พระใส พระแก่นจันทน์ พระเงินหล่อ พระเงินบุ พระสรงน้ำ มาเก็บรักษาไว้ที่เมืองพานพร้าว และได้มีการสร้างพระเจดีย์เพื่อประดิษฐานจารึกพระนาม พระเจดีย์ปราบเวียง ต่อมาเจ้าอนุวงศ์ได้ร่วมกับพวกญวนเข้ายึดเมืองเวียงจันทน์คืนและตีค่ายพานพ ร้าว ทหารฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ได้รื้อพระเจดีย์ปราบเวียง และนำพระพุทธรูปที่บรรจุอยู่ทั้งหมดกลับเวียงจันทน์

ในที่สุด ทหารไทยเข้ายึดค่ายพานพร้าวคืนและตีเมืองเวียงจันทน์ ทำลายเมืองเวียงจันทน์ กำแพงเมือง ป้อมเมือง และหอคำ จนกลายเป็นทะเลเพลิง เหลือไว้แต่วัดสีสะเกด รวมทั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองบางแห่ง และได้มีการนำพระพุทธรูปจำนวนหนึ่งข้ามกลับมาฝั่งไทย

ส่วนการ อัญเชิญพระเสริม พระสุก พระใส จากเมืองเวียงจันทน์ มีเรื่องเล่าเป็นตำนานต่อกันมาว่าพบพระพุทธรูปในถ้ำแห่งหนึ่งบนภูเขาควาย เนื่องจากชาวเมืองได้นำไปซ่อนไว้เพื่อหนีภัยสงคราม จึงนำขึ้นประดิษฐานบนแพไม้ไผ่อัญเชิญมาทางลำน้ำงึมออกลำน้ำโขง

เมื่อ ถึงบริเวณปากน้ำงึมเฉียงกับบ้านหนองกุ้งเมืองหนองคาย (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอโพนพิสัย) เกิดพายุฝนตกหนักแพที่ประดิษ ฐานพระสุกแตก ส่งผลให้พระสุกจมหายไปในกระแสน้ำ ส่วนพระเสริมและพระใสได้อัญเชิญมาถึงเมืองหนองคายอย่างปลอดภัย

พระเสริมนั้นประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย ส่วนพระใสประดิษฐานอยู่ที่วัดหอก่อง (วัดประดิษฐ์ธรรมคุณ)

ต่อ มา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอุปราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์สมัยนั้น พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะอัญเชิญพระเสริมมาประดิษฐานยังพระบวรราชวัง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขุนวรธานีและข้าหลวง (เหม็น) ไปอัญเชิญพระเสริมและพระใสมายังพระนคร

เมื่อ ครั้งอัญเชิญพระเสริมและพระใสมายังพระนครนั้น กล่าวกันว่าพระใสแสดงปาฏิหาริย์ เกวียนที่ประดิษฐานพระใสหักลงตรงหน้าวัดโพธิ์ชัย ซ่อมก็หักอีก วัวลากเกวียนไม่ยอมเดิน ทั้งเชิญและบวงสรวงก็ไม่เป็นผล สุดท้ายทหารจึงอัญเชิญพระใสประดิษฐานที่วัดโพธิ์ชัยแทน

ส่วนพระ เสริม อัญเชิญไปกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งที่มีการแห่พระเสริมจากหนองคาย เข้าเขตพระนครในยุคนั้น ชาวลาวล้านช้างที่ถูกต้อนมาอยู่ในกรุงรัตนโกสินทร์ต่างได้ทำริ้วขบวนแห่ต้อน รับ จัดทำพานบายศรีและเครื่องบูชาเพื่อบูชาพระเสริม

ต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.2408 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้อัญเชิญพระเสริมจากพระบวรราชวัง ไปประดิษฐานยังพระวิหารวัดปทุมวนาราม ตราบจนถึงทุกวันนี้

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:24] #685268 (38/164)


(D)
หลวงพ่อสัมฤทธิ์ วัดไผ่เงินโชตนาราม

ประวัติ หลวงพ่อสัมฤทธิ์ วัดไผ่เงินโชตนาราม
คอลัมน์ ไหว้พระประธาน 76 จังหวัด

หลวงพ่อสัมฤทธิ์ เป็น พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัสดุสำริด ลง รักปิดทอง หน้าตักกว้าง 2.2 เมตร ศิลปะสมัยสุโขทัย เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดพระยาไกร เช่นเดียวกับพระสุโขทัยไตรมิตร

หลวงพ่อสัมฤทธิ์ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ ส่วนพระสุโขทัยไตรมิตร ประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร เชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากสุโขทัยทั้งสององค์

หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ หัวหน้ากองพิพิธภัณฑ์และโบราณวัตถุ กระทรวงธรรมการในขณะนั้น ได้ทำการสืบประวัติหลวงพ่อสัมฤทธิ์ ทราบแต่เพียงว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยตอนปลายต่ออยุธยา

ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระยาโชฏิกราช (เจ้าสัวบุญมา) ข้าหลวงเดิมของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผู้ปฏิสังขรณ์วัดพระยาไกร เสร็จแล้วจึงน้อมฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง สถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงนามว่า "วัดโชตนาราม" ได้อัญเชิญหลวงพ่อสัมฤทธิ์ มาประดิษฐานไว้ในอุโบสถ

ต่อมาเมื่อพุทธศักราช 2482 บ้านเมืองในตอนนั้นได้มีการเวนคืนที่ดินบริเวณคลองเตย เพื่อสร้างท่าเรือคลองเตย ในการนั้น มีวัดที่จะต้องถูกรื้อถอนยุบไปหลายวัด หนึ่งในนั้นคือวัดเงินที่ต้องถูกรื้อถอน โดยทางการได้ให้วัดเงินกับวัดไผ่ล้อมเดิม มารวมกันเป็นวัดไผ่เงินโชตนาราม ท่านพระมงคลสุธีได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอา วาสในพุทธศักราช 2483 ประจวบกับมีเหตุการณ์ที่กรมการศาสนามีนโยบายแจกจ่ายพระพุทธรูปที่ตกค้างอยู่ ที่วัดพระยาไกร ซึ่งเป็นวัดร้างอยู่เป็นพุทธบรรณาการ

เมื่อสมเด็จพระวันรัตน์ (เฮง เขมจารี) อดีตเจ้าคณะแขวงล่างและสมเด็จพระวันรัตน์ องค์สังฆนายก มีเถระบัญชาให้คณะกรรมการวัดสามจีนไปอัญเชิญพระพุทธปฏิมาปูนปั้นที่วัดไผ่ เงินโชตนาราม (พระยาไกร) ซึ่งขณะนั้นเป็นวัดร้าง มีพระพุทธปฏิมาปูนปั้นสององค์ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถองค์หนึ่งและอยู่ในพระวิหารอีกองค์หนึ่ง เชื่อกันว่าเป็นพระพุทธปฏิมาที่อัญเชิญมาจากอยุธยาทั้งสององค์

พระมงคลสุธี (สี ยโสธโร) เจ้าอาวาสวัดไผ่เงินโชตนาราม กรุงเทพฯ ได้อัญเชิญพระพุทธปฏิมาในพระอุโบสถมาประดิษฐานที่วัดไผ่เงินโชตนาราม

พระมงคลสุธี ได้เลือกองค์"หลวงพ่อสัมฤทธิ์"ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ชำรุด ขณะที่องค์พระพุทธปฏิมาหลวงพ่อสุโขทัยไตรมิตรที่ถูกปูนหุ้มอยู่มีรอยร้าวจาก ไหล่ถึงเอวไปถึงรากฐานเป็นร่องเล็กๆ มองเห็นเนื้อสัมฤทธิ์สีเขียวๆ ที่ยังประดิษฐานอยู่

เมื่อพระพุทธปฏิมาหลวงพ่อสัมฤทธิ์ได้มา ประดิษฐานที่วัดไผ่เงินโชตนารามแล้ว กองพิพิธภัณฑ์และโบราณวัตถุ กระทรวงธรรมการได้สืบประวัติของพระพุทธรูปองค์นี้ ทราบเพียงแต่ว่าเป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยสุโขทัยตอนปลายต่อสมัยอยุธยาและได้ ขนานนามให้ว่า "หลวงพ่อสัมฤทธิ์" ด้วยเป็นพระพุทธปฏิมาที่หล่อด้วยสำริดและเป็นสำริดแก่เงินจัด ปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง 4 ศอกเศษ

มีการปิดทองหลวงพ่อสัมฤทธิ์ทั้งองค์ อีกครั้งในช่วงฉลองกรุงรัตนโกสินทร์สองร้อยปี พ.ศ.2525 หลวงพ่อสัมฤทธิ์เป็นที่เคารพกราบไหว้ของประชาชนในย่านนั้น เจ้าอาวาสกล่าวว่า ท่านสามารถสร้างวัดไผ่เงินฯ ขึ้นมาได้ก็ด้วยบารมีของหลวงพ่อสัมฤทธิ์

ด้วยเหตุนี้จึงประดิษฐาน หลวงพ่อสัมฤทธิ์ วัดไผ่เงินโชตนาราม ไว้ในพระวิหารแทนที่จะเป็นพระอุโบสถ เพื่อสะดวกแก่ประชาชนที่ต้องการเข้ามากราบไหว้บูชา

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:25] #685269 (39/164)


(D)
พระพุทธมหามณีรัตน์ปฏิมากร (พระแก้วมรกต)

พระแก้วมรกต


ประวัติพระพุทธมหามณีรัตน์ปฏิมากร (พระแก้วมรกต)
พระแก้วมรกต กับตำนานความเป็นมาของ พระแก้วมรกต คู่บ้านคู่เมือง
พระพุทธมหามณีรัตน์ปฏิมากร (พระแก้วมรกต) วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตามประวัติกล่าวว่า พระพุทธมหามณีรัตน์ปฏิมากร (พระแก้วมรกต)พระองค์นี้ เทวดาสร้างถวายพระอรหันต์องค์หนึ่ง มีนามว่า พระนาคเสนเถระ แห่งเมืองปาตลีบุตร ในอินเดีย พระนาคเสน ได้อธิษฐานอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุ ของสมเด็จพระสัมมนาสัมพุทธเจ้า ให้ประดิษฐานอยู่ในองค์พระแก้วมรกต ๗ พระองค์ คือ ในพระโมฬี พระนลาฏ พระอุระ พระอังสาทั้ง ๒ ข้าง พระชานุทั้ง ๒ ข้าง ต่อมาพระแก้วมรกตได้ตกไปอยู่ที่เมืองลังกา เมืองกัมโพชา เมืองศรีอยุธยา เมืองละโว้ เมืองกำแพงเพชร และเมืองเชียงราย ตามลำดับ เจ้าเมืองเชียงรายได้เอาปูนทาแล้วลงรักปิดทอง นำไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ที่เมืองเชียงราย เพื่อซ่อนเร้นจากศัตรู

เมื่อ พ.ศ. ๑๙๗๙ เกิดฟ้าผ่าที่องค์เจดีย์ ชาวเมืองได้เห็นพระพุทธรูปปิดทองปรากฎอยู่ คิดว่าเป็นพระพุทธรูปศิลาทั่วไป จึงได้อัญเชิญไปไว้ในวิหารในวัดแห่งหนึ่ง ต่อมาปูนที่ลงรักปิดทองได้กะเทาะออกที่ปลายพระนาสิก เห็นเป็นเนื้อแก้วสีเขียว จึงได้แกะปูนออกทั้งองค์ จึงพบว่าเป็นพระพุทธรูปแก้วทึบทั้งองค์(พระแก้วมรกต) ผู้คนจึงพากันไปนมัสการ พระเจ้าสามฝั่งแกน เจ้าเมืองเชียงใหม่ จึงจัดกระบวนไปอัญเชิญพระแก้วมรกตมาเชียงใหม่ แต่ช้างที่ใช้อัญเชิญได้หันเหไปทางลำปางถึงสามครั้ง จึงต้องยอมให้อัญเชิญ"พระแก้วมรกต"ไปประดิษฐานที่ นครลำปางถึง ๓๒ ปี ที่วัดพระแก้ว ยังปรากฎอยู่ถึงปัจจุบันนี้

เมื่อ พ.ศ. ๒๐๑๑ พระเจ้าติโลกราชครองเมืองเชียงใหม่ ได้อัญเชิญพระแก้วมรกต มาประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่ เป็นเวลา ๘๔ ปี ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๔ พระเจ้าไชยเชษฐา โอรสพระเจ้าโพธิสาร ซึ่งเป็นพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ได้ครองเมืองเชียงใหม่ต่อจากพระอัยกา ครั้นเมื่อพระเจ้าโพธิสารทิวงคต ทางกรุงศรีสัตนาคนหุต จึงเชิญพระเจ้าไชยเชษฐา กลับไปเมืองหลวงพระบาง จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปด้วย เมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๕ และได้ประดิษฐานอยู่ที่เมืองหลวงพระบาง ๑๒ ปี ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๗ ได้ย้ายราชธานีไปอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปด้วย พระแก้วมรกต จึงได้ประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์อีก ๒๑๔ ปี...

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:26] #685270 (40/164)


(D)
พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก

ประวัติพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก พระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปสำคัญของคนไทย พระพุทธชินราช องค์ที่ประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลกนั้น เป็นที่ รู้กันว่ามีความสำคัญมากองค์หนึ่ง และถูกยกย่องว่า “งาม” ที่สุดในบรรดาพุทธรูปทั้งหลายในเมืองไทย
พระพุทธชินราช ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารใหญ่ด้านทิศตะวันตกของวัด ซึ่งเป็นด้านหน้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หน้าตักกว้าง ๕ ศอก คืบ ๕ นิ้ว ผันพระพักตร์ไปทางแม่น้ำ

ประวัติการสร้าง ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในปีใด แต่ก็มีการสันนิษฐานโดยอ้างอิงตามพงศาวดารเหนือ คาดว่า"พระพุทธชินราช" น่าจะสร้างพร้อมกับพระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา ในรัชสมัย พระมหาธรรมราชาที่ 1(ลิไท) จากนั้นจึงมีการลงรักปิดทององค์พระเป็นครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และได้มีการบูรณะ ลงรักปิดทองอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 และมีการบูรณะครั้งล่าสุดในรัชกาลที่ 9 พระพุทธชินราชนี้เป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยสุโขทัย หมวดพระพุทธชินราช ลักษณะขององค์พระเส้นรอบนอกพระวรกายอ่อนช้อย พระขโนงโก่ง พระเนตรประดุจตากวาง พระนาสิกโด่ง ชายผ้าสังฆาฏิแยกเป็นเขี้ยวตะขาบ นิ้วพระหัตถ์ทั้ง 4 ยาวเสมอกัน อยู่ในลักษณะปางมารวิชัย ด้านซ้ายและขวาขององค์พระ มียักษ์ 2 ตน คอยปกปักรักษาองค์พระอยู่ อีกทั้งยังมีพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรเป็นอัครสาวกอยู่ด้วย นอกจากนี้แล้วยังมีซุ้มเรือนแก้วที่คาดว่าน่าจะสร้างในสมัยอยุธยาลักษณะเป็นรูปตัวเหรา ถือเป็นศิลปะที่สวยงามมากอย่าหนึ่ง พระพุทธชินราชประดิษฐานในวิหารลักษณะเก้าห้อง ซึ่งมีการบูรณะปฏิสังขรณ์มาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบัน ทำให้องค์พระสวยงามบริบูรณ์อย่างในปัจจุบัน และในประวัติศาสตร์ยังพบว่ากษัตริย์ในทุกๆสมัยของไทยให้ความเคารพและศรัทธาต่อองค์พระพุทธชินราชมาอย่างต่อเนื่อง ทุกๆพระองค์

พระพุทธชินราช เป็นพระพุทธรูปสำคัญ ซึ่งพระมหากษัตริย์ไทยทรงเคารพนับถือสักการะบูชา มาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังมีรายพระนามที่ปรากฎในพงศาวดาร คือ สมเด็จพระราเมศวร สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร สมเด็จพระมหาธรรมราชา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเพทราชา พระเจ้าบรมโกฐ พระเจ้ากรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี องค์ต่อ ๆ มาเกือบทุกพระองค์...

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:27] #685271 (41/164)


(D)


พระพุทธสิหิงค์ ตำนานพระพุทธสิหิงค์

ประวัติพระพุทธสิหิงค์

ประวัติพระพุทธสิหิงค์ ตำนานพระพุทธสิหิงค์ ได้มีท่านผู้เรียบเรียงไว้หลายท่าน
เรื่องตำนานหรือประวัติพระพุทธสิหิงค์ ได้มีท่านผู้เรียบเรียงไว้แล้วหลายท่าน เช่น พระโพธิรังสี ปราชญ์แห่งเมืองเชียงใหม่ ได้เขียนเป็นภาษามคธ ราว พ.ศ.๑๙๖๐ และบรรยายเรื่องราว จนมาถึง พ.ศ.๒๔๕๔ สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยา ดำรงราชานุภาพ ได้ทรงนิพนธ์ต่อจากพระโพธิรังสี มาจนถึงสมัย หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ ได้เรียบเรียงใหม่เป็นตำนานย่อ และกล่าวข้อวิจารณ์ในทางโบราณคดี

ส่วนที่ผู้เขียนได้นำกล่าวมานี้ได้อ้างถึง"ตำนานพระพุทธสิหิงค์" ของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ เขียนขึ้นเนื่องด้วยได้มีการรวบรวมข้อเท็จจริง ที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายเหล่านั้นได้ค้นคว้าแล้วมาเรียบเรียงไว้ให้เป็นตำนาน ที่อ่านง่าย เพื่อความสะดวกและเข้าใจแก่ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาทั่วไป

พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปที่กษัตริย์ลังกาได้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๗๐๐ ได้อัญเชิญเข้ามาสู่ประเทศสยาม ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ฉะนั้น จึงต้องนับว่า พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศสยามอย่างแท้จริง แต่ในเมืองไทย พระพุทธรูปที่ทรงพระนามว่าพระพุทธสิหิงค์นั้นมีอยู่ ๓ องค์ ๓ แห่ง คือ

พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ ๑ ประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธศวรรย์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร

พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ ๒ ประดิษฐานในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่

พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ ๓ ประดิษฐานในหอพระพุทธสิหิงค์ ข้างศาลากลาง จ.นครศรีธรรมราช

พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ ๑ เป็นพระพุทธรูปปางนั่งขัดสมาธิสูง ๙๖ ซม. หน้าตักกว้าง ๖๖ ซม. หล่อด้วยสัมฤทธิ์ ปิดทองคำเปลว พระสรีระได้สัดส่วนและงดงามที่สุดจะหา พระพุทธโบราณในเมืองไทยที่งดงาม และได้สัดส่วนเทียมพระพุทธสิหิงค์องค์นี้มิได้เลย ตามตำนานกล่าวว่าพระพุทธสิหิงค์ องค์นี้ศิลปะสุโขทัยประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธศวรรย์ กรุงเทพมหานคร

-----------------------------------------

พระพุทธสิหิงค์ เมืองนครศรีธรรมราช

พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ ๒ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ มีความสำคัญคู่กับพระพุทธสิหิงค์ในกรุงเทพฯ และเมืองนครศรีธรรมราช เป็นพระพุทธรูปที่งดงามมาก องค์นี้ศิลปะเชียงแสน

พระพุทธสิหิงค์ เชียงใหม่ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร หล่อด้วยสัมฤทธิ์ปิดทองคำเปลว หนักตักกว้าง ๔๐ นิ้ว ศิลปะเชียงแสนรุ่นแรก ปัจจุบันประดิษฐานในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่

พระพุทธสิหิงค์ องค์ที่ ๓ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราช มีความสำคัญคู่กับพระพุทธสิหิงค์เมืองเชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร แบบขนมต้ม มีพระพักตร์กลม อมยิ้ม พระอุระอวบอ้วน หล่อด้วยสัมฤทธ์ ปิดทอง หน้าตักกว้าง ๑๔ นิ้ว สูง ๑๖.๘ นิ้ว นับเป็นพระพุทธรูปสำคัญ คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณกาล ประดิษฐานอยู่ในบุษบกไม้ ณ หอพระ ระหว่างศาลกับศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช องค์นี้ศิลปะศรีวิชัย

พระพุทธสิหิงค์ทั้ง ๓ องค์ ๓ สมัย ๓ ภาค สร้างในสมัยเดียวกัน ผู้สร้างคือ มหากษัตริย์ลังกา ๓ พระองค์ ทรงสร้างเมื่อ พ.ศ.๗๐๐

ตำนานของพระโพธิรังสีกล่าวว่าพระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปที่ เจ้าลังกา ๓ พระองค์ ได้ร่วมพระทัยกันพร้อมด้วยพระอรหันต์ใน เกาะลังกาสร้างขึ้นราว พ.ศ.๗๐๐ โดยหมายจะให้ได้พระพุทธรูปเหมือนองค์พระพุทธเจ้าจริงๆ ถึงกับตำนานกล่าวว่า พญานาคซึ่งเคยเห็นองค์พระพุทธเจ้ามาแปลงกายให้ดูเป็นตัวอย่าง

มาถึงสมัยพ่อขุนรามคำแหง (พ.ศ.๑๘๒๐-๑๘๖๐) มีพระภิกษุลังการ เข้าสู่ประเทศสยาม พ่อขุนรามคำแหงได้ทรงทราบกิติศัพท์เลื่องชื่อ ว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์มีพุทธลักษณะที่งดงาม พ่อขุนรามคำแหง จึงทรงขอให้พระเจ้าศรีธรรมโศกราช แต่งทูตเชิญพระสาส์นไปขอประทานพระพุทธสิหิงค์จากเจ้ากรุงลังกา

เนื่องด้วยว่าเป็นเมืองที่มีการติดต่อสัมพันธ์อยู่กับลังกาอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็ได้ตามพระราชประสงค์ อัญเชิญมาประดิษฐานที่นครศรีธรรมราช จัดงานพิธีสมโภชใหญ่โตเป็นเวลา ๗ วัน พระเจ้าศรีธรรมโศกราชได้ให้ช่างท้องถิ่นจำลองไว้บูชา ๑ องค์ โดยกล่าวไว้ว่าพ่อขุนรามคำแหงเสด็จไปรับ พระพุทธสิหิงค์ถึงนครศรีธรรมราช ด้วยพระองค์เอง แล้วอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ กรุงสุโขทัย พระมหากษัตริย์กรุงสุโขทัยทุกพระองค์ได้ทรงเคารพบูชาพระพุทธสิหิงค์ตลอดมา

พระพุทธสิหิงค์ ที่ประดิษฐานอยู่ที่นครศรีธรรมราชนี้ มีลักษณะ ตามแบบสกุลช่างท้องถิ่น เรียกว่า แบบขนมต้ม คือมีพระพักตร์กลม อมยิ้ม พระอุระอวบอ้วน ประทับนั่งในท่าขัดสมาธิเพชร ชายสังฆาฏิสั้นระดับพระถัน เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของ ชาวนครศรีธรรมราชเป็นพระพุทธรูปที่มีพระรูป และสัดส่วนที่งดงามมาก

ครั้งเมื่อได้ตั้งกรุงศรีอยุธยาขึ้น ทางสุโขทัยอ่อนกำลังลง สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ เจ้ากรุงศรีอยุธยา ได้สุโขทัยไว้ในอำนาจเมื่อปี พ.ศ.๑๙๒๐ พญาไสยลือไทย เจ้ากรุงสุโขทัย ถูกลดตำแหน่งเป็นเจ้าประเทศราช ลงมาครองพิษณุโลก จึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ มาประดิษฐานไว้ที่พิษณุโลกด้วย เมื่อพระยาไสยลือไทย สิ้นพระชนม์ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ก็ทรงโปรดให้เชิญพระพุทธสิหิงค์โดยมาทางเรือลงมาไว้ที่กรุงศรีอยุธยา

เมื่อทางกรุงศรีอยุธยาได้กรุงสุโขทัยไว้ในอำนาจแล้ว ได้จัดแบ่งการปกครอง ออกเป็นสองมณฑลคือเมืองตาก, สวรรคโลก กับพิษณุโลก เป็นมณฑลสอง ให้เจ้านายในราชวงศ์พระร่วงปกครอง พระยาธิษฐิระ ผู้ครองกำแพงเพชรนั้นปรากฏว่า ราชบุตรเลี้ยงของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ปรารถนาจะได้พระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานไว้เมืองกำแพงเพชร จึงให้มเหสีผู้เป็นมารดาตนขอพระพุทธรูปองค์หนึ่ง แล้วติดสินบนขุนพุทธบาลผู้รักษาพระ เลือกพระพุทธสิหิงค์ส่งไป

เรื่องมีต่อว่า ใน พ.ศ.๑๙๓๑ นี้เองมีพระภิกษุรูปหนึ่งในเมืองกำแพงเพชรปั้นรูปจำลองพระพุทธสิหิงค์ด้วยขี้ผึ้ง และนำพระพุทธรูปจำลองนี้ไปเชียงราย เมื่อเจ้ามหาพรหมผู้ครองนครเชียงรายได้เห็นจึงชวนเจ้ากือนา พี่ชายผู้ครองนครเชียงใหม่ยกกองทัพไปกำแพงเพชรและ ขู่ขอพระพุทธสิหิงค์ พระยาธิษฐิระต้องยอมยกพระพุทธสิหิงค์ให้ไป พระพุทธสิหิงค์จึงได้ไปประดิษฐานอยู่เชียงราย ในปี พ.ศ.๑๙๓๑

พอถึง พ.ศ.๑๙๕๐ เชียงใหม่กับเชียงรายเกิดรบกัน เชียงรายแพ้ เจ้าแสนเมืองมาเจ้านครเชียงใหม่ก็อัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานอยู่เชียงใหม่ราว ๒๕๕ ปี เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตีเมืองเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ.๒๒๐๕ โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานไว้ ณ วัดพระศรีสรรเพชรกรุงศรีอยุธยา ครั้นเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่ ๒ เชียงใหม่เป็นพวกพ้องพม่า จึงสามารถอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับไปเชียงใหม่ได้เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐

มาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อเชียงใหม่ได้รวมอยู่กับคนไทยแล้ว พม่ายกกองทัพมาล้อมเชียงใหม่ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ยกกองทัพไปขับไล่กองทัพพม่าพ้นเมืองเชียงใหม่ สมเด็จพระกรมพระราชวังบวรฯ จึงได้ทรงอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มากรุงเทพฯ (พ.ศ.๒๓๓๔) ประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธศวรรย์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยนัยนี้ นับว่าพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของสยามประเทศ มาตั้งแต่ต้นประวัติกาล

ผู้แต่งตำนานคือพระโพธิรังสี ได้พรรณนาอานุภาพของพระพุทธสิหิงค์ไว้เป็นอันมาก มีข้อที่น่าฟังตอนหนึ่งกล่าวว่า "พระพุทธสิหิงค์หามีชีวิตได้ก็จริง แต่มีอิทธานุภาพด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ อธิษฐานพละของพระอรหันต์ อธิษฐานพละของเจ้าลังกาหลายพระองค์ และศาสนพละของพระพุทธเจ้า" ซึ่งหมายความว่ากำลังใจของพระอรหันต์ และกำลังใจของเจ้าลังกาพร้อมทั้งกำลังแห่งพระพุทธศาสนา กระทำให้พระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธปฏิมากรที่ทรงอานุภาพ

อีกตอนหนึ่งพระโพธิรังสี กล่าวว่า "พระพุทธสิหิงค์เมื่อประทับอยู่ ณ ที่ใด ย่อมทรงทำให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองดั่งดวงประทีปชัชวาล เหมือนหนึ่งว่าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่"

ในส่วนของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ผู้ซึ่งได้รวบรวมตำนาน พระพุทธสิหิงค์เองมีความเชื่อมั่นในอานุภาพ ของพระพุทธสิหิงค์อยู่มาก "อย่างน้อยก็สามารถบำบัดทุกข์ร้อนในใจให้เหือดหาย ผู้ใดมีความทุกข์ร้อนในใจท้อถอยหมดมานะด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ถ้าได้มาจุดธูปเทียนบูชาและนั่งนิ่งๆ มองดูพระองค์สัก ๑๐ นาที ความทุกข์ร้อนในใจจะหายไป ดวงจิตที่เหี่ยวแห้งจะกลับมาสดชื่น หัวใจที่ท้อถอยหมดมานะจะกลับเข้มแข็งมีความมานะพยายาม ดวงจิตที่หวาดกลัวจะกลับกล้าหาญ ดวงจิตที่เกียจคร้านจะกลับขยัน ผู้ที่หมดหวังจะกลับมีความหวัง"

คุณานุภาพของพระพุทธสิหิงค์ดังกล่าวมานี้ กระทำให้ท่านเชื่อเหตุผลของ พระโพธิรังสีว่าอธิษฐานพละ คือกำลังใจของพระอรหันต์ และเจ้าลังกาผู้สร้างพระพุทธสิหิงค์ได้เข้าไปอยู่ในองค์พระพุทธสิ หิงค์พร้อมทั้งศาสนพละของพระพุทธเจ้า และข้อที่พระโพธิรังสีกล่าวว่า "พระพุทธสิหิงค์ประทับอยู่ใดก็เหมือนพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่นั้น"

ข้อนี้ก็สมจริง ใครที่ได้เห็น พระพุทธเจ้าแม้แต่ยังมิได้ฟังธรรมเทศนาเลย ก็มีความสบายใจในทันทีที่ได้เห็นผู้ใดที่ได้เห็น พระพุทธสิหิงค์ย่อมได้รับผลอย่างเดียวกัน พระพุทธสิหิงค์เป็นที่เคารพสักการะบูชาของ องค์พระมหากษัตริย์ ของประชาชนชาวสยามมาเป็นเวลาช้านาน จึงกล่าวได้ว่าพระพุทธสิหิงค์เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของสยามประเทศเลยทีเดียว
ที่มา...พระเครื่องคมชัดลึก

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:28] #685272 (42/164)


(D)
พระพุทธสิหิงค์ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระบรมมหาราชวัง

ประวัติพระพุทธสิหิงค์ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์
พระพุทธสิหิงค์ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระบรมมหาราชวัง พระพุทธสิหิงค์ องค์นี้ได้อัญเชิญลงมายังกรุงเทพ ฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๘ โดยประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปหล่อหุ้มทอง ปางสมาธิ ตามประวัติกล่าวว่า พระเจ้ากรุงลังกาองค์หนึ่งได้สร้างขึ้นไว้ ต่อมาเจ้านครศรีธรรมราช ได้ไปขอมาถวายพระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย เมื่อพระบรมราชาธิราชที่ ๑ แห่งกรุงศรีอยุธยาได้กรุงสุโขทัยเป็นเมืองขึ้น จึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่กรุงศรีอยุธยา ต่อมาได้มีผู้นำไปไว้ที่ เมืองกำแพงเพชร และที่เชียงราย เมื่อพระเจ้าแสนเมืองมา เจ้านครเชียงใหม่ ยกทัพไปตีเมืองเชียงรายได้ จึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ มาประดิษฐานที่เชียงใหม่ พร้อมกับพระแก้วมรกต เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชตีเมืองเชียงใหม่ได้ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๐๕ ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ มาประดิษฐานที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ กรุงศรีอยุธยาเป็นเวลา ๑๐๕ ปี เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ ชาวเชียงใหม่ซึ่งสมัยนั้นยังอยู่ข้างพม่า ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับไปที่เชียงใหม่

เมื่อมณฑลพายัพได้กลับมาเป็นของไทย ในสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาสุรสิงหนาท จึงได้โปรดให้อัญเชิญลงมายังกรุงเทพ ฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๘ โดยประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระบวรราชวัง
ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:29] #685273 (43/164)


(D)
พระพุทธเทวปฏิมากร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร

ประวัติ พระพุทธเทวปฏิมากร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
พระพุทธเทวปฏิมากร เป็นพระประธานในอุโบสถวัดพระเชตุพน ฯ ศิลปะอยุธยา ปางสมาธิ ขนาดหน้าตัก ๕ ศอก คืบ ๔ นิ้วหรือ ๖๒ นิ้ว สูงถึงพระรัศมี ๗๙ นิ้ว วัสดุ สำริดลงรักปิดทอง เดิมเป็นพระประธานอยู่ที่ วัดศาลาสี่หน้า (วัดคูหาสวรรค์ปัจจุบัน) แขวงจังหวัดธนบุรี

เมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างวัดโพธาราม ให้เป็นวัดใหญ่สำหรับพระนคร และได้ทรงขนานนามใหม่ว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พระองค์ได้ทรงเลือกหาพระพุทธรูป ที่มีพุทธลักษณะงามสมควรเป็นพระประธานในพระอุโบสถของวัด จึงได้พบและเลือกพระพุทธรูปองค์นี้จากวัดศาลาสี่หน้า ดังกล่าว

และเมื่อครั้งสร้างพระอุโบสถแล้วเสร็จ จึงโปรดเกล้าให้อัญเชิญพระประธานจากวัดศาลาสี่หน้าธนบุรีมาบูรณะแล้วประดิษฐานเป็นพระประธาน ได้ทรงทำพิธีบรรจุพระบรมธาตุแล้วถวายพระนามว่า "พระพุทธเทวปฏิมากร" และได้ทรงสร้างพัดแฉกขนาดใหญ่ถวายด้วย ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ โปรดฯ ให้อัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯที่พระเจ้าลูกเธอที่รับไปสักการะสิ้นพระชนม์แล้วขาดผู้พิทักษ์รักษามาบรรจุในพุทธอาสน์ของพระพุทธเทวปฏิมากร ที่ผ้าทิพย์ฐานชั้นบนจึงประดับลายอุณาโลมซึ่งเป็นตราพระราชลัญจกรในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ รวมทั้งมีนพปฎลมหาเศวตรฉัตรประดับเหนือองค์พระด้วยวัดพระเชตุพนฯนับเป็นวัดสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์วัดหนึ่ง พระพุทธเทวปฏิมากรก็เช่นเดียวกัน จึงได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์จากพระมหากษัตริย์ในพระราชจักรี วงศ์มาโดยตลอด ในรัชกาลปัจจุบันได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๖๐ พรรษาเมื่อปี ๒๕๓๐ และรัชมังคลาภิเษกในปี ๒๕๓๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชศรัทธาถวายฉัตรผ้าตาดทอง ๙ ชั้นและถวายผ้าห่มตาดทองประดับพระปรมาภิไธยย่อ ภปร แด่"พระพุทธเทวปฏิมากร"ด้วย
ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ พุทธบูชา (1979) (58.8.161.*) [18 Jun 2009 00:29] #685274 (44/164)


(D)
สวัสดีครับท่านพิธีกร แวะมาเยี่ยมครับ

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:29] #685275 (45/164)


(D)
พระศรีศากยมุนี วัดสุทัศนเทพวราราม

พระศรีศากยมุนี วัดสุทัศนเทพวราราม



พระศรีศากยมุนี เป็นพระประธานในพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม หล่อด้วยโลหะ หน้าตักกว้าง ๓ วา ๑ คืบ นับเป็นพระพุทธรูปหล่อที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในยุคก่อน ๒๕ พุทธศตวรรษ เดิมเป็นพระประธานอยู่ในพระวิหารหลวง วัดมหาธาตุ สุโขทัย สร้างสมัยราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ให้อัญเชิญมายังกรุงเทพ ฯ ได้ทรงมีพระราชดำริจะสร้างพระอาราม ที่มีพระวิหารใหญ่อย่างวัดพนัญเชิงที่อยุธยา โดยประดิษฐานไว้กลางพระนคร เมื่อชลอพระศรีศากยมุนีมาถึงกรุงเทพ ฯ แล้วให้ประทับท่าสมโภช ๗ วัน แล้วจึงทรงชักเลื่อนองค์พระทางสถลมารค และพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินตามขบวนแห่พระในรัชสมัยของพระองค์ ทำได้เพียงอัญเชิญองค์พระขึ้นตั้งไว้ ตัววิหารลงมือสร้างในรัชกาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ประวัติ พระศรีศากยมุนี วัดสุทัศนเทพวราราม
พระศรีศากยมุนี เป็นพระประธานในพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยเนื้อโลหะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดองค์หนึ่ง มีขนาดหน้าตักกว้าง 3 วา 1 คืบ ซึ่งเดิมประดิษฐานอยู่ ณ พระวิหารหลวง วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย เมื่อครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมา เพื่อจะประดิษฐานยังวัดที่สร้างขึ้นกลางพระนคร ใกล้เสาชิงช้า ดังในพระราชพงศาวดารกล่าวถึงการอัญเชิญพระศรีศากยมุนีมายังกรุงเทพมหานคร ในครั้งนั้นว่า "ลุ จุลศักราช 1170 ปีมะโรง สำริดศก (พ.ศ.2351) เป็นปีที่ 27 ในรัชกาลที่ 1 ณ วันพฤหัสบดี เดือน 6 ขึ้น 11 ค่ำ เชิญพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ซึ่งเป็นพระประธานในพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ ลงมาจากเมืองสุโขทัย หน้าตัก 3 วาคืบ สมโภชที่หน้าตำหนักแพ 3 วัน ครั้น ณ เดือน 6 ขึ้น 14 ค่ำ เชิญชักพระขึ้นจากแพทางประตูท่าช้าง ไปทำร่มไว้ข้างถนนเสาชิงช้า ประตูนั้นเรียกว่า ประตูท่าพระ มาจนทุกวันนี้ เหตุว่าต้องรื้อประตู จึงเชิญเข้าไปได้ พระพุทธรูปองค์นี้ภายหลังได้ถวายพระนามว่า พระศรีศากยมุนี"

หลังสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก การสร้างวัดสุทัศนเทพวรารามยังไม่แล้วเสร็จ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ดำเนินการต่อ ดังในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า

"ในปีมะเมียจัตวาศกนั้น ทรงพระราชดำริว่า พระโต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดให้เชิญลงมาจากวัดมหาธาตุเมืองสุโขทัย และได้สร้างวัดประดิษฐานไว้กลางพระนคร ที่ใกล้เสาชิงช้า โดยพระราชดำริจะสร้างวิหารใหญ่ขนาดวิหารวัดพนัญเชิง ที่กรุงเก่า พระวิหารนั้นยังค้างอยู่ จึงโปรดให้สร้างพระวิหารนั้นต่อมา จนยกเครื่องบนเสร็จ ค้างอยู่แต่ยังไม่ได้ยกช่อฟ้าใบระกา อนึ่งบานประตูพระวิหารนั้นโปรดให้สลักลายขุดด้วยไม้แผ่นเดียว รมหมื่นจิตรภักดี เป็นนายงาน เมื่อคิดอย่างสำเร็จแล้ว ให้ยกเข้ามาในท้องพระโรงทรงสลักด้วยฝีพระหัตถ์ก่อน แล้วจึงให้ช่างทำต่อไป"

วัดสุทัศนเทพวราราม มาเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 กล่าวสำหรับที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพระพุทธบัลลังก์พระศีศากยมุนี เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคารของพระบาทสมเด็จพระปรเมนมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาบรรจุไว้เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2493

ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:30] #685276 (46/164)


(D)
พระพุทธชินสีห์ (องค์หน้า) วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร

พระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร พระพุทธชินสีห์ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองซึ่ง พระพุทธชินสีห์ เป็นพระพุทธรูปสำคัญพระองค์หนึ่งของหัวเมืองฝ่ายเหนือ

พระพุทธชินสีห์ สร้างขึ้นคราวเดียวกันกับพระพุทธชินราช และพระศาสดา เป็นพระพุทธรูปสำคัญพระองค์หนึ่งของหัวเมืองฝ่ายเหนือ ได้ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารด้านเหนือของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลกมาแต่ต้น ต่อมาพระวิหารชำรุดทรุดโทรมลง ขาดการปฏิสังขรณ์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพย์ จึงโปรดให้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๒ โดยประดิษฐานไว้มุขหลังของพระอุโบสถที่เป็นจตุรมุข ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยเมื่อยังทรงผนวช และครองวัดบวรนิเวศวิหารอยู่ ได้ทูลขอพระบรมราชานุญาตพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว อัญเชิญพระพุทธชินสีห์มาเป็นพระประธานในพระอุโบสถ

ประวัติพระพุทธชินสีห์ และตำนานการสร้างพระพุทธรูปทั้ง 3 พระองค์
การสร้างพระพุทธรูปทั้ง 3 พระองค์ ของเมืองพิษณุโลกนั้น มีตำนานกล่าวไว้ว่า เมื่อปี พ.ศ. 1500 พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกมหาราช แห่งเมืองเชียงแสน เสด็จมาตีเมืองสองแควได้ จึงทรงสร้างเมืองสองแควขึ้นใหม่ พระราชทานนามว่า เมืองพิษณุโลก ทำนองว่าเป็นเมืองอันพระวิษณุกรรมเสด็จลงมาสร้าง ครั้นสร้างพระนครเสร็จแล้ว มีพระราชศรัทธาสร้างวัดวาอาราม มีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นพระอารามหลวง แล้วทรงหล่อพระพุทธรูป 3 องค์ ได้แก่ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา โปรดให้ประดิษฐานพระพุทธชินราช ณ พระวิหารใหญ่ ทิศตะวันตกของพระมหาธาตุประดิษฐานพระพุทธชินสีห์ และ พระศรีศาสดา ณ พระวิหารใหญ่ทิศตะวันออก ทางทิศเหนือองค์หนึ่ง ทิศใต้องค์หนึ่ง พระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดา จึงประดิษฐานอยู่ในวิหารเดียวกันตลอดมา ถึง 900 กว่าปี จนกระทั่งมีการอัญเชิญลงมากรุงเทพฯ ทั้งสององค์ คือพระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเคารพนับถือพระพุทธชินสีห์มาก ได้โปรดให้กะไหล่รัศมีองค์พระด้วยทองคำ ฝังพระเนตรฝังเพชรที่พระอุณาโลม แล้วปิดทองทั้งองค์พระ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๓ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๗ ได้โปรดให้หล่อฐานด้วยทองสัมฤทธิ์ ปิดทองใหม่ทั้งองค์พระและฐาน แล้วให้มีการสมโภช ๕ วัน
ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:31] #685277 (47/164)


(D)
พระศาสดา วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร

ประวัติพระศรีศาสดา หรือ พระศาสดาและตำนานการสร้างพระพุทธรูปทั้ง 3 พระองค์
การสร้างพระพุทธรูปทั้ง 3 พระองค์ ของเมืองพิษณุโลกนั้น มีตำนานกล่าวไว้ว่า เมื่อปี พ.ศ. 1500 พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกมหาราช แห่งเมืองเชียงแสน เสด็จมาตีเมืองสองแควได้ จึงทรงสร้างเมืองสองแควขึ้นใหม่ พระราชทานนามว่า เมืองพิษณุโลก ทำนองว่าเป็นเมืองอันพระวิษณุกรรมเสด็จลงมาสร้าง ครั้นสร้างพระนครเสร็จแล้ว มีพระราชศรัทธาสร้างวัดวาอาราม มีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นพระอารามหลวง แล้วทรงหล่อพระพุทธรูป 3 องค์ ได้แก่ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา โปรดให้ประดิษฐานพระพุทธชินราช ณ พระวิหารใหญ่ ทิศตะวันตกของพระมหาธาตุประดิษฐานพระพุทธชินสีห์ และ พระศรีศาสดา ณ พระวิหารใหญ่ทิศตะวันออก ทางทิศเหนือองค์หนึ่ง ทิศใต้องค์หนึ่ง พระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดา จึงประดิษฐานอยู่ในวิหารเดียวกันตลอดมา ถึง 900 กว่าปี จนกระทั่งมีการอัญเชิญลงมากรุงเทพฯ ทั้งสององค์ คือพระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา

พระศาสดา สร้างคราวเดียวกับพระพุทธชินราช และพระพุทธชินสีห์ ได้ประดิษฐานอยู่ในวิหารด้านทิศใต้ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมาแต่ต้น ต่อมาพระวิหารชำรุดไม่มีผู้ปฏิสังขรณ์ จึงได้อัญเชิญพระศาสดามาไว้ ที่วัดบางอ้อช้าง ทางแม่น้ำอ้อม จังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่ต้นสมัยกรุง รัตนโกสินทร์ เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติปฏิสังขรณ์วัดประดู่ คลองบางหลวง จึงได้ขออัญเชิญพระศาสดาไปเป็นพระประธาน

ล่วงมาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง พระราชดำริว่า "พระศาสดา"เป็นพระพุทธรูปอยู่ที่พระอารามหลวงมา แต่โบราณ ไม่สมควรอยู่ที่วัดอื่น จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้อัญเชิญมา ประดิษฐานไว้ที่มุขหน้าพระอุโบสถวัดสุทัศน์เทพวราราม เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๖ ต่อมาได้ทรงพระราชดำริว่า พระศาสดาและพระพุทธชินสีห์ เคยประดิษฐานอยู่ในพระอารามเดียวกันที่เมืองพิษณุโลก จึงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นใน วัดบวรนิเวศวิหาร แล้วอัญเชิญพระศาสดาจากวัดสุทัศน์ ฯ ไปประดิษฐานไว้ในพระวิหารนั้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๖
ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:32] #685279 (48/164)


(D)
พระโต วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร

พระโต วัดบวรนิเวศวิหาร(องค์ใหญ่)



ประวัติ พระโต วัดบวรนิเวศวิหาร
ประวัติพระโต เป็นพระประธานองค์ใหญ่ของวัดบวรนิเวศวิหาร พระโตเป็นพระพุทธรูปโบราณ หน้าตักกว้าง ๙ ศอก ๒๑ นิ้ว ซึ่งพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร มีพระพุทธรูปสำคัญอยู่ 2 องค์ คือ พระประธาน (พระโต) และพระพุทธชินสีห์ซึ่งแต่เดิมนั้น "พระโต"ประดิษฐานอยู่ที่วัดสะพาน เมืองเพชรบุรี ชาวบ้าน เรียกกันว่า พระโต เพราะพุทธลักษณะที่มีขนาดใหญ่โต

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพย์ โปรดให้อัญเชิญ"พระโต"มาเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เข้าใจว่าน่าจะมีการซ่อมใหม่ในโอกาส นี้ เพราะมีลักษณะที่เป็นฝีมือช่างสมัยรัตนโกสินทร์ปรากฎอยู่มาก ลักษณะเดิมของ"พระโต" นั้นองค์พระมีเค้าว่าเดิมน่าจะเป็นพระศิลปะขอม
ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ anan6699 (8964) (124.122.146.*) [18 Jun 2009 00:32] #685280 (49/164)
สวัสดีคับ (((ชมรมคนนอนดึก)))

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:33] #685281 (50/164)


(D)
พระสิทธารถ วัดพิชัยญาติ กรุงเทพมหานคร

ประวัติ พระสิทธารถ วัดพิชยญาติการามวรวิหาร
พระสิทธารถ เป็น พระประธานพระอุโบสถ วัดพิชยญาติการามวรวิหาร มีประวัติว่าได้อัญเชิญมาจากเมืองพิษณุโลก พระสิทธารถ เป็นพระพุทธรูป 1ใน7องค์ที่อัญเชิญมาจากเมืองเหนือพิษณุโลก ฝีมือช่างสมัยสุโขทัย สันนิษฐานว่า เดิมน่าจะประดิษฐานอยู่วัดที่สำคัญของเมืองพิษณุโลกคือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดวิหารทอง วัดราชประดิษฐาน และวัดจุฬามณี ไม่วัดใดก็วัดหนึ่ง พระสิทธารถ และพระทศพลญาณ เป็นพระพุทธรูปสำคัญที่อัญเชิญมาจาก เมืองเหนือในชั้นหลัง พระสิทธารถ ศิลปสุโขทัย ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ ขนาดหน้าตัก ๓ ศอกเศษ วัสดุ สำริด ปิดทอง

"พระสิทธารถ วัดพิชัยญาติ" เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่มีพุทธลักษณะงดงามยิ่งองค์หนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ทอดพระเนตรเห็นมีพระราชศรัทธาโปรดฯให้ช่างหลวงสร้างฉัตรขาวห้าชั้นมาถวาย
ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:34] #685282 (51/164)


(D)


หลวงพ่อวัดมงคลบพิตร วัดมงคลบพิตร จ.พระนครศรีอยุธยา

ประวัติ หลวงพ่อวัดมงคลบพิตร หรือ พระมงคลบพิตร วัดมงคลบพิตร
หลวงพ่อวัดมงคลบพิตร หรือ พระมงคลบพิตร ไม่ปรากฎหลักฐานชัดว่าสร้างในรัชกาลใดแห่งกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้างใน สมัยอยุธยาตอนต้น เพราะพระพักตร์แม้จะมีลักษณะค่อนข้างเป็นวงรีแล้ว แต่ก็ยังคงเห็นเค้าพระพักตร์เป็นเหลี่ยมอยู่ ซึ่งเป็นพุทธลักษณะแบบอยุธยาตอนต้น เมื่อพิจารณาถึงเส้นพระขนงที่โค้ง ก็จะพบว่าพระมงคลบพิตรเป็นศิลปที่ ผสมผสานกับศิลปะสุโขทัยอีกด้วย องค์พระก่อด้วยอิฐแล้วหุ้มสำริดแผ่น นับเป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดองค์ หนึ่งของไทย

จากหลักฐานมีอยู่ว่า เมื่อปี พ.ศ. 2146 พระเจ้าทรงธรรมได้โปรดเกล้า ฯ ให้ชะลอหลวงพ่อวัดมลคลบพิตร จากด้านตะวันออกของวังหลวงมาไว้ทางด้านตะวันตก ณ ที่ประดิษฐานปัจจุบัน และยังได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระมณฑปที่มีลักษณะเช่นเดียวกับมณฑปพระพุทธบาทสระบุรีสวมไว้ด้วย

ในสมัยพระพุทธเจ้าเสือ เกิดอสุนีบาตต้องยอดพระมณฑป เกิดไฟไหม้พังลงมาต้องพระศอของ"พระมงคลบพิตร"หัก พระองค์จึงโปรดเกล้า ฯ ให้รื้อเครื่องบนออกแล้วสร้างใหม่เป็นพระวิหาร แต่คงทำเครื่องยอดอย่าง มณฑปของเดิม ต่อมาในสมัยพระเจ้าบรมโกศ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศน์เป็นแม่กองบูรณะปฏิสังขรณ และได้รื้อยอดมณฑปเดิมเปลี่ยนเป็นพระวิหาร

วิหาร"หลวงพ่อวัดมงคลบพิตร"ถูกไฟเผาผลาญ ครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2310 จนเครื่องบนของพระวิหารพังลงมา ถูกพระเมาฬีและพระกรขวาขององค์พระ พระมงคลบพิตร ชำรุด พระยาโบราณราชธานินทรเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยา ได้บูรณะซ่อมแซมให้คืนดี สำหรับพระวิหารที่ชำรุดหักพังเกือบจะโดยสิ้นเชิงนั้น ได้บูรณะขึ้นใหม่อย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบันเมื่อปี พ.ศ. 2499 โดย นายอูนุ นายกรัฐมนตรีสหภาพพม่าในขณะนั้น ได้บริจาคเงินจำนวนสองแสนบาท ร่วมกับฝ่ายรัฐบาลไทยอีกสองแสนห้าหมื่นบาท
ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:34] #685283 (52/164)


(D)
หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ จ.สุพรรณบุรี

ประวัติ หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร
หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองสุพรรณมาแต่โบราณกาล ตามพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้ากาแลโปรดให้บูรณะวัดป่าเลไลยก์ เมื่อ พ.ศ. 1724 แสดงว่าแสดงว่าวัดนี้ได้สร้างมาแล้วก่อนหน้านั้น

องค์พระ"หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์"ประดิษฐานอยู่ในวิหารที่สูงใหญ่ มองเห็นเด่นแต่ไกล เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทองปาง ป่าเลไลยก์ขนาดใหญ่สูง 23 เมตรเศษ สร้างตามแบบศิลปอู่ทองรุ่นที่สอง ซึ่งเป็นศิลปะฝีมือสกุลช่างอู่ทองแท้ ๆ เดิมทีองค์พระประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง พระหัตถ์ขวาหัก ช่างได้สร้างวิหารครอบ โดยให้ผนังวิหารชิดกับพระ หัตถ์ขวา ส่วนทางพระหัตถ์ซ้ายให้มีที่ว่าง ด้านหลังองค์พระสร้างชิดกับผนังวิหารทำให้แข็งแรง นับเป็นความ ชาญฉลาดของช่างเป็นอย่างยิ่ง

มีผู้สันนิษฐานว่า หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์เดิมเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ประทับนั่งอยู่กลางแจ้ง พระกรทั้งสองข้างหักหายไป ผู้ที่มาบูรณใหม่ได้ทำเป็นปางป่าเลไลยก์ตามที่นิยมกันในสมัยหลัง ลักษณะประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบนพระชานุข้างซ้าย พระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระชานุข้างขวาในท่าทรงรับของถวาย พระวิหารที่สร้างครอบองค์พระ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ จะเห็นว่าที่หน้าบันของพระวิหาร มีพระราชลัญจกรประจำพระองค์ คือเป็นรูปพระมหามงกุฎอยู่ระหว่างฉัตรคู่ปรากฎอยู่

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:35] #685286 (53/164)


(D)
พระพุทธไตรรัตนนายก(หลวงพ่อโต) วัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา

ประวัติหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง(ซำปอกง)
หลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง พระพุทธไตรรัตนนายก จ.พระนครศรีอยุธยา ตาม"ประวัติหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง"สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1867 หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิง เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย
พระพุทธไตรรัตนนายก เรียกกันเป็นสามัญว่า หลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง (ซำปอกง)ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารวัดพนัญเชิง ริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก ตรงข้ามกับมุมตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมืองอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตามพระศาวดารกล่าวว่า พระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1867 ก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะสร้างกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานี 26 ปี ตอนสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาได้บูรณะซ่อมแซมให้อยู่ใน สภาพดีมาโดยตลอด กล่าวกันว่าเมื่อคราวจะเสียกรุงศรีอยุธยาได้ปรากฎมีน้ำพระเนตรไหลออกมาจาก พระเนตรทั้งสองข้างเป็นที่อัศจรรย์

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ได้ทรงบูรณะองค์พระพุทธรูปใหม่ทั้งองค์และถวายพระนามว่า พระพุทธไตรรัตนายก ชาวจีน ซึ่งขนานนามหลวงพ่อโต องค์นี้ว่าซำปอกง

ตามตำนาน"หลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง"กล่าวว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้ง ทรงสร้างขึ้น ณ บริเวณที่พระราชทานเพลิงศพพระนางสร้อยดอกหมาก ส่วนที่มาของคำว่าพนัญเชิงนั้น ตามตำนานมูลศาสนากล่าวว่าเป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า พะแนงเชิง ซึ่งแปลว่า การนั่งพับเพียบ ซึ่งเป็นอาการที่พระเจ้าสายน้ำผึ้งและพระนางสร้อยดอกหมากใช้ในวาระสุดท้าย ของเรื่อง นอกจากนั้น จากการวิเคราะห์ศัพท์ที่ใกล้เคียงพบว่า คำว่าพะแนงเชิง ทางภาษาปักษ์ใต้หมายถึงอาการนั่งแบบขัดสมาธิ

หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิง เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย หน้าตักกว้างประมาณ 20 เมตร สูง 19 เมตร เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไปมาแต่โบราณกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีน ซึ่งขนานนามหลวงพ่อโต องค์นี้ว่าซำปอกง
ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:36] #685287 (54/164)


(D)
พระพุทธโสธร วัดโสธรวราราม จ.ฉะเชิงเทรา

ประวัติ พระพุทธโสธร วัดโสธรวราราม จ.ฉะเชิงเทรา
พระพุทธโสธร เป็นพระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดโสธรวราราม ราชวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ชาวบ้านเรียกกันว่าหลวงพ่อโสธร เป็นพระพุทธรูปพอกปูน ลงรักปิดทอง ปางสมาธิแบบล้านช้าง หน้าตักกว้างประมาณสามศอกครึ่ง

ตามประวัติกล่าวว่า มีพระพุทธรูปสามองค์ ลอยน้ำมาจากทิศเหนือ แล้วมาผุดขึ้นที่แม่น้ำปางปะกง ในลักษณะที่ลอยทวนน้ำ ชาวบ้านเห็นเข้าจึงเอาเชือกไปคล้ององค์แล้วช่วยกันดึงเข้าฝั่ง แต่ไม่สำเร็จเชือกขาด และพระพุทธรูปได้จมน้ำไป ชาวบ้านจึงเรียกตำบลนั้นว่า สามพระทวน พระพุทธรูปทั้งสามองค์หลังจากจมลงไปในน้ำแล้ว ก็ได้ไปผุดขึ้นในที่หลายแห่ง แต่ละแห่งชาวบ้านได้พยายามฉุดดึงเข้าฝั่งแต่ไม่สำเร็จ บริเวณที่พบพระพุทธรูปดังกล่าวจึงได้ชื่อต่าง ๆ กันไป ได้แก่ บางพระ แหลมหัววน และคลองสองพี่น้อง เป็นต้น สำหรับพระพุทธรูปองค์ใหญ่ได้ลอยไปในแม่น้ำเจ้าพระยา ชาวบ้านเป็นจำนวน มากช่วยกันฉุดขึ้นฝั่งแต่ไม่สำเร็จ ตำบลนั้นจึงได้ชื่อว่าสามแสน ต่อมาได้เพี้ยนมาเป็นสามเสนในที่สุดได้มีอาราธนา พระพุทธรูปองค์ใหญ่ขึ้นไปประดิษฐานที่วัดบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ชื่อว่าหลวงพ่อบ้านแหลม องค์ที่สาม ชาวบางพลีได้อาราธนาขึ้นประดิษฐานที่วัดบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนองค์กลางได้ลอยไปตามแม่น้ำบางปะกง ไปจนถึงวัดหงษ์ ชาวบ้านได้อาราธนาขึ้นไปประดิษฐานในอุโบสถวัดหงษ์ และเปลี่ยนมาเป็นวัดโสธร เล่ากันว่า ที่วัดนี้เดิมมีเสาใหญ่มีรูปหงษ์อยู่บนยอดเสา จึงได้ชื่อว่าวัดหงษ์ ต่อมาหงษ์ที่ยอดเสาหักตกลงมา ทางวัดจึงเอาธงไปติดไว้ที่ยอดเสาแทนรูปหงษ์ จึงได้ชื่อว่าวัดเสาธง ต่อมาเกิดมีพายุพัดเสานี้หักลงส่วนหนึ่ง จึงได้ชื่อว่าวัดเสาทอน และต่อมาชื่อนี้ได้กลายไปเป็น วัดโสธร

งานเทศกาลประจำปีของพระพุทธโสธร มีปีละ 2 ครั้ง คือในกลางเดือนห้า ซึ่งเป็นวันที่อาราธนา"พระพุทธโสธร"ขึ้นจาก แม่น้ำมาประดิษฐานในพระอุโบสถของวัดโสธรจะมีงานฉลอง 3 วัน 3 คืน และในเทศกาลตรุษจีน จะมีงานฉลอง 5 วัน 5 คืน การแก้บน"พระพุทธโสธร"ที่นิยมทำกันคือ แก้บนด้วยละครชาตรี
ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:37] #685288 (55/164)


(D)
หลวงพ่อเพชร วัดท่าถนน จ.อุตรดิตถ์

หลวงพ่อเพชร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยเชียงแสนรุ่นแรก ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารของวัดท่าถนน ตลาดบางโพ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ วัดท่าถนนเดิมชื่อวัดวังเตาหม้อ เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

ประวัติ หลวงพ่อเพชร วัดท่าถนน
หลวงพ่อเพชร วัดท่าถนน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยเชียงแสนรุ่นแรก หลวงพ่อเพชร ประดิษฐานในพระวิหารของวัดท่าถนน ประวัติหลวงพ่อเพชร กล่าวว่า ปี พ.ศ.2436 หลวงพ่อด้วง เจ้าอาวาสวัดหนองไม้ อำเภอหนองโพ ซึ่งเป็นอำเภอเมืองปัจจุบัน จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้เดินทางผ่านวัดร้างแห่งหนึ่งเป็นวัดโบราณ พบจอมปลวกขนาดใหญ่แห่งหนึ่งรูปร่างรูปแหลมผิดกลับจอมปลวกทั่วไป จึงได้เอาไม้เคาะปลายแหลมที่เป็นยอดของจอมปลวกนั้นจนดินหลุดออก เห็นเกศพระพุทธรูปโผล่ออกมา หลวงพ่อด้วงจึงสั่งให้พระและลูกศิษย์วัดที่ร่วมเดินทางไปด้วยช่วยกันขุดดิน จอมปลวกออก ก็พบพระพุทธรูปขนาดค่อนข้างใหญ่ ฝังอยู่ในจอมปลวกแห่งนั้น จึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นั้นไปไว้ที่วัดหนอนไม้

ต่อมาหลวงพ่อด้วงเห็นว่า วัดหนอนไม้ไม่มีพระอุโบสถที่จะประดิษฐานพระพุทธรูปได้อย่างเหมาะสม ประกอบกับมีประชาชนที่ทราบข่าวพระพุทธรูปองค์นี้ ได้มากราบไหว้บูชาสักการะเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น ยังอาจมีปัญหาเรื่องโจรผู้ร้าย จึงพิจารณาเห็นว่า หากเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ไปประดิษฐานที่วัดวังเตาหม้อ (คือวัดท่าถนนในปัจจุบัน) ซึ่งมีหลวงพ่อเพชรเป็นเจ้าอาวาสอยู่ วัดแห่งนี้มีพระอุโบสถ และตั้งอยู่ในที่ชุมนุมชน สะดวกแก่การไปนมัสการของประชาชน ท่านจึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปไปประดิษฐานไว้ที่วัดวังเตาหม้อ ประกอบกับเป็นพระพุทธรูปประทับ(นั่ง)ขัดสมาธิเพชร คนทั่วไปจึงเรียกกันว่า " หลวงพ่อเพชร "

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ทรงสร้างวัดเบญจมบพิตร ได้มีการรวบรวมพระพุทธรูปที่เก่าแก่และสวยงาม ที่อยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ มาประดิษฐานไว้ที่วัดเหล่านี้ พระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร มีพุทธลักษณะงาม ก็ได้รับเลือกสรรให้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดเบญจมบพิตร พร้อมกับพระพุทธรูปองค์อื่น ๆ จากทั่วราชอาณาจักร การที่ต้องนำหลวงพ่อเพชรไปจากวัดลังเต้าหม้อทำให้เจ้าอาวาสเสียใจมาก จึงได้ออกจากวัดธุดงค์ไปในที่ต่าง ๆ สุดท้ายได้มรณภาพบนภูเขาในป่า บ้านนาตารอด ตำบลบ้านด่าน อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร กลับคืนไปประดิษฐานไว้ที่วัดวังเตาหม้อตามคำขอของชาวเมืองอุตรดิตถ์ เมื่อปี พ.ศ. 2473 พระครูธรรมกิจจาภิบาล ร่วมกับประชาชนชาวเมืองอุตรดิตถ์ได้ช่วยกันสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ และอัญเชิญพระพุทธรูปหลวงพ่อเพชรมาประดิษฐานไว้ในพระวิหาร เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาสักการะบูชาได้สะดวก

พระพุทธรูปหลวงพ่อเพชร เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนรุ่นแรก ที่เรียกกันว่าพระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์หนึ่ง หล่อด้วยทองสำริด ปางมารวิชัย ชายสังฆาฎิสั้น ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร หน้าตักกว้าง 32 นิ้ว สูง 41 นิ้ว มีพุทธลักษณะงามมาก หลวงพ่อเพชร วัดท่าถนน ชาวอุตรดิตถ์ถือเป็นพระพุทธรูปสำคัญประจำเมือง มีงานนมัสการประจำปีในวันกลางเดือนสี่ของทุกปี
ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:37] #685289 (56/164)


(D)
หลวงพ่อบ้านแหลม วัดบ้านแหลม จ.สมุทรสงคราม

ประวัติ หลวงพ่อบ้านแหลม หรือ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม
หลวงพ่อบ้านแหลม เป็นพระพุทธรูปยืน ปางอุ้มบาตร สูงประมาณ 2 เมตร 80 เซนติเมตร หล่อด้วยทองเหลืองปิดทอง "หลวงพ่อบ้านแหลม" ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดเพชรสมุทรวรวิหาร หรือที่เรียกว่าวัดบ้านแหลม เป็นพระพุทธรูปสำคัญของชาวเมืองแม่กลอง หรือจังหวัดสมุทรสงคราม

สำหรับ"หลวงพ่อวัดบ้านแหลม" ซี่งเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงาม เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสัมฤทธิ์ผสมด้วยทอง เงิน นาก พระพุทธรูปยืน ปางอุ้มบาตรสูงเท่าคนจริง บริเวณฐานพระบาท มีดอกบัวรองรับพระบาทอยู่บนแท่นฐานแข้งสิงห์ ซึ่งก่อสูงขึ้นประมาณ 45 เซนติเมตร ส่วนองค์พระสูง 167 เซนติเมตร เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรึอยุธยา ที่มีลักษณะเด่นก็คือ พระพุทธรูปองค์นี้ มีพระพักตร์งดงามคล้ายพระพักตร์ของเทพบุตร โดยมีคนเคยกล่าวไว้ว่า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้(หลวงพ่อวัดบ้านแหลม) มีรูปพระพักตร์เป็นเทวดา และถือว่ามีเทพ หรือเทวดาเข้ามาสิงสถิตรักษา อยู่ในองค์หลวงพ่อวัดบ้านแหลมอย่างแน่นอน

"หลวงพ่อวัดบ้านแหลม"ตามตำนานเล่ากันว่า มีความสัมพันธ์กับตำนานพระพุทธรูปโสธร แต่มีเพิ่มเติมจำนวนพระพุทธรูปจาก 3 องค์ เป็น 5 องค์ กล่าวคือ มีเรื่องเล่ากันมาว่า มีพระพุทธรูป 5 องค์ ลอยน้ำมาจากเมืองเหนือ เมื่อมาถึงภาคกลางก็ได้แยกย้านกันไป ประดิษฐานอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ รวม 5 จังหวัด

องค์แรกได้ลอยมาตามแม่น้ำบางปะกง และได้ประดิษฐานอยู่ที่จังหวัดโสธร ได้ชื่อว่า หลวงพ่อโสธร

องค์ที่สอง ลอยมาตามแม่น้ำนครชัยศรี และได้ไปประดิษฐานที่วัดไร่ขิง เมืองนครชัยศรี ที่เป็นอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมในปัจจุบัน ได้ชื่อว่าหลวงพ่อวัดไร่ขิง

องค์ที่สาม ลอยมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา และได้ไปประดิษฐานที่วัดบางพลี ณ ปากคลองบางพลี อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ได้ชื่อว่าหลวงพ่อบางพลี

องค์ที่สี่ ลอยมาตามแม่น้ำแม่กลอง และได้ไปประดิษฐานที่วัดบ้านแหลม เมืองแม่กลอง ปัจจุบันคือจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ชื่อว่าหลวงพ่อบ้านแหลม หลวงพ่อ วัดบ้านแหลม

องค์ที่ห้า ลอยมาตามแม่น้ำเพชรบุรี และได้ไปประดิษฐานที่วัดเขาตะเครา จังหวัดเพชรบุรี ได้ชื่อว่าหลวงพ่อเขาตะเครา

สำหรับหลวงพ่อบ้านแหลม มีตำนาน หลวงพ่อ วัดบ้านแหลม อีกเรื่องหนึ่ง กล่าวว่า ชาวบ้านแหลมที่มาตั้งรกรากอยู่ เมื่อประมาณปี พ.ศ.2307 ส่วนใหญ่เป็นชาวประมง ซึ่งไปลากอวนหาปลาที่ปากน้ำแม่กลอง อวนได้ติดพระพุทธรูปขึ้นมาสององค์องค์หนึ่งเป็น พระพุทธรูปยืน ปางอุ้มบาตร อีกองค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปนั่ง จึงอาราธนาพระพุทธรูปยืนมาประดิษฐานที่ศรีจำปา ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ของเมืองแม่กลอง ส่วนพระพุทธรูปนั่ง ได้มอบให้ญาติพี่น้องนำไปประดิษฐานที่วัดตะเครา เมืองเพชรบุรี

วัดศรีจำปานี้ต่อมาได้ชื่อว่าวัดบ้านแหลม แลต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชั้นวรวิหาร และได้รับพระราชทานนามว่า วัดเพชรสมุทวรวิหาร

บาตรแก้วสีน้ำเงินที่เห็นอยู่ปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าบรมเธอกรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช ได้ถวายไว้เนื่องจาก บาตรเดิมอาจจมหายอยู่ในน้ำ ก่อนที่ชาวประมงจะได้จากทะเลปากอ่าวแม่กลอง

จึงนับได้ว่า หลวงพ่อบ้านแหลม หลวงพ่อวัดบ้านแหลม จ.สมุทรสงคราม นั้นเป็นที่เคารพนับถือของชาวไทยทั่วประเทศ มีผู้คนไปสักการะกราบไหว้ทุกวัน ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อบ้านแหลม ที่ใครๆไปกราบไหว้ขอพรแล้วมักสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา

ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ โพธิ์ทอง (5286) (118.172.228.*) [18 Jun 2009 00:38] #685290 (57/164)
ตาลาย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:38] #685291 (58/164)


(D)


หลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร หลวงพ่อโตวัดอินทร์..

ประวัติ หลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร หรือ หลวงพ่อโตวัดอินทร์ กรุงเทพมหานคร
หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปยืน ปางอุ้มบาตร ก่อด้วยอิฐหรือปูน ประดิษฐานอยู่ที่วัดอินทรวิหาร ซึ่งเป็นวัดโบราณ ชื่อวัดบางขุนพรหมนอก อยู่ที่ตำบลบางขุนพรหม อำเภอพระนคร กรุงเทพ ฯ

“หลวงพ่อโต” หรือ “พระศรีอริยเมตไตรย” พระพุทธปฏิมากรยืนปางอุ้มบาตร วัดอินทรวิหาร แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ซึ่ง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) วัดระฆังโฆสิตาราม ได้เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2410 ก่อด้วยอิฐถือปูน หากดำเนินการการก่อสร้างไปได้เพียงครึ่งองค์ สูงเพียงพระนาภี (สะดือ) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ก็สิ้นชีพิตักษัย ณ ศาลาใหญ่ วัดบางขุนพรหมใน เป็นพระยืนอุ้มบาตรที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าท่านได้สอนยืนและเดินได้ที่นั่น ต่อมา พระครูธรรมานุกูล (ภู จนฺทเกสโร) ซึ่งร่วมสร้างหลวงพ่อโต กับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) มาแต่ต้น ได้ดำเนินการก่อสร้างต่อมาจนถึงปี พ.ศ. 2463 พระครูธรรมานุกูล (ภู จนฺทเกสโร) มีอายุ 91 ปี พรรษาที่ 70 ชราภาพมากแล้ว จึงได้ยกขึ้นเป็นกิตติมศักดิ์ ท่านจึงมอบฉันทะให้ พระครูสังฆบริบาล (แดง) แห่งวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ช่วยบูรณปฏิสังขรณ์ต่อจากเดิม หากดำเนินก่อสร้างสำเร็จเพียงบางส่วนเท่านั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2467 พระครูสังฆรักษ์ (เงิน อินฺทสโร) ภายหลังได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ “พระอินทรสมาจาร” ได้ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2470 และได้จัดให้มีงานสมโภชเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 4-6 มีนาคม พ.ศ. 2471 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ (หม่อมเจ้าภุชงค์ ชุมพูนุท) เสด็จมาทรงเป็นประธานฝ่ายสงฆ์, สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ เสด็จมาทรงเป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ เปิดงานสมโภชองค์หลวงพ่อโต

ในหนังสือ “ประวัติหลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร ปี พ.ศ. 2490” ได้กล่าวถึงการปฏิสังขรณ์องค์หลวงพ่อโต ของพระอินทรสมาจาร (เงิน อินฺทสโร) ไว้ว่า

“ถึงปีชวด พ.ศ. 2467 พระครูอินทรสมาจาร (เงิน อินฺทสโร) เมื่อครั้งยังเป็นพระครูสังฆรักษ์ ย้ายมาจากวัดปรินายกมาเป็นเจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร ได้จัดการสร้างพระโตต่อมา โดยเป็นประธานบอกบุญเรี่ยไรจากประชาชนทั่วไป ผู้ช่วยเหลือที่เป็นกำลังสำคัญของท่านพระครูอินทรสมาจารที่ควรกล่าวให้ปรากฏคือ เจ้าคุณและคุณหญิงปริมาณสินสมรรถ พระประสานอักษรกิจ สิบเอกอินทร์ พันธุเสนา และนางพลัด พันธุเสนา พระครูอินทรสมาจารทำการก่อสร้างอยู่ 4 ปี จึงสำเร็จสมบูรณ์ (สิ้นเงินประมาณ 10,000 บาท)”

ตามประวัติ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) เป็นผู้สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ แต่ยังสร้างไม่เสร็จ คงสร้างค้างไว้เพียงถึงพระนาภี สูงประมาณ 9 วาเศษ พระครูจรรยานุกูล (หลวงปู่ภู) เจ้าอาวาสวัดอินทร์จึงดำเนินการสร้างต่อแต่ก็ยังไม่เสร็จ พระครูสังฆบริบาล (แดง) ได้สร้างเพิ่มเติมได้สร้างต่อจบเกือบเสร็จ ขาดเพียงยอดพระเมาลี ได้องค์พระสูงประมาณ 16 วา ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2467 พระครูสังฆรักษ์ (เงิน) เจ้าอาวาสได้ดำเนินการสร้างต่อมา ใช้เวลา 4 ปี จึงสำเร็จเรียบร้อย และได้จัดให้มีงานสมโภช เมื่อวันที่ 4-6 มีนาคม พ.ศ. 2471 ถึงปีมะเส็ง พ.ศ. 2472 ทางวัดได้จัดให้มีงานนมัสการและปิดทองพระโต ในเดือนมีนาคม และกำหนดเป็นเทศกาลประจำปีสืบมา

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:39] #685292 (59/164)


(D)
พระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ


พระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ
วัดหน้าพระเมรุราชิการาม จ.พระนครศรีอยุธยา
พระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ วัดหน้าพระเมรุราชิการาม จ.พระนครศรีอยุธยา
พระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ ประดิษฐานอยู่ที่วัดหน้าพระเมรุ มีพุทธลักษณะงดงามมาก สันนิษฐานว่าได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เนื่องจากมีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปปูนปั้น ที่ประดิษฐานอยู่ภายในเมรุทิศเมรุมุมของระเบียงคดวัดไชยวัฒนาราม ที่สร้างขึ้นในรัชกาลของพระองค์
ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:39] #685293 (60/164)


(D)
พระไสยา วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร

พระไสยา วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร
พระไสยาเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยมีอายูกว่า ๗๐๐ ปี แล้วเดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดพระพายหลวง เมืองสุโขทัย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผนวชเสด็จธุดงค์ ไปสุโขทัยได้ทอดพระเนตรว่าเป็นพระปางไสยาสน์ที่มีพุทธลักษณะงามกว่าองค์อื่นๆ

พระไสยา เป็นพระศิลาโบราณปางพระเจ้าเข้านิพพาน ครั้งราชวงศ์พระร่วงสมัยสุโขทัย องค์พระยาวจาก พระบาทถึงพระจุฬา ๖ ศอก ๑ คืบ ๕นิ้ว พระรัศมี ๑ คืบ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้อัญเชิญ มาจาก วัดพระพายหลวง เมืองสุโขทัยเก่า ตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ ได้ประดิษฐานไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ในวิหารพระศาสดา มุขหลัง วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร วิหารเดียวกับพระศาสดา

ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:40] #685294 (61/164)


(D)
พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก วัดป่าโมก จ.อ่างทอง

ประวัติ พระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมก จังหวัดอ่างทอง
พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก ประดิษฐานอยู่ในวิหารวัดป่าโมก ซึ่งมีชื่อเดิมว่า วัดตลาด อยู่ที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง วัดป่าโมก เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยา ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวง

พระพุทธไสยาสน์องค์นี้ มีความเก่าแก่คู่กันมากับวัด มีขนาดใหญ่โตและงดงามมาก สร้างก่อนรัชสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จมาประชุมพลก่อนจะเสด็จไปรบกับ พระมหาอุปราชา ได้เสด็จมาทรงสักการะพระพุทธไสยาสน์ก่อน เมื่อปี พ.ศ. 2135

เดิมองค์พระพุทธไสยาสน์และพระวิหาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน้อยห่างจากที่ตั้งปัจจุบัน 4 เส้น 4 วา เนื่องจาก ที่ตั้งนั้นเป็นคุ้งน้ำ น้ำจึงเซาะตลิ่งพังลงไปจนใกล้ถึงองค์พระ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐจึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้ พระราชสงครามเป็นนายกองดำเนินการชะลอพระพุทธไสยาสน์ ให้ลึกเข้ามาจากฝั่ง 4 เส้น 4 วา แล้วสร้าง พระวิหารสำหรับพระพุทธไสยาสน์ เรื่องราวการชะลอพระพุทธไสยาสน์นี้มีปรากฎอยู่ในศิลาจารึก ติดไว้ที่ฝา ผนังพระอุโบสถของวัดป่าโมก มีใจความดังนี้

เมื่อปี พ.ศ. 2271 พระเจ้าปราสาททอง เสด็จพระราชดำเนินมายืนบกชะลอพระพุทธไสยาสน์ ณ อำเภอ ป่าโมก ให้พ้นอันตรายจากน้ำเซาะตลิ่งพัง โดยชะลอให้ห่างฝั่งแม่น้ำ 4 เส้น 4 วา แล้วให้สร้างพระวิหาร สำหรับองค์พระพุทธไสยาสน์ที่วัดตลาด เนื่องจากพระวิหารเดิมฝาผนังและหลังคาชำรุดทรุดโทรม

นอกจากนั้นยังมีโคลงพระราชนิพนธ์ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ เรื่อง การชะลอพระพุทธไสยาสน์ เมื่อครั้งเป็นกรมพระราชวังบวร ฯ นิพนธ์ ถวายสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เป็นจำนวนโคลง 69 บท มีสำนวนตามบทที่ 2 ดังนี้

ตะวันลงตรงทิศทุกัง
เซราะฝั่งพงรหุรหาย
ขุดเขื่อนเลื่อนทลมทลาย
ผนังแยกแตกแตนซ้ำ แทงสาย
รอดน้ำ
ริมราก
รูปร้าวปฏิมา

ในโคลงดังกล่าวยังได้บรรยายว่า พระราชสงครามเป็นผู้ที่มีความสามารถ เคยทำงานสำคัญมาหลายครั้ง การชะลอครั้งนี้ได้จัดการขุดดิน ทำร่อง ทำราง ด้วยความยากลำบากจนเป็นผลสำเร็จ

ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:41] #685296 (62/164)


(D)
พระนอนจักรสีห์ วัดพระนอนจักรสีห์ จ.สิงห์บุรี

ประวัติ พระนอนจักรสีห์ วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร หรือ วัดพระนอนจักรสีห์ จ.สิงห์บุรี
พระพุทธไสยาสน์องค์นี้ เป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่และยาวที่สุดของประเทศ สร้างมานานเก่าแก่จนไม่ทราบ แน่ชัดว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล่าในทำนองนิยายปรำปรา ทำนองเดียวกันกับพระ ปฐมเจดีย์ เช่น กล่าวว่าพระเจ้าสิงหพาหุเป็นผู้สร้าง แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าพระเจ้าพาหุคือผู้ใด ครองเมืองอะไร ในยุคสมัยใด สันนิษฐานว่าสร้างก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี องค์พระหันพระเศียรไปทางทิศตะวันออก ความยาว 3 เส้น 3 วา 2 ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว

วัดพระนอนจักรสีห์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร อยู่ที่ตำบลจักรสีห์ อำเภอเมือง จังหวัดสิงหบุรี พื้นที่ของวัดมีขนาดกว้างประมาณ 7 เส้น (280 เมตร) ยาวประมาณ 10 เส้น (400 เมตร) สภาพที่เป็นอยู่เมื่อปี พ.ศ. 2421 จากพระราชนิพนธ์เรื่อง ระยะทางเสด็จประพาสมณฑลอยุธยา มีว่า " วัดนี้อยู่ ห่างแม่น้ำสามสิบวา เป็นที่ลุ่มน้ำท่วม ต้องทุบถนนและมีสะพานข้าม รอบวิหารพระนอนมีกำแพงแก้วเตี้ย ๆ ชั้นหนึ่ง ตัวพระวิหาร ยาว 1 เส้น 7 วา กว้าง 11 วา เสาข้างในเป็นแปดเหลี่ยม อาการที่พระพุทธไสยาสน์บรรทม ไม่เหมือนอย่างกรุงเก่า หรือกรุงเทพ ฯ พระกรทอดออกไปมากเพราะเขนยหนุนไม่สู้ชันนัก เป็นบรรทมราบ แต่พระบาทซ้อนกันตรงเหมือนอย่างพระนอนทั้งปวง "

หลักฐานที่มีอยู่คือ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการ เมื่อปีจอ ฉศก จุลศักราช 1111 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 2297 และได้เสด็จไปอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2299 เพื่อสมโภชฉลอง ต่อมาสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้เสด็จไปทรงนมัสการ เมื่อปี พ.ศ. 2421 ในครั้งนั้น พระวิหารและพระนอนชำรุดทรุดโทรมมาก เนื่องจากขาดการบูรณะปฏิสังขรณ์มานาน พระธรรมไตรโลก (อ้น) วัดสุทัศน ได้ทูลขอพระราชทานเงินค่านาสำหรับวัดเพื่อทำการปฏิสังขรณ์ พระองค์ก็ได้มอบถวายให้ และโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระบำราศปรปักษ์เป็นที่ปรึกษา การปฏิสังขรณ์ทำเสร็จในปี พ.ศ. 2428 การปฏิสังขรณ์ครั้งล่าสุดทำเมื่อปี พ.ศ. 2510

"พระนอนจักรสีห์" เป็นพระพุทธไสยาสน์ปางโปรดอสุรินทราหู เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ มีพุทธลักษณะที่งดงามองค์หนึ่ง และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ

ตั้งอยู่ที่วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร ต.จักรสีห์ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ห่างจากตัวเมืองสิงห์บุรีประมาณ 50 กิโลเมตร ไปทางด้านทิศตะวันออก

พระพุทธไสยาสน์ปางโปรดอสุรินทราหู องค์ใหญ่ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีพุทธลักษณะที่งดงามองค์หนึ่งของประเทศ บริเวณวัดยังเป็นที่ปฏิบัติธรรม เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทางด้านพุทธศาสนา สำหรับนักธรรม-บาลี และมีพระแก้ว พระกาฬ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่วัด

ชาวสิงห์บุรี มีความเชื่อว่าหากมีโอกาสได้นมัสการวัดพระนอนจักรสีห์ฯ แล้วเดินชมต้นสาละลังกาใหญ่ที่ปลูกไว้กว่า 100 ต้น ในบริเวณวัดแล้วอธิษฐานปรบมือใต้ต้นสาละ หากดอกสาละร่วงลงมา คำอธิษฐานนั้นจะประสบผลตามที่หวังไว้

ประวัติ "หลวงพ่อพระนอนจักรสีห์" เป็นพระพุทธรูปปางพระพุทธเจ้าทรงไสยาสน์ เทศนาโปรดยักษ์อสุรินทราหู เพื่อลดทิฐิของอสุรินทราหูที่ถือตัวว่ามีร่างกายใหญ่โตกว่ามนุษย์ พระพุทธเจ้าจึงเนรมิตร่างกายให้ใหญ่กว่ายักษ์

"หลวงพ่อพระนอน" จึงเป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่และยาว สร้างโดยท้าวอู่ทอง มีความยาว 1 เส้น 3 วา 2 ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว (47.40 เมตร) พระเศียรชี้ไปทางตะวันออก หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ มีความงดงามเป็นอย่างมาก

มีเรื่องเล่าสืบกันมาว่า "สิงหพาหุ" มีพ่อเป็นสิงห์ พอรู้ความจริงคิดละอายเพื่อนว่ามีพ่อเป็นสัตว์เดรัฐฉาน จึงฆ่าสิงห์ตาย ภายหลังรู้สึกตัวกลัวบาปและเสียใจเป็นอย่างมาก จึงสร้างพระพุทธรูปโดยเอาทองคำแท่งโต 3 กำมือ ยาว 1 เส้น เป็นแกนขององค์พระ เป็นการไถ่บาปและพระพุทธรูป มีอยู่ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชามาหลายชั่วอายุคน จนองค์หลวงพ่อพระนอนได้พังทลายลงเป็นเนินดิน

ทั้งนี้ ไม่มีใครทราบว่าพระเจ้าสิงหพาหุ คือ ผู้ใด ครองเมืองอะไร ในยุคสมัยใด แต่สันนิษฐานว่าสร้างก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

กาลนานต่อมา ท้าวอู่ทอง ได้นำพ่อค้าเกวียนผ่านมาทางนี้ แล้วพบแกนทองคำฝังอยู่ในเนินดิน และทราบเรื่องสิงหพาหุ เกิดความเลื่อมใสและเห็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา จึงชักชวนพ่อค้าเกวียนก่อสร้างพระพุทธรูปนี้ขึ้น โดยใช้แท่งทองคำที่พบนั้นเป็นแกนขององค์พระ

สำหรับ "วัดพระนอนจักรสีห์" เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร อยู่ที่ตำบลจักรสีห์ อ.เมือง จ.สิงหบุรี พื้นที่ของวัดมีขนาดกว้างประมาณ 7 เส้น (280 เมตร) ยาวประมาณ 10 เส้น (400 เมตร) สภาพที่เป็นอยู่เมื่อปี พ.ศ.2421

จากพระราชนิพนธ์เรื่อง ระยะทางเสด็จประพาสมณฑลอยุธยา มีว่า "วัดนี้อยู่ ห่างแม่น้ำสามสิบวา เป็นที่ลุ่มน้ำท่วม ต้องทุบถนนและมีสะพานข้าม รอบวิหารพระนอนมีกำแพงแก้วเตี้ยๆ ชั้นหนึ่ง ตัวพระวิหาร ยาว 1 เส้น 7 วา กว้าง 11 วา เสาข้างในเป็นแปดเหลี่ยม อาการที่พระพุทธไสยาสน์บรรทม ไม่เหมือนอย่างกรุงเก่า หรือกรุงเทพฯ พระกรทอดออกไปมากเพราะเขนยหนุนไม่สู้ชันนัก เป็นบรรทมราบ แต่พระบาทซ้อนกันตรงเหมือนอย่างพระนอนทั้งปวง"

หลักฐานที่มีอยู่คือ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการ เมื่อปีจอ ฉศก จุลศักราช 1111 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ.2297 และได้เสด็จไปอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ.2299 เพื่อสมโภชฉลอง

ต่อมาสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้เสด็จไปทรงนมัสการ เมื่อปี พ.ศ.2421 ในครั้งนั้น พระวิหารและพระนอนชำรุดทรุดโทรมมาก เนื่องจากขาดการบูรณปฏิสังขรณ์มานาน พระธรรมไตรโลก (อ้น) วัดสุทัศน์ ได้ทูลขอพระราชทานเงินค่านาสำหรับวัด เพื่อปฏิสังขรณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานเงินค่านาของวัดและของเมืองสิงห์ให้บูรณปฏิสังขรณ์พระพุทธไสยาสน์ ด้วยเมื่อนึกถึงว่าพระพุทธไสยาสน์ วัดพระนอนจักรสีห์ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ที่สร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ในสมัยที่เครื่องจักรเครื่องทุ่นแรงยังไม่มีใช้กันเช่นปัจจุบันก็พอจะทำให้เราเห็นถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนไทยในอดีตว่ายิ่งใหญ่เพียงใดได้เป็นอย่างดี

พระองค์ได้มอบถวายให้ และโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระบำราศปรปักษ์ เป็นที่ปรึกษา

การปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2428

วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2519 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯมาทรงสักการะพร้อมพระบรมวงศานุวงศ์

นับได้ว่า "หลวงพ่อพระนอนจักรสีห์" เป็นปูชนียวัตถุที่ทรงไว้ซึ่งปาฏิหารย์ศักดิ์สิทธิ์ล้ำค่า เป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนให้เดินทางมากราบไหว้บูชา เพื่อเป็นพุทธานุสติ ในอันจะน้อมรำลึกถึงคำสั่งสอนแห่งพระพุทธองค์

ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:42] #685297 (63/164)


(D)
พระพุทธไสยาสน์วัดโพธิ์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ

ประวัติพระพุทธไสยาสน์วัดโพธิ์ (พระนอนวัดโพธิ์) วัดโพธิ์
พระพุทธไสยาสน์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร พระพุทธไสยาสน์วัดโพธิ์ หรือเรียกกันว่า พระนอนวัดโพธิ์ ประดิษฐานอยู่ ณ พระวิหารวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือที่เรียกกันว่าวัดโพธิ์

ซึ่งตั้งอยู่ติดกับพระบรมมหาราชวังด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นพระนอนที่มีขนาดยาวเป็นอันดับสามของประเทศไทย คือยาวถึงสองเส้นสามวา, รองลงมาจากพระนอนจักรสีห์ (ยาวสามเส้น สามวา สองศอก หนึ่งคืบ เจ็ดนิ้ว) และพระนอนวัดขุนอินทประมูล (ยาวสองเส้นห้าวา)

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อครั้งที่ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพลฯ ทั้งวัด องค์พระก่อด้วยอิฐคือปูน ลงรักปิดทองทั้งองค์

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:42] #685298 (64/164)
พระบาทของ"พระพุทธไสยาสน์วัดโพธิ์"แต่ละข้าง กว้าง 1.5 เมตร ยาว 5 เมตร มีภาพมงคล 108 ประการ เป็นลวดลายประดับมุก ภาพมงคลแต่ละอย่างจะอยู่ในช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ล้อมรอบด้วยภาพกงจักร ซึ่งอยู่ตรงกลางพระบาท ทั้งสองข้างมีภาพเหมือนกัน

ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:43] #685299 (65/164)


(D)
พระนอนวัดขุนอินทประมูล วัดขุนอินทประมูล จ.อ่างทอง

ระวัติ พระนอนวัดขุนอินทประมูล วัดขุนอินทประมูล จ.อ่างทอง
พระนอนวัดขุนอินทประมูล ประดิษฐานอยู่ ณ วัดขุนอินทประมูล ซึ่งปัจจุบันเป็นวัดร้าง ตำบลอินทประมูล อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง อยู่ห่างจากตัวเมืองอ่างทองประมาณ 7 กิโลเมตร องค์พระยาว 2 เส้น 5 วา ซึ่งนับเป็นพระนอนหรือพระพุทธไสยาสน์ที่ยาวเป็นอันดับที่สอง รองจากพระนอนจักรสีห์

จากตำนานกล่าวว่า ขุนอินทประมูล ได้ยักยอกเงินหลวงมาสร้าง ครั้งถูกสอบถามว่าเอาเงินจากใหนมาสร้างพระ ขุนอินทประมูลก็ไม่ยอมบอกความจริง จึงถูกลงโทษจนตาย คงมีความชื่อที่ว่า ถ้าบอกแหล่งที่มาของเงินแล้ว ตนจะไม่ได้กุศลตามที่ปราถนา

พระนอนวัดขุนอินทประมูล จากการสันนิฐานมีความเห็นว่าได้สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระพักตรหันไปทางทิศเหนือ พระเศียรหันไปทางทิศตะวันออก เมื่อมองตลอดทั้งองค์มีความสง่างามมาก พระพักตรงดงามได้สัดส่วน แสดงออกถึงความมีเมตตา

ปัจจุบัน องค์พระนอนอยู่กลางแจ้งไม่มีวิหารคลุมเช่นพระนอนองค์อื่น เนื่องจากวิหารเดิมคงหักพังไปนานแล้ว ดังจะเห็นได้จาก เสาพระวิหารที่ยังปรากฎอยู่รอบองค์พระนอนวัดขุนอินทประมูล รอบ ๆ องค์พระมีต้นไม้ขนาดใหญ่หลายต้นขึ้นอยู่โดยรอบ ทำให้มีความสงบร่มเย็น เหมาะแก่การไปนมัสการให้เกิดความสุข สงบ ตามธรรมชาติ ซึ่งแปลกออกไปจากบรรยากาศในพระวิหาร

ไม่พบว่ามีการนมัสการประจำปีองค์ พระนอนวัดขุนอินทประมูล อาจจะเนื่องจากอยู่ที่วัดร้างกลางทุ่งนา ห่างไกลจากชุมชนมาก

ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:43] #685300 (66/164)


(D)
พระนอนวัดคูหาภิมุข วัดคูหาภิมุข จ.ยะลา

ประวัติ พระนอนวัดคูหาภิมุข พระพุทธไสยาสน์วัดคูหาภิมุข วัดคูหาภิมุข(วัดหน้าถ้ำ) จ.ยะลา
พระนอนวัดคูหาภิมุข พระพุทธไสยาสน์วัดคูหาภิมุข ซึ่งประชาชนทั่วไปเรียกว่า พระนอนวัดหน้าถ้ำ ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำวัดคูหาภิมุข อำเภอเมือง จังหวัดยะลา อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นพระนอนที่เก่าแก่ที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย

พระนอนวัดคูหาภิมุข (วัดหน้าถ้ำ)ตามตำนานพื้นเมืองกล่าวว่า ในครั้งที่สร้างพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าเมืองต่าง ๆ ในแถบนั้น ที่ยังอยู่ในอำนาจของพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรศรีวิชัย อันได้แก่ เมืองพัทลุง ปัตตานี กลันตัน ตรังกานู ป่าหัง และเมืองไทรบุรี ได้ทราบข่าวการสร้างพระบรมธาตุดังกล่าว ใคร่จะร่วมการกุศลด้วย จึงได้พากันนำสิ่งของต่าง ๆ บรรทุกเรือสำเภา แล่นใบมายังเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อจะร่วมสร้างพระบรมธาตุ แต่เมื่อเดินทางมาถึงก็ปรากฎว่า พระบรมธาตุได้สร้างเสร็จแล้ว บรรดาเจ้าเมืองต่าง ๆ ดังกล่าวเมื่อไม่ได้มีโอกาสร่วมพระบรมธาตุ ก็เดินทางกลับเมืองตนด้วยความผิดหวัง เมื่อเรือแล่นมาถึงชายทะเลแห่งหนึ่ง เห็นมีภูเขาสูงใหญ่อยู่ริมฝั่งทะเลก็พากันจอดเรือแวะพัก แล้วขึ้นไปสำรวจดูเขาลูกนั้น ก็ได้พบถ้ำใหญ่แห่งหนึ่ง ภายในถ้ำมีความวิจิตรงดงามยิ่งนัก บรรดาเจ้าเมืองต่าง ๆ เหล่านั้นจึงได้ปรึกษาหารือกันว่า เมื่อไม่ได้มีโอกาสสร้างพระบรมธาตุแล้ว ก็น่าจะมาช่วยกันสร้างพระพุทธไสยาสน์ขึ้นไว้ในถ้ำแห่งนี้ จึงได้ร่วมกันสร้างพระนอนองค์ใหญ่ ขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 1300 มีขนาดยาวประมาณ 81 ฟุต รอบองค์พระประมาณ 35 ฟุต พระบาททั้งสองซ้อนกันสูงประมาณ 10 ฟุต ซึ่งก็คือ พระพุทธไสยาสน์วัดคูหาภิมุข(วัดหน้าถ้ำ) ในปัจจุบัน

ปัจจุบันเมื่อเวลาผ่านไปประมาณกว่า 1200 ปี ชายฝั่งทะเลได้ถอยห่างจากภูเขาลูกนี้ออกไป ประมาณ 40 กิโลเมตร แต่มีร่องรอยที่แสดงว่าน้ำทะเลเคยท่วมถึงบริเวณนี้ คือมีเปลือกหอยชนิดต่าง ๆ อยู่ตามผนังถ้ำวัดคูหาภิมุข(วัดหน้าถ้ำ) ด้านล่าง

"พระนอนวัดหน้าถ้ำ" พระนอนองค์นี้มีลักษณะของส่วนประกอบที่แปลกออกไปจากพระนอนองค์อื่น คือมีพญานาคแผ่พังพานอยู่เหนือเศียรพระนอน ทำให้มีผู้สันนิษฐานถึงที่มาของพระนอนองค์นี้ว่า เดิมอาจเป็นเทวรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ตามศาสนาพราหมณ์ ต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้ามายังดินแดนส่วนนี้ จึงได้ดัดแปลงเทวรูปดังกล่าวให้เป็นพระพุทธรูปดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (วัดหน้าถ้ำ)

ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย
ภาพ/ข้อมูล : หอมรดกไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:44] #685302 (67/164)


(D)
หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย จ.หนองคาย

หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย "หลวงพ่อเกวียนหัก"


ประวัติพระใส หรือ หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย
หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย "หลวงพ่อเกวียนหัก" จ.หนองคาย เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง ประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย ซึ่งมีฐานะเป็นวัดอารามหลวง

ตั้งอยู่ที่ถนนโพธิ์ชัย ในเขตเทศบาลเมือง ห่างจากตัวเมืองหนองคายไปประมาณ 2 กิโลเมตร ตามทาง หลวงหมายเลข 212 ทางไป อ.โพนพิสัย วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ เป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก หน้าตักกว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว ส่วนสูงจากพระชงฆ์เบื้อล่างถึงยอดพระเกศ ๔ คืบ ๑ นิ้วของช่างไม้

ประวัติการสร้าง พระใส หลวงพ่อพระใส หรือ หลวงพ่อเกวียนหัก
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานไว้ในหนังสือประวัติพระพุทธรูปสำคัญ พระใส ซึ่งพิมพ์แจกในงานทอดกฐินพระราชทาน พ.ศ. 2468 ว่า หลวงพ่อพระใส เป็นพระพุทธรูปหล่อในสมัยล้านช้าง และตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า พระธิดา 3 องค์ แห่งกษัตริย์ล้านช้างเป็นผู้สร้าง บางท่านก็ว่าเป็นพระราชธิดาของพระไชยเชษฐาธิราช ได้หล่อพระพุทธรูปขึ้น 3 องค์ และขนานนาม พระพุทธรูปตามนามของตนเองไว้ด้วยว่า พระเสริมประจำพี่ใหญ่ พระสุกประจำคนกลาง พระใสประจำน้องสุดท้อง มีขนาดลดหลั่นกันตามลำดับ

การประดิษฐานพระใส
เดิมทีนั้นหลวงพ่อพระใสได้ประดิษฐาน ณ เมืองเวียงจันทน์ พ.ศ. ๒๓๒๑ สมัยกรุงธนบุรีได้อัญเชิญไปไว้ที่เมืองเวียงคำ และ"พระใส"ถูกเชิญมาประดิษฐานไว้ที่วัดโพนชัย เมืองเวียงจันทน์อีก ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ เจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์เป็นกบฎ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพย์ เป็นจอมทัพยกพลมาปราบ จึงได้อัญเชิญพระสุก พระเสริม และพระใส ลงมาด้วย โดยอัญเชิญมาจากภูเขาควายขึ้นประดิษฐานบนแพไม้ไผ่ ซึ่งผูกติดกันอย่างมั่นคงล่องมาตามลำน้ำงึม เมื่อล่องมาถึงตรงบ้านเวินแท่นในขณะนั้น เกิดอัศจรรย์แท่นของพระสุกได้เกิดแหกแพจมลงไปในน้ำ โดยเหตุที่มีพายุพัดแรงจัด และบริเวณนั้นได้นามว่า "เวินแท่น"

การล่องแพก็ยังล่องมาตามลำดับจนถึงน้ำโขง (ปากน้ำงึม) เฉียงกับบ้านหนองกุ้ง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ได้เกิดพายุใหญ่ เสียงฟ้าคำรามคะนองร้องลั่น ในที่สุดพระสุกได้แหกแพจมลงไปในน้ำ ซึ่งอาการวิปริตต่างๆ ก็ได้หายไปเป็นอัศจรรย์ยิ่ง บริเวณนั้นจึงได้ชื่อว่า "เวินสุก" และพระสุกก็จมอยู่ในน้ำตรงนั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้

ก็ยังเหลือแต่พระเสริม พระใส ที่ได้นำขึ้นมาถึงเมืองหนองคาย พระเสริมนั้นได้ถูกอัญเชิญประดิษฐานไว้ ณ วัดโพธิ์ชัย ส่วนพระใส ได้อัญเชิญประดิษฐานไว้ ณ วัดหอก่อง (ปัจจุบันคือวัดประดิษฐ์ธรรมคุณ)

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้ขุนวรธานีและเจ้าเหม็น (ข้าหลวง) อัญเชิญพระเสริม จากวัดโพธิ์ชัย หนองคายไปกรุงเทพฯ และอัญเชิญพระใสจากวัดหอก่องขึ้นประดิษฐานบนเกวียนจะอัญเชิญลงไปกรุงเทพฯ ด้วย แต่พอมาถึงวัดโพธื์ชัย หลวงพ่อพระใสได้แสดงปาฏิหาริย์จนเกวียนหักจึงอัญเชิญลงไปไม่ได้ ได้แต่พระเสริมลงกรุงเทพฯ ประดิษฐาน ณ วัดปทุมวนาราม ส่วน"หลวงพ่อพระใส"ได้อัญเชิญประดิษฐาน ณ วัดโพธิ์ชัย อ.เมืองหนองคาย จนถึงปัจจุบัน ความอัศจรรย์ของ"หลวงพ่อพระใส"จนได้สมญาว่า "หลวงพ่อเกวียนหัก"
ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:45] #685304 (68/164)


(D)
หลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง จ.พิจิตร..

ประวัติหลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง จ.พิจิตร
หลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง เป็นพระพุทธรูปมีพระพุทธลักษณะที่งดงามและทรงพุทธานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งของประเทศไทย ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ วัดท่าหลวง(พระอารามหลวง) ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร

หลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง นอกจากจะเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามทรงรูปศิลป์แล้วพระพุทธลักษณะองค์หลวงพ่อเพชร เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนรุ่นแรก หล่อด้วยโลหะสำริด ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร ซ้ายสังฆาฎิสั้นเหนือพระอุระ ขนาดหน้าตักกว้าง ๒ ศอก ๑ คืบ ๖ นิ้ว สูง ๓ ศอก ๓ นิ้ว ที่ที่ประทับนั่งนบฐานที่มีรูปบัวคว่ำบัวหงายรอบรับ สร้างในระหว่างปีพุทธศักราช ๑๖๖๐ ถึง ๑๘๘๐ สร้างมาแล้วประมาณ ๘๘๒ ปี หลวงพ่อเพชรยังเป็นพระพุทธรูปทรงอานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์ ด้วยกิตติศัพท์นานัปประการเมื่อใครได้ไปเที่ยวเมืองพิจิตรจะต้องไปนมัสการหลวงพ่อเพชร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ที่ว่าหลวงพ่อเพชรทรงอานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์นั้น เนื่องจากมีประชาชนที่นับถืออย่างมาก เมื่อใครมีเรื่องเดือดร้อน เช่น ของหาย หรือมีความทุกข์ยากที่จะบนบานศาลกล่าวขออำนาจ"หลวงพ่อเพชร"ให้ช่วยปกป้องรักษา หรือปัดเป่าความทุกข์ยากให้หมดไป เดชะบารมีขององค์หลวงพ่อเพชร ก็จะช่วยทุกรายเมื่อผู้นั้นพ้นทุกข์ก็จะนำหัวหมู เป็ด ไก่ ขนม ไปถวายแด่"หลวงพ่อเพชร"ที่พระอุโบสถกลิ่นธูปและควันเทียนจะไม่ขาดระยะ ชาวพิจิตรทุกผู้ทุกนาม ต่างให้ความเคารพนับถืออย่างสูงต่อพระองค์หลวงพ่อเพชร ทั้งยังเป็นมิ่งขวัญศูนย์รวมใจของชาวพิจิตร พลังแห่งความนัยถือ พุทธานุภาพของหลวงพ่อเพชรจะไม่จางหายไปจากหัวใจของชาวพุทธ

ประวัติการสร้าง หลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวง
ยังไม่มีหลักฐานที่บ่งชัดแน่นอน เพียงแต่มีตำนานเล่าขานกันสืบมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้เกิดขบถจอมทองเมืองเชียงใหม่ กองทัพกรุงศรีอยุธยาจึงได้ไปปราบปรามจองทอง เมื่อเดินทัพมาถึงเมืองพิจิตร แม่ทัพก็ได้สั่งให้หยุดพักรี้พลที่เมืองพิจิตร ซึ่งทางเจ้าเมืองพิจิตรก็ได้ให้การต้อนรับปฏิสันถารเป็นอย่างดี ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่กองทัพเป็นอย่างยิ่ง เมื่อกองทัพกรุงศรีอยุธยาหายเหนื่อยแล้ว จึงออกเดินทางจากเมืองพิจิตร แต่ก่อนที่จะจากกันเจ้าเมืองพิจิตรได้ไปปรารภกับแม่ทัพว่า ถ้าปราบขบถเสร็จเรียบร้อยดีแล้วขอให้หา พระพุทธรูปงาม ๆ มาฝากสักองค์หนึ่ง ฝ่ายทางแม่ทัพเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ยุ่งยากนัก จึงรับปากว่าจะหามาให้ตามความต้องการ หลังจากนั้นก็มุ่งสู่จอมทอง เมื่อไปถึงได้ปราบขบถจอมทองจนราบคาบ ก่อนเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยาก็นึกถึงคำร้องของเจ้าเมืองพิจิตร จึงอัญเชิญหลวงพ่อเพชรจากจอมทองมาด้วย โดยประดิษฐานบนแพลูกบวบล่องมาตามลำน้ำแม่ปิง เมื่อมาถึงเมืองกำแพงเพชรก้ได้ฝากหลวงพ่อเพชรไว้กับเจ้าเมืองกำแพงเพชร ต่อมาเมื่อเจ้าเมืองพิจิตรทราบข่าวจึงพร้อมด้วยชาวเมืองพิจิตรเป็นจำนวนมาก ได้อัญเชิญองค์หลวงพ่อเพชรมาประดิษฐานไว้ ที่วัดนครชุม (เมืองพิจิตรเก่า) ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองพิจิตรซึ่งนำความชื่นชมโสมนัสมาสู่ชาวพิจิตรเป็นอย่างมาก


จนกระทั่งถึงปีพุทธศักราช ๒๔๔๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕มีพระราชประสงค์จะหาพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามเพื่อนำไปไว้ที่วัดเบญจมบพิตร จังหวัดพระนคร เจ้าพระศรีสุริยศักดิ์ สหมุเทศาภิบาล มณฑลพิษณุโลก จึงได้สั่งให้หระยาเทพาธิบดี (อิ่ม) เจ้าเมืองพิจิตร ขณะนั้นแสวงหาพระพุทธรูปที่สวยงามตามพระราชประสงค์ เมื่อได้รับคำสั่งดังนั้นพระยาเทพาธิบดีจึงออกตรวจดูพระพุทธรูปทั่ว ๆ ไปในเมืองพิจิตร ก็พบว่าองค์หลวงพ่อเพชรเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามตามพระราชประสงค์ และเพื่อสะดวกในการขนย้าย จึงได้จ้างชาวณวนคนหนึ่งชื่ออาง ทำการทะล่วงหุ่นดินภายในองค์หลวงพ่อเพชรการทะลวงหุ่นดินนั้นก็เพื่อต้องการให้น้ำหนักเบา แล้วนำขึ้นเกวียนมาลงเรือชะล่า มีปรำลากจูงด้วยเรือพาย และเมื่อมาถึงเมืองพิษณุโลกก็เทียบท่าอยู่หน้าวัดพระศรีมหาธาตุหลังจากนั้นเจ้าเมืองพิจิตร พระยาเทพาธิบดี ก็ได้ไปกราบเรียนสมุหเทศาภิบาลว่า ได้นำองค์หลวงพ่อเพชรมาถึงเมืองพิษณุโลกแล้ว และกราบเรียนต่อไปว่า การนำหลวงพ่อเพชรมาครั้งนี้ชาวเมืองพิจิตรทุกคนมีความโศกเศร้าเสียใจเป็นอันมาก เพราะเสียดายในองค์หลวงพ่อเพชรในฐานะที่เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่เดิม เมื่อได้ทราบดังนั้น สมุหเทศาภิบาลจึงได้โปรดทราบตรวจดูพระพุทธรูปก็เห็นว่างดงานจริง ๆ ดังคำบอกเล่าของเจ้าเมืองพิจิตร แต่มีขนาดองค์ใหญ่โตเกินไป อีกประการหนึ่งก็เห็นว่าเป็นการทำลายจิตใจของชาวเมืองพิจิตรจึงได้สั่งให้เจ้าเมืองพิจิตรนำกลับไปไว้ที่เมืองพิจิตรตามเดิมการนำเอาหลวงพ่อเพชรกลับมายังเมืองพิจิตรคราวนี้นั้น ไม่ได้นำไปไว้ที่อุโบสถที่วัดนครชุมเหมือนเดิม แต่นำมาไว้ที่วัดท่าหลวง โดยทำปรำคลุมไว้เป็นการชั่วคราว เมื่อประชาชนรู้ข่าวการนำองค์หลวงพ่อเพชรกลับมาที่เมืองพิจิตรต่างก็พากันมาปิดทองนมัสการอยู่ที่วัดท่าหลวง จึงได้ปรึกษาหารือกันจะแห่แหนหลวงพ่อเพชรกับไปวัดนครชุมอย่างเดิมส่วนราษฎรทางเมืองใหม่เห็นว่า เมืองพิจิตรได้ย้ายมาตั้งใหม่แล้ว หลวงพ่อเพชรก็ควรจะอยู่เป็นมิ่งขวัญของชาวเมืองใหม่ด้วย จึงไม่ยินยอมให้ชาวเมืองเก่านำกลับไปวัดนครชุมเหตุการณ์ตอนนี้มีผู้เล่าขานว่า ขนาดเกิดการยื้อแย่งกัน และถึงขั้นการเตรียมอาวุธเข้าประหัตประหารกัน เดือดร้อนถึงพระธรรมทัสสีมุนีวงศ์ (เอี่ยม) เจ้าคณะจังหวัดพิจิตรในขณะนั้น ต้องออกห้ามทัพด้วยเดชะบารมีขององค์หลวงพ่อเพชร ประกอบกับชาวเมืองพิจิตรเคารพนับถือท่านมาก ศึกครั้งนั้นจึงยุติลง และได้ชี้แจงว่าจะหล่อหลวงพ่อเพชรจำลองเท่ากับขนาดองค์จริงเพื่อนำกลับไปให้ชาวเมืองเก่าแทนองค์หลวงพ่อเพชรองค์จริง ส่วนหลวงพ่อเพชรองค์จริงนั้นขอให้ประดิษฐานไว้ที่วัดท่าหลวงซึ่งท่านเป็นเจ้าโอวาสอยู่ และถ้าชาวเมืองเก่าจะมานมัสการก็ไม่ไกลเกินไปนัก ชาวเมืองพิจิตรก็เชื่อฟังแต่โดยดีไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น


หลวงพ่อเพชร จึงประดิษฐานอยู่ที่วัดท่าหลวงตราบเท่าทุกวันนี้อีกเหตุกรณ์หนึ่งที่หลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวงได้ประดิษฐานที่วัดท่าหลวงนั้น มีคนเล่าสืบต่อกันมาว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะอัญเชิญพระพุทธชินราชจากวัดศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ไปประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดเบญจมพิตร ซึ่งพระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นใหม่ พระองค์จึงมีพระกระแสรับสั่งให้สืบหาพระพุทธรูปที่มีลักษณะที่งดงามสมควรที่จะนำไปแทนพระพุทธชินราชได้ จึงมีคำสั่งให้เจ้าเมืองพิจิตรนำองค์หลวงพ่อเพชรไปยังเมืองพิษณุโลก ข่าวการที่ราชการจะนำ องค์"หลวงพ่อเพชร"ไปล่วงรู้ไปถึงประชาชน ต่างพากันเสียดายและหวงแหนองค์หลวงพ่อเพชรเป็นอันมาก จึงได้คบคิดกับนายอาง ซึ่งเป็นชาวญวนจัดการทะลวงหุ่นดินภายในองค์หลวงพ่อเพชรออก เพื่อให้น้ำหนักเบาสะดวกในการขนย้าย เมื่อจัดการทะลวงหุ่นดินออกแล้วก็ช่วยกันย้ายองค์หลวงพ่อเพชรไปซ่อนไว้ในป่า และเคลื่อนย้ายไปเรื่อย ๆ มิได้หยุดหย่อนข่าวการนำองค์หลวงพ่อเพชรเคลื่อนย้าย หาได้พ้นการติดตามและค้นหาของเจ้าหน้าที่ทางบ้านเมือง ผลที่สุดก็ใช้อำนาจบังคับให้นำองค์ หลวงพ่อเพชร มาจากเมืองเก่า และได้นำมาพักไว้ชั่วคราวที่วัดท่าหลวง เพื่อรอการนำไปยังเมืองพิษณุโลกชาวเมืองพิษณุโลกก็เช่นเดียวกันกับชาวเมืองพิจิตร เมื่อทางราชการจะนำองค์หลวงพ่อพระพุทธชินราชไปจากพวกเขา ต่างก็พากันหวงแหนโศกเศร้าเสียใจ ร้องให้กันทั่งเมือง เป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก ทานเจ้าคุณสมุหเทศาภิบาล จึงไดนำความเรื่องนี้ขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อพระองค์ทรงทราบก็เห็นใจชาวเมืองพิษณุโลก จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ระงับการนำพระพุทธชินราชไปกรุงเทพฯ โดยจะหล่อพระพุทธชินราชจำลองประดิษฐานในพระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตรแทน เมื่อหลวงพ่อพุทธชินราชไม่ได้เคลื่อนย้ายไปกรุงเทพฯ หลวงพ่อเพชร วัดท่าหลวงจึงประดิษฐานอยู่ที่วัดท่าหลวง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร จนกระทั่งปัจจุบันนี้
ภาพ/ข้อมูล : ธรรมะไทย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:50] #685305 (69/164)
สวัสดีทุกท่าน....ที่แวะชม และแวะมาชน................ขอบคุณมากครับ

ไม่ทราบว่ายังมีใครอยู่บ้างครับ...........

--------------------------------

ท่านพี่โพธิ์ทองครับ.....................ตาผมก็ลายเหมือนกันครับ............

ขอพักโฆษณาก่อนครับ....................................

---------------------------------------------

ท่านใดยังอยู่ ทักทายกันได้นะครับ.................หากเหงา โทรหาหลังไมค์ได้ครับ...........083-2699xxx................อิอิอิ

โดยคุณ korachaa (811) (125.25.140.*) [18 Jun 2009 00:55] #685306 (70/164)


(D)


สวัสดีครับ พี่Ting_sathu พิธีกรปืนไว และพี่ๆคนนอนดึกทุกท่าน พึ่งออกจากสมาธิ...โอ้ โห พี่ติ่งมาเป็นชุด ใช้ปืนอะไรนี่....พระล้วนๆ...สาธุ

ใส่ โลโก ซะหน่อย พองาม...

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:58] #685307 (71/164)


(D)


หวัดดีครับ...........คุณโก้..........ลืมครับ..............ขอบคุณมากครับ

----------------------------------------------------------------------

ต่อไปขอบรรยายด้วยภาพ.................โฆษณา ที่มีสาระ..............สรรหามาฝากกันครับ


โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 00:58] #685308 (72/164)


(D)



โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 01:00] #685309 (73/164)


(D)


...

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 01:00] #685310 (74/164)


(D)



โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 01:01] #685311 (75/164)


(D)



โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 01:01] #685312 (76/164)


(D)



โดยคุณ korachaa (811) (125.25.140.*) [18 Jun 2009 01:01] #685313 (77/164)


(D)


ฝึกสมาธิ วิปัสนา ตามแนว สติปัฏฐาน 4 ..ยืน,เดิน,นั่ง,นอน หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม (พระธรรมสิงหบุราจารย์) วัดอัมพวัน สิงห์บุรี....

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 01:02] #685314 (78/164)


(D)

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 01:03] #685317 (79/164)
พระอะไร....สวยจัง...มีกวางด้วย.....แบ่งไหมครับ...........4 องค์ที่บ้านอ่ะน่ะ............เหมาเลยอ่ะ


โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 01:05] #685319 (80/164)


(D)


ตามด้วยภาพสวยๆ.....สบายตา จากการตกแต่งด้วย Photoshop.......(ไม่ใช่ฝีมือผมนะครับ)


โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 01:05] #685320 (81/164)


(D)



โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 01:05] #685321 (82/164)


(D)



โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 01:06] #685322 (83/164)


(D)



โดยคุณ pusit (1718) (202.149.25.*) [18 Jun 2009 01:07] #685323 (84/164)


(D)


สวัสดีครับท่านพิธีกรและพี่ๆน้องๆเพื่อนๆทุกๆท่านครับ

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 01:07] #685325 (85/164)


(D)



โดยคุณ korachaa (811) (125.25.140.*) [18 Jun 2009 01:09] #685327 (86/164)


(D)


ได้ครับพี่ ไม่แพงหรอก 2 แสนห้า คูณ สี่ เท่ากับ ล้าน พอดี ไม่รวม vat และ ห้ามหักณ.ที่ จ่าย นะครับ แบบว่ามีคุณค่าทางใจ ถ้า ถูกใจ ให้ฟรีอ่ะครับ..555..

โดยคุณ poppoomi (188) (125.25.72.*) [18 Jun 2009 01:09] #685328 (87/164)


(D)
สวัสดีวันใหม่ครับทุก ๆ ท่าน

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 01:10] #685329 (88/164)


(D)


หลังจากพักสายตาก็มาเข้าห้องเรียนหนังสือดีกว่า................วันนี้ ว่าด้วยเรื่อง

อักษรขอม..................เชิญเรียนรู้จากภาพ....(เอาเอง).........นะครับ

มีประโยชน์กับพวกเราแน่นอน............


โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 01:11] #685330 (89/164)


(D)



โดยคุณ korachaa (811) (125.25.140.*) [18 Jun 2009 01:13] #685331 (90/164)


(D)
สวัสดีครับ พี่ อ.ภู นอนดึกนะครับ ผมไป Sleep ก่อนละครับ น้องเขา..รอ..

โดยคุณ korachaa (811) (125.25.140.*) [18 Jun 2009 01:16] #685332 (91/164)
สวัสดีครับ พี่ป๊อบpoomi ราตรีสวสดิ์.....

โดยคุณ wunchaicoth (3907) (125.26.241.*) [18 Jun 2009 01:31] #685351 (92/164)
สวัสดีครับ ยังไม่ นอน ครับ

โดยคุณ poppoomi (188) (125.25.72.*) [18 Jun 2009 01:31] #685352 (93/164)


(D)
ฝันดีครับ คุณkorachaa

โดยคุณ poppoomi (188) (125.25.72.*) [18 Jun 2009 01:48] #685362 (94/164)


(D)

โดยคุณ ศรารีย์ (519) (222.123.14.*) [18 Jun 2009 01:52] #685365 (95/164)


(D)
สวัสดีคะ..... ท่านพิธีกร.....



สวัสดีทุกๆๆๆๆๆท่านด้วยนะคะ.....



โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 01:54] #685366 (96/164)
สวีสดีครับ....................

มีคนนอนดึดเหมือนเราหลายคนนะเนี่ย............


โดยคุณ mayomjaa (464) (112.143.15.*) [18 Jun 2009 01:58] #685368 (97/164)
พี่ติ่งครับ...พี่เห็นรูปต้นโพธิ์ข้างหลังหลวงพ่อสัมฤทธิ์วัดไผ่เงินมั้ยครับและยังมีรูปพุทธประวัติรอบๆโบสถ์...เป็นฝีมือน้าชายแท้ๆของผมเลยครับ

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.119.*) [18 Jun 2009 02:04] #685371 (98/164)
โอ.....จริงหรือครับ..............เยี่ยมครับ..................วัดแถวบ้านผมเอง..........ที่บ้านแม่ผมมีหลวงพ่อสัมฤทธิ์ เป็นพระประธานเลยครับ

โดยคุณ ศรารีย์ (519) (222.123.14.*) [18 Jun 2009 02:13] #685373 (99/164)


(D)
สายๆๆๆๆจะแวะเข้ามาใหม่นะคะ....



โดยคุณ mayomjaa (464) (112.143.15.*) [18 Jun 2009 02:14] #685374 (100/164)
ผมอยู่ซอยข้างวัดแต่ไม่ค่อยกลับบ้านชอบนอนบ้านดอนเมืองเพราะทำงานสุวรรณภูมิไม่ค่อยสะดวกและเบื่อเรื่องคนเยอะรถเข้าออกลำบาก....แต่วันนี้เพิ่งกลับบ้านตอนเช้าไปหาคุณย่า...ผมยังแขวนหลวงพ่อสัมฤทธิ์รุ่นแรกอยู่เลยและหลวงปู่เจ้าอาวาสก็เพิ่งมรณะไปได้ไม่นานอายุรวม103ปีครับ

โดยคุณ aragon_ttt (2450) (115.67.116.*) [18 Jun 2009 03:04] #685379 (101/164)

โดยคุณ สาวบางโพ (1654) (91.9.190.*) [18 Jun 2009 03:49] #685381 (102/164)
อรุณสวัสดิ์คะ

โดยคุณ mayomjaa (464) (112.143.15.*) [18 Jun 2009 03:55] #685383 (103/164)
หวัดดีปีหม่จ้าคุณเชอร์รี่

โดยคุณ คนสุพรรณฯ (6) (125.24.134.*) [18 Jun 2009 05:12] #685395 (104/164)


(D)
สวัสดียามเช้า ๆ ครับท่าน Ting_sathu พิธีกร @@@@ รายการคุยกันทั้งวัน “เช้ายันดึก”....รุ่นนอนไม่หลับ @@@@@ และเพื่อนพ้องน้องพี่ทุกท่าน วันนี้ได้ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธรูป ของแต่ละท้องถิ่นเพียบเลย สุดยอดครับ....สุดยอด

โดยคุณ สิทธิโชติ (259) (58.8.89.*) [18 Jun 2009 05:52] #685407 (105/164)


(D)


สวัสดียามเช้าครับท่านพิธีกร "ติ่ง สาธุ" มาแต่เช้าน่ะครับ อละพี่ติ่ง เริ่มรายการด้วย....เนื้อหาสาระเกี่ยวกับ

ประวัติ "พระพุทธรูปสำคัญของไทย"


พระพุทธรูป ประวัติ "พระพุทธรูปสำคัญของไทย" ที่ประดิษฐานตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย
การได้บูชาพระพุทธรูป ด้วยความรู้และศรัทธาอย่างถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา จึงจะอำนวยประโยชน์แก่ตนเองและแก่ผู้อื่น โดยปราศจากโทษ พระพุทธรูป มีแต่คุณประโยชน์เมื่อเราแพ่งมองพระพุทธรูปจะมีความรู้สึกว่าจิตใจสงบ มีสติเกิดปัญญาในการที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆได้ด้วยปัญญาความรู้ที่มี พระพุทธรูปสำคัญของไทย ที่เราควรรู้

สุดยอดจริงๆครับ เรียกว่ารวบรวมมาครบทั่วประเทศไทย ไม่ต้องไปไหนไกล มาที่นี่แห่งเดียวครับ ขอบพระคุณมากๆครับ


โดยคุณ ibapra (1071) (117.47.24.*) [18 Jun 2009 05:56] #685410 (106/164)


(D)



โดยคุณ สิทธิโชติ (259) (58.8.89.*) [18 Jun 2009 05:56] #685411 (107/164)


(D)


2 ท่านนี้เปลี่ยนไปครับ

พี่ติ่ง สาธุ มาแนววิชาการ สาระ บทความดีๆ ซึ้งๆครับ

อาจารย์ภู มาแนวอีกแนวเป็นจ้าวพิธีน่ะครับ


โดยคุณ สิทธิโชติ (259) (58.8.89.*) [18 Jun 2009 05:58] #685413 (108/164)


(D)
วันนี้ในอดีต ครับ

18 มิถุนายน:

• พ.ศ. 2355 (ค.ศ. 1812) - สหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับบริเตนใหญ่ เป็นจุดเริ่มต้นของสงคราม ค.ศ. 1812

• พ.ศ. 2358 (ค.ศ. 1815) - นโปเลียน โบนาปาร์ต ต่อสู้และพ่ายแพ้ในศึกแห่งวอเตอร์ลู อันเป็นการรบครั้งสุดท้ายของเขา

• พ.ศ. 2401 (ค.ศ. 1858) - ชาลส์ ดาร์วิน ได้รับเอกสารต้นฉบับเกี่ยวกับวิวัฒนาการ ซึ่งเขียนโดยอัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ ทำให้เขาตัดสินใจตีพิมพ์เผยแพร่ทฤษฎีของตนเอง

• พ.ศ. 2416 (ค.ศ. 1873) - ซูซาน บี.แอนโทนี สตรีนักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ถูกปรับ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ข้อหาพยายามลงคะแนนในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี ค.ศ. 1872

• พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928) - วันสถาปนา กรมวิทยาศาสตร์ทหารเรือ (วศ.ทร.)

โดยคุณ สิทธิโชติ (259) (58.8.89.*) [18 Jun 2009 06:00] #685414 (109/164)


(D)
สุภาษิตและสำนวนไทย ครับ

ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

สำนวนนี้ หมายถึงคนที่มีวิชาความรู้ดี หรือรู้สารพัดเกือบทุกอย่าง แต่ถึงคราวเกิดเรื่องขึ้นกับตัวเอง กลับจนปัญญาแก้ไข หรือความหมายอีกทางหนึ่งว่า มีความรู้อยู่มากมายแต่ใช้วิชาหากินไม่ถูกช่อง ทำให้ต้องตกอยู่ในฐานะยากจนอยู่เรื่อยมา สู้คนที่ไม่รู้หนังสือเลย แต่หากินจนร่ำรวยไม่ได้



โดยคุณ สิทธิโชติ (259) (58.8.89.*) [18 Jun 2009 06:02] #685417 (110/164)


(D)
ตำราพิชัยสงครามซุนวู เสนอเป็นบทที่ 11 แล้วน่ะครับ จะจบบทที่ 13 ในอีก 2 วัน ครับ

บทที่๑๑เก้าชัยภูมิ

ตามหลักการใช้ทหารสมรภูมิสามารถแบ่งได้เป็น 9 ชนิดได้แก่ที่แบ่ง , ที่เบา , ที่ชิง , ที่ต่อ , ที่เชื่อม , ที่หนัก , ที่ลุ่ม , ที่ล้อม , ที่ตาย
1. หากราชารบกับศัตรูบนดินแดนของตนเองอันจะทำให้ทหารเป็นห่วงบ้านจิตใจถูกแบ่งแยกเรียกดินแดนเช่นนี้ว่า“ที่แบ่ง”
2. สมรภูมิที่ล้ำเข้าไปในแดนศัตรูไม่มากเรียกว่า“ที่เบา”
3. พื้นที่ซึ่งหากเรายึดได้ก่อนจะมีเปรียบแก่เราหากศัตรูยึดได้ก่อนจะมีเปรียบแก่ศัตรูเรียกว่า“ที่ชิง”
4. พื้นที่ซึ่งทัพเราไปได้ทัพศัตรูก็มาได้เรียกว่า“ที่ต่อ”
5. จุดซึ่งแดนเราและแดนศัตรูเชื่อมต่อกับดินแดนอื่นหากใครยึดได้ก่อนก็จะสามารถส่งทูตไปเชื่อมสัมพันธ์กับแดนที่สามให้เกิดพันธมิตรได้เรียกว่า“ที่เชื่อม”
6. ที่ซึ่งบุกลึกเข้าไปในแดนศัตรูและผ่านเมืองของศัตรูจำนวนมากเรียกว่า“ที่หนัก”
7. พื้นที่ป่าเขาภูมิประเทศเปี่ยมอันตรายมีหนองบึงทอดขวางจนยากแก่การสัญจรผ่านได้เรียกว่า“ที่ลุ่ม”
8. ที่ซึ่งทางเข้าคับแคบทางออกคดเคียววกวนและยาวไกลศัตรูสามารถใช้กองกำลังเพียงหยิบมือพิชิตกองกำลังจำนวนมากของเราได้เรียกว่า“ที่ล้อม”
9. พื้นที่ซึ่งหากใช้วิธีบุกจู่โจมแบสายฟ้าแลบจะสามารถรอดชีวิตอยู่ได้หากไม่จู่โจมแบบสายฟ้าแลบจะถูกพิชิตล่มสลายเรียกว่า“ที่ตาย” (ทางตัน)
ดังนั้น
ที่แบ่งไม่ควรรบ
ที่เบาไม่ควรหยุดแวะพัก
พบที่ชิงต้องชิงยึดก่อนศัตรูให้ได้หากศัตรูยึดได้ก่อนอย่าฝืนบุก
ถึงที่ต่อแต่ละกลุ่มกองรวมตัวกันให้แน่นหนาเพื่อป้องกันศัตรูจู่โจมตัดแยกกองทัพเป็นส่วนๆ
ถึงที่เชื่อมต้องเชื่อมไมตรีกับแคว้นเพื่อนบ้าน
ถึงที่หนักต้องรีบชิงปัจจัยจำเป็นต่างๆเพื่อเสริมให้กองทัพฝ่ายเรา
ในที่ลุ่มควรรีบผ่านไปโดยเร็ว
ในที่ล้อมควรใช้แผนการอันเลิศล้ำรับมือ
ในที่ตายควรดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อความอยู่รอด
ในอดีตผู้เชี่ยวชาญการใช้ทหารนั้นสามารถทำให้หัวท้ายทัพศัตรูไม่อาจคำนึงถึงกันได้กองใหญ่และกองย่อยไม่อาจหนุนเสริมพึงพากันและกันได้แม่ทัพไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้แม่ทัพกับลูกทัพถูกตัดขาดกันโดยสิ้นเชิงโดยไม่อาจกอบกู้ทหารแตกพ่ายโดยไม่อาจรวมตัวติดแม้จะรวมตัวติดได้ในที่สุดก็ไม่เป็นระเบียบ หากรู้ว่าตั้งประจันต่อไปจะได้ประโยชน์ก็จะตั้งประจันต่อไปหากรู้ว่าไร้ประโยชน์ก็จะหยุด
ขอถาม“หากกองทัพศัตรูมากมายมหาศาลทั้งยังจัดตั้งขบวนทัพอย่างเป็นระเบียบบุกเข้าหาเราเราควรจะทำอย่างไร?”
คำตอบคือ“ให้ชิงตีจุดสำคัญของศัตรูเช่นนี้ศัตรูก็จะถูกบังคับให้เคลื่อนขบวนตามการควบคุมของเรา
หลักการใช้ทหารเน้นหนักที่รวดเร็วเลิศล้ำฉวยโอกาสที่ศัตรูยังไม่ทันลงมือเดินในเส้นทางที่ศัตรูหยั่งคาดไม่ถึงจู่โจมจุดที่ศัตรูไม่ทันระวัง


โดยคุณ สิทธิโชติ (259) (58.8.94.*) [18 Jun 2009 06:03] #685418 (111/164)


(D)
หลักในการบุกเข้ารบในดินแดนของศัตรู
หากบุกลึกเข้าแดนศัตรูมากกำลังใจทหารจะรวมเป็นหนึ่งทัพศัตรูจะไม่อาจเอาชัยเราได้
แย่งชิงเสบียงในพื้นที่อุดมสมบูรณ์หยุดพักสามทัพเพื่อบำรุงกำลัง
บำรุงเลี้ยงดูทหารอย่างดีอย่าให้ต้องเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียจากนั้นกระตุ้นความฮึกเหิมสะสมพละกำลังไว้
ใช้ทหารอย่างมีเหตุผลวางแผนรบอย่างล้ำเลิศให้ศัตรูมิอาจสืบทราบได้
จัดวางกำลังพลไว้ยังจุดซึ่งไม่อาจถอยได้อีกและกระตุ้นให้สู้ตายในเมื่อทหารไม่หวั่นแม้ความตายก็จะทุ่มเทเรี่ยวแรงสู้สุดกำลัง
ทหารถลำลึกเข้าแดนอันตรายก็ไม่หวาดหวั่นเมื่อไร้ทางให้ถอยจิตใจทหารก็จะกลับกลายเป็นสงบมั่นคงเมื่อบุกลึกเข้าแดนศัตรูสมาธิจะไม่ถูกแบ่งแยกโดยง่ายและจะกระเหี้ยนกระหือรืออยากเสี่ยงชีวิตกับศัตรู
ดังนั้นกองทัพเช่นนี้แม้ไม่ต้องสั่งก็รู้จักเพิ่มความระมัดระวังเองไม่ต้องร้องขอก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงได้เองไม่ต้องบังคับก็รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกันเองไม่ต้องสั่งก็รู้จักรักษาระเบียบทัพเอง
ห้ามขาดเรื่องความเชื่องมงายขจัดข่าวลือทั้งปวง ต่อให้ต้องสู้จนตายก็ไม่ถอยหนี
การที่ทหารของฝ่ายเราทำลายทรัพย์สินส่วนเกินทิ้งไปมิใช่เป็นเพราะรังเกียจทรัพย์สินเหล่านั้นไม่กลัวการสละชีวิตมิใช่เพราะไม่คิดมีชีวิตอยู่อีกต่อไปยามคำสั่งรบถูกประกาศทหารที่นั่งอยู่จะหลั่งน้ำตารดอกเสื้อที่นอนอยู่จะน้ำตาไหลอาบแก้ม
จงทำให้กองทัพอยู่ในสภาพหมดสิ้นทางถอยทหารก็จะเปลี่ยนเป็นกล้าหาญเอง
ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญการใช้ทหารจะเป็นประดุงงู“ซ่วยหราน”อันงูซ่วยหรานคืองูชนิดหนึ่งของภูเขาฉางหากตีหัวงูหางงูจะมาช่วยหากตีหางงูหัวงูจะมาช่วยหากตีกลางตัวงูหัวและหางงูจะมาช่วย
ขอถาม“เราสามารถทำให้กองทัพเป็นดังงูซ่วยหรานได้หรือไม่?”
คำตอบคือ“ทำได้”
ชาวแคว้นอู๋และชาวแคว้นเยว่แม้จะเป็นศัตรูคู่แค้นกันมานานแต่เมื่อพวกเขาลงเรือลำเดียวกันแล้วเผชิญกับลมพายุก็สามารถที่จะช่วยเหลือกันและกันได้ประดุจแขนซ้ายขวา
ดังนั้นคิดจะใช้วิธีผูกม้าหยุดรถศึกเพื่อให้จิตใจของทหารสงบลงนั้นมันเชื่อถือไม่ได้
หากต้องการให้ทหารทุกคนรวมใจเป็นหนึ่งเดียวออกรบอย่างกล้าหาญต้องมีการบังคับบัญชาที่ดี
ต้องการให้ทหารที่ขลาดเขลาอ่อนแอสู้สุดกำลังขึ้นอยู่กับการใช้ประโยชน์จากชัยภูมิอย่างเหมาะสม
ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญการใช้ทหารจะสามารถบังคับบัญชาสามทัพได้อย่างง่ายดายประดุจบังคับคนเพียงคนเดียวนั่นก็เนื่องมาจากทำให้ทหารตกอยู่ในสภาพคับขันหมดสิ้นทางถอยนั่นเอง
การบังคับบัญชากองทัพต้องสุขุมเยือกเย็นลึกซึ้งมิอาจหยั่ง เข้มงวดจริงจังและเป็นขั้นตอน
ต้องสามารถปิดบังไม่ให้ทหารทราบแผนการได้แม้แต่น้อย
เปลี่ยนหน้าที่รับผิดชอบเปลี่ยนแผนการให้คนอื่นไม่อาจมองออกได้
ต้องหมั่นเปลี่ยนที่ตั้งค่ายเดินทัพวกวนไปมาเพื่อให้ศัตรูคาดเดาจุดหมายปลายทางและความเคลื่อนไหวไม่ออก
ยามแม่ทัพมอบหมายภาระหน้าที่แก่พลทหารต้องทำเหมือนให้เขาขึ้นไปสู่ที่สูงแล้วเอาบันไดออกให้เขาไม่อาจจะลงมาได้อีก
เมื่อนำทัพบุกลึกเข้าสู่แดนศัตรู จะต้องเหมือนยิงธนูเหนี่ยวหน้าไม้ไปแล้วไม่อาจย้อนกลับ
เผาเรือทิ้งให้หมดทุบหม้อข้าวทิ้งให้หมดเป็นการบอกว่าจะต้องตัดสินใจเด็ดขาดเราต้องทำเหมือนไล่ต้อนแพะให้มันวิ่งไปทางโน้นวิ่งมาทางนี้ให้พวกเขาไม่ทราบว่ากำลังจะไปที่ไหนกันแน่
รวบรวมกองทหารทั้งหมดให้ไปอยู่ยังจุดอันตรายให้พวกเขาถูกบีบให้ต้องสู้ตายนี่คือหน้าที่ของแม่ทัพ
เปลี่ยนแผนการที่ใช้ตามสภาพท้องที่เพื่อความเหมาะสมกับสถานการณ์รุกหน้าถอยหลังยึดกุมจิตใจทหารในสภาวการณ์ที่แตกต่างกันทุกแบบให้ได้
เหล่านี้ล้วนมิอาจไม่ศึกษาพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
หลักการยกทัพออกนอกประเทศยิ่งบุกลึกเข้าแดนศัตรูมากเท่าไรจิตใจทหารจะยิ่งรวมเป็นหนึ่งหากบุกลึกไม่มากทหารก็จะเกิดความคิดแบ่งแยกอยากจะหนี
ยามออกจากแคว้นตนข้ามผ่านแคว้นเพื่อนบ้านสู่แดนศัตรูที่เป็นสมรภูมิ เรียกว่า“ที่อันตราย”
ที่ซึ่งเชื่อมต่อไปได้หลายดินแดนเรียกว่า“ที่เชื่อม”
เมื่อล้ำลึกเข้าไปในแดนศัตรูมากเรียกว่า“ที่หนัก”
บุกลึกเข้าไปในแดนศัตรูไม่มากเรียกว่า“ที่เบา”
ที่ผาชันอันตรายเรียกว่า“ที่ล้อม”
ที่ซึ่งหมดสิ้นทางถอยเรียกว่า“ที่ตาย”

ดังนั้นใน“ที่แบ่ง”พวกเราต้องรวมใจเป็นหนึ่ง
ใน“ที่เบา”เราต้องให้กองทัพอยู่รวมตัวกันติดต่อสื่อสารถึงกันได้ตลอด
พบ“ที่ชิง”เราต้องไปให้ถึงด้านหลังของมันก่อน
ใน“ที่ต่อ”เราต้องตั้งรับอย่างระมัดระวัง
ใน“ที่เชื่อม”เราต้องเสริมความมั่นคงให้กับความเป็นพันธมิตรกับเพื่อนบ้าน
ใน“ที่หนัก”เราต้องทำให้เสบียงของกองทัพไม่ขาดแคลน
ใน“ที่ลุ่ม“เราต้องผ่านไปโดยเร็ว
ใน“ที่ล้อม”เราต้องอุดทางเข้าออก
ใน“ที่ตาย”เราต้องแสดงถึงการตัดสินใจสู้ตาย
สภาพจิตใจของทหารนั้นหากถูกโอบล้อมก็จะต้องพยายามต่อต้านและจะถูกบีบให้ต้องสู้ตายโดยปริยายและเมื่อตกอยู่ในภาวะคับขันก็จะเชื่อฟังคำบังคับบัญชาไปเองโดยปริยาย
หากไม่ทราบแผนการของราชาแคว้นอื่นจงอย่าผูกไมตรีด้วยเด็ดขาด
หากไม่ชำนาญพื้นที่ป่าเขาภูมิประเทศเปี่ยมอันตรายและเขตหนองบึงห้ามเดินทัพผ่านเด็ดขาด
หากไม่ใช้ข้อมูลข้างต้นที่ได้กล่าวมาแล้วเหล่านั้นจะไม่อาจได้ประโยชน์จากการรบเด็ดขาด
สำหรับข้อดีข้อด้อยของ“เก้าชัยภูมิ”นั้นหากมีข้อที่ไม่เข้าใจแม้เพียงข้อเดียวก็ไม่อาจนับเป็นกองทัพมหาอำนาจได้กองทัพมหาอำนาจยามบุกตีแคว้นใหญ่สามารถทำให้ทหารและประชาของแคว้นนั้นรวมตัวไม่ทัน
ยามแผ่อำนาจไปประชิดแดนศัตรูจะทำให้แคว้นนั้นไม่อาจเชื่อมไมตรีกับแคว้นอื่นได้ดังนั้นไม่จำเป็นต้องชิงเชื่อมไมตรีกับแคว้นอื่นและไม่จำเป็นต้องเพาะสร้างฐานอำนาจของตนในดินแดนแคว้นอื่นเพียงอาศัยกำลังของตนเองแผ่อานุภาพกดดันแคว้นศัตรูก็สามารถยึดเมืองของศัตรูทำลายแคว้นของศัตรูได้แล้ว
บำเหน็จรางวัลให้เหนือกว่ายามปกติออกคำสั่งที่ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็นบังคับบัญชาทหารทั้งกองทัพดุจสั่งการคนเพียงคนเดียวสั่งให้ทหารปฏิบัติหน้าที่โดยไม่บอกจุดประสงค์ให้ทราบเพียงบอกถึงประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับโดยไม่บอกถึงอันตรายที่พวกเขาจะได้รับ
ต้องบีบให้ทหารตกอยู่ในภาวะคับขันจึงจะสามารถเอาชีวิตรอดได้ต้องบีบให้ทหารเข้าสู่ที่ตายจึงจะสามารถดิ้นรนเอาชีวิตรอดได้เมื่อทหารตกอยู่ในภาวะคับขันจึงจะสามารถสู้สุดกำลังเพื่อให้ได้รับชัยชนะ
ดังนั้นการบัญชาการรบต้องแสร้งทำเป็นเดินไปตามแผนของศัตรูจากนั้นทันทีที่มีโอกาสให้ฉกฉวยก็รวมกำลังพลบุกเข้าใส่ศัตรูเป็นจุดเดียวเช่นนี้แม้จะผ่านการเดินทัพพันลี้ก็ยังสามารถสังหารแม่ทัพศัตรูได้

นี่เองคือความหมายของความเลิศล้ำเหมาะเจาะสามารถสำเร็จการใหญ่
ดังนั้นเมื่อได้ตัดสินใจแล้วว่าจะทำสงครามจึงต้องปิดด่านยกเลิกหมายอนุญาตเข้าออกข้ามแดนโดยสิ้นเชิงยกเลิกการส่งทูตเจรจากับแดนศัตรูหมั่นทบทวนศึกษาและคิดวางแผนการรบทันทีที่พบว่าศัตรูมีช่องว่างให้จู่โจมก็ให้รีบฉวยโอกาสบุกเข้าไปทันที
ก่อนอื่นต้องตีชิงจุดยุทธศาสตร์สำคัญของศัตรูให้ได้และห้ามนัดหมายเวลาปะทะกันกับศัตรูเด็ดขาดแผนการที่วางไว้ควรพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามความเคลื่อนไหวของศัตรูเพื่อชัยชนะในการรบดังนั้นแรกเริ่มจะต้องสงบเสงี่ยมนิ่งเงียบจนศัตรูเริ่มผ่อนคลายจากนั้นค่อยเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วให้ศัตรูป้องกันไม่ทัน

โดยคุณ สิทธิโชติ (259) (58.8.94.*) [18 Jun 2009 06:05] #685419 (112/164)


(D)
สารพัดวิธี "มองโลกในแง่ดี"

@ วันหยุดการบ้านเพียบ
สบาย มาก..คุณครูกำลังท้าทายความสามารถของเรา(อีกแล้ว) เรารู้ทันหรอกน่า การบ้านเยอะอย่างนี้เราก็ว่าดีนะ เพราะได้ฝึก ตัวเองให้เป็นคนสู้งานหนัก ถ้าเราสู้ไม่ถอยในวันนี้ อนาคตไปโลด

@ อกหักอีกแล้ว
ไม่เป็นไร ได้เรียนรู้ชีวิต นี่ป็นการพิสูจน์สัจจธรรมอีกครั้งว่า รักแท้คือแม่เรา ว่าแต่ตัวเราเอง คอยปรับปรุงตัวเองให้ดีๆ เหอะ ชีวิตดีขึ้นเดี๋ยวก็มีคนมาชอบเราเองแหละ

@ รถติดหงุดหงิดๆ
นั่ง สมาธิมันเสียเลย จิตใจสว่างไสว เรียนหนังสือจะได้จำแม่น ง่ายจะตาย หลับตาหายใจเข้าออกลึก ๆ นับ 1 2 3 4 5 ดูลมหายใจเข้าออกเพลิน ๆ ไม่ต้องไปรอคอยอะไร

@ โห..ใช้เงินเพลินหมดเรียบเลย
" เงินหมด ก็อดอย่างเสือ" ดีสิ..จะได้ฝึกนิสัยอดทนสักระยะ ยังมีคนอื่นที่ทุกข์มากกว่าเราเยอะแยะ ทุกข์ของเรามันแค่เรื่องขี้ผง

@ เพื่อนมีมือถือ แต่เราไม่มี
โชค ดีแล้วล่ะที่ไม่มี มือถือเนี่ยตัวดูดเงินเลย วัยรุ่นบางคน เมาท์จนล้มละลาย อย่าเห่อไปตามกระแสหน่อยเลย ชีวิตนี้ไม่ได้ดีขึ้นเพราะมือถือหรอกนะ


โดยคุณ สิทธิโชติ (259) (58.8.94.*) [18 Jun 2009 06:06] #685420 (113/164)


(D)
คำคมมาฝากจากโกวเล้ง

หากหัวใจของผู้ใดตายแล้ว มีเพียงสองวิธีเท่านั้นที่จะสามารถบันดาลให้มันฟื้นคืนมาได้
หนึ่งคือความรัก หนึ่งคือความแค้น
จากเรื่อง ฤทธิ์มีดสั้น
----------------------------------------------

ระหว่างคนที่รักกัน ไฉนเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ระแวงคลางแคลงซึ่งกันและกัน
หรือนี่เป็นส่วนหนึ่งของความรัก
จากเรื่องหลั่งเลือดสะท้านภพ
----------------------------------------------------

มีคนบอกว่า ตั่วอวงความจริงเป็นสตรีอัปลักษณ์นางหนึ่ง แต่เบ้ยู่เล้งไม่รังเกียจเดียจฉันท์นาง ยังรับนางเป็นภรรยา เนื่องจากเพราะโฉมหน้าสามารถแปรเปลี่ยนได้ทุกเวลา มีแต่รักแท้จึงเป็นอมตะไม่เปลี่ยนแปร
จากเรื่อง ล่าสุดขีด
-------------------------------------------------------


โดยคุณ สิทธิโชติ (259) (58.8.94.*) [18 Jun 2009 06:08] #685421 (114/164)


(D)
เช้าแล้วน่ะครับ "ใส่ใจสุขภาพกับกระทรวงสาธารณสุข" ครับ

9 โรคที่ต้องเฝ้าระวังมีอะไรบ้างมาดูกัน

1.โรคผมร่วง

อย่าเพิ่งขำเชียวว่า ออฟฟิศทำให้ผมร่วง เพราะนี่ไม่ได้เป็นการขู่ให้ใครกลัว แต่รู้เถอะว่านอกจากอาการเครียดเป็นสาเหตุหลักทำให้เส้นผมร่วงมากกว่า 30 เส้นต่อวันแล้ว หนุ่มสาวออฟฟิศที่ได้รับแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ ก็เป็นสาเหตุทำให้ผมร่วงเช่นกัน เพราะแสงแดดในยามเช้าช่วยให้เราสังเคราะห์วิตามินเคที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมถึงหนังศีรษะด้วย

2.ปวดหัว, ไมเกรน

สาเหตุก็คงทราบกันแล้วว่า อาการปวดหัว หรือไมเกรน เกิดจากความเครียด แต่สาเหตุอีกประการที่น่าสนใจคือ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กาเฟอีน(กาแฟ น้ำอัดลม ยาชูกำลัง) อาหารไขมันสูง อาหารประเภทเนื้อสัตว์ 90% เป็นอาหารหลัก

แม้ว่าอาการอัลไซเมอร์จะเป็นอาการสมองเสื่อมโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่สาเหตุหลักๆ ของอาการสมองเสื่อมอื่นๆ ก็คือ การรับประทานอาหารดังกล่าว อีกสาเหตุหนึ่งที่น่าสนใจคือการขาดการออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยปรกติเราต้องออกกำลังกายประมาณ 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เป็นอย่างน้อย แต่มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่มักอ้างว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย

3.ปวดตา น้ำตาแห้ง

การนั่งหน้าจอเกินวันละ 6 ชั่วโมง และการเพ่งอยู่หน้าจอในที่มืดรวมทั้งการขาดวิตามินเอ และบี ถ้าไม่อยากให้น้ำตาแห้งก็ควรหาโอกาสออกไปมองฟ้าบ้างก็น่าจะดีไม่น้อย

4.ไซนัส

ดูเหมือนโรคเป็นหวัด คัดจมูก ภูมิแพ้ จะกลายเป็นโรคประจำของหนุ่มสาวออฟฟิศไปซะแล้ว ก็วันๆ นั่งอยู่แต่ในห้องปรับอากาศ ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าพนักงานแอร์มาทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศครั้งสุดท้ายตั้งแต่เมื่อไหร่ ทางที่ดีควรหาเวลาออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง ปอดจะได้ไม่พังก่อนเวลาอันควร

5. ปากเหม็น

นอกจากอาหารพวกกาแฟ แอลกอฮอล์ ความเครียด ยังเป็นพาหะเร่งให้แบคทีเรียทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ดีที่สุด ถ้าไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นคนปากเหม็นก็ต้องพูดให้มากขึ้น น้ำลายจะได้ไม่บูด

6.ปวดคอ, ปวดไหล่

ปวดข้อ ปวดนิ้ว โดยมากเกิดจากอาการนั่งทำงานผิดท่า นั่งเก้าอี้โต๊ะที่ไม่รองรับต่อการทำงาน แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า แม้ท่านจะนั่งถูกท่าแล้ว แต่หากนั่งเป็นเวลานานๆ ไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถซะบ้าง อาการปวดคอ ปวดไหล่ ก็ถามหาเช่นกัน

7.โรคอ้วน

ทุกวันเรากินอาหารอย่างน้อย 3 มื้อ มีพลังงานมากมายเข้าสู่ร่างกาย แต่ถูกเผาผลาญไปน้อยนิดก็ต้องอ้วนเป็นธรรมดา ถ้าไม่อยากให้ออฟฟิศเป็นสถานที่เพาะน้ำหนักแล้วละก็ อาหารประเภทแฮมเบอร์เกอร์ น้ำอัดลม พิซซ่า ที่คุณทำไปกินไปน่ะเลิกซะ

8.โรคกระเพาะ

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งโรคฮิตของหนุ่มสาวออฟฟิศ เพราะนอกจากการกินอาหารไม่เป็นเวลาจะเป็นสาเหตุใหญ่ รู้หรือไม่ว่าการกินอาหารแบบเร่งรีบ ยังส่งผลให้กระเพาะ และระบบขับถ่ายทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพด้วย

9.ริดสีดวง

การนั่งนานๆ จะทำให้เกิดการกดทับของเส้นเลือดดำบริเวณปลายลำไส้ และเกิดอาการเลือดคั่ง บวม ยิ่งน้ำหนักมาก ก็จะยิ่งเร่งให้เป็นโรคนี้เร็วขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นนอกจากจะต้องควบคุมน้ำหนักตัวแล้ว ควรอย่างยิ่งที่หนุ่มสาวออฟฟิศจะต้องลุกเดินไปทักเพื่อนร่วมงานบ้าง ว่าแต่อย่าไปเมาท์นานจนเจ้านายตาเขียวเชียว เดี๋ยวจะกลายเป็นโรคตกงานแทนโรคออฟฟิศไม่รู้ด้วยนะ

รู้กันอย่างนี้ ถ้าไม่อยากได้โรคทั้ง 9 เป็นของแถมจากออฟฟิศ ก็ลุกขึ้นมาใส่ใจสุขภาพตัวเองกันได้แล้ว เพื่อคนที่คุณรักและคนที่รักคุณ

ที่มา : กระทรวงสาธารณสุข

โดยคุณ สิทธิโชติ (259) (58.8.89.*) [18 Jun 2009 06:11] #685422 (115/164)


(D)


สติกเกอร์ท้ายรถสิบล้อ ครับ

โดยคุณ ผู้จัดการ (1682) (125.27.115.*) [18 Jun 2009 06:12] #685424 (116/164)


(D)
อรุณสวัสดิ์ครับพี่ติ่ง...

สุดยอดข้อมูลเลยครับ เยี่ยมจริงๆ.....

โดยคุณ คอปแมน (19954) (124.120.203.*) [18 Jun 2009 06:18] #685427 (117/164)
สวัสดีครับท่านพิธีกร พี่ทนาย ท่านผู้จัดการ และทุกๆท่านที่ไม่ได้เอ่ยนามครับ

โดยคุณ สิทธิโชติ (259) (58.8.94.*) [18 Jun 2009 06:19] #685428 (118/164)


(D)
เช้านี้ท่านผู้จัดการมาเดินทางมาที่พญาไท 1 ทำการล้างแผลครับ มีเวลาช่วง 11.00 น. ผมได้นัดกับท่านเหรัญญิก "เจ้าพ่อแบงก์ ห้วยขวาง" ไปพบท่านผู้จัดการ พูดคุย เยี่ยมเยียน ทานอาหารเที่ยงไปด้วย ครับ หากท่านใดสะดวก ไม่ติดภาระกิจ ขอเชิญน่ะครับ

โดยคุณ bannapong (1046) (118.172.241.*) [18 Jun 2009 06:22] #685432 (119/164)
สวัสดีตอนเช้าครับพี่ๆครับ.....................อิอิอิอิ





โดยคุณ สิทธิโชติ (259) (58.8.89.*) [18 Jun 2009 06:23] #685434 (120/164)


(D)
เช้านี้ต้องไปก่อนน่ะครับ

โดยคุณ kaicpac (1094) (125.25.100.*) [18 Jun 2009 06:33] #685445 (121/164)
สวัสดีตอนเช้าครับพี่ๆ ทุกท่าน พี่ติ่งเห็นบอกจะส่งไรมา ยังไม่เห็นมีเลยนะ..รออยู่ อิ อิ..

โดยคุณ BCC-106 (410) (58.9.121.*) [18 Jun 2009 06:57] #685456 (122/164)
อรุณสวัสดิ์ครับ พี่ติ่ง พิธีกร ... อาจารย์ภูษิต ..... ท่านสิทธิโชติ .... และทุกๆท่านครับผม

.

.

ประกาศเซ้ง จัดรายการวันที่ 22 มิ.ย. ของผม ยังไม่มีอาสาสมัคร เลยครับผม

โดยคุณ pupu2511 (1354) (117.47.176.*) [18 Jun 2009 07:02] #685460 (123/164)
สวัสดี ตอนเช้าครับ พี่ๆ ทุกท่าน......

โดยคุณ karn_999 (96) (202.248.149.*) [18 Jun 2009 07:27] #685487 (124/164)


(D)
ซาหวัดดียามช้าวๆๆๆๆๆๆๆคร้าบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สบายดีกันทุกท่านนะครับๆๆๆๆๆๆๆ

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.132.*) [18 Jun 2009 07:31] #685491 (125/164)


(D)
อรุณสวัสดิ์.....ทุกๆท่านครับ......................ตื่นมาพร้อมกับสายฝน.....


โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.132.*) [18 Jun 2009 07:33] #685492 (126/164)
อย่าเปิดเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ทันทีที่คุณขึ้นรถ!

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณจอดรถตากแดดไว้ ให้เปิดหน้าต่างหลังจากขึ้นรถ และอย่าเปิดแอร์ทันที ตามผลการวิจัย แผงหน้าปัทม์ (คอนโซล) เบาะที่นั่ง และน้ำหอมปรับอากาศ จะสร้างสารเบนซีน ที่เป็นสารก่อมะเร็งขึ้น (อย่างที่คุณได้กลิ่นเหมือนพลาสติคจาง ๆ ในรถ "โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถใหม่" : ผู้แปล)

นอกจากเป็นสาเหตุให้เป็นมะเร็งแล้ว สารดังกล่าวยังเป็นพิษต่อกระดูก ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง และลดจำนวนเม็ดเลือดขาว ซึ่งในระยะยาวอาจทำให้เป็นโรคลูคีเมีย และอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์มารดาได้
ระดับของสารเบนซีนที่ยอมรับได้ในอาคาร / ในรถ คือ 50 มิลลิกรัม ต่อ ตารางฟุต แต่ระดับของสารเบนซีนในรถที่จอ[คำไม่พึงประสงค์]ยู่ในร่มมีค่าอยู่ที่ 400 - 800 มิลลิกรัม หากรถจอ[คำไม่พึงประสงค์]ยู่กลางแจ้งที่มีอุณหภูมิสูงเกินกว่า 60 องศาฟาร์เรนไฮท์ 15.5 องศาเซลเซียส "ในเมืองไทยจอดในร่มอุณหภูมิก็สูงเกินแล้ว" ระดับของสารเบนซีนจะสูงขึ้นถึง 2000 -4000 มิลลิกรัม คือสูงกว่าระดับที่ยอมรับได้ถึง 40 เท่า คนที่อยู่ในรถจะหายใจเอาสารพิษที่สูงเกินมาตรฐานดังกล่าวเข้าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้นจึงขอแนะนำว่าให้คุณเปิดประตู หน้าต่างรถ ไว้สักระยะเพื่อให้อากาศที่อยู่ในตัวรถออกมาก่อนจะเข้าไปนั่ง สารพิษที่ร่างกายคุณไม่สามารถขับออกได้โดยง่าย ซึ่งส่งผลร้ายต่อ ตับ ไต ไส้ พุง

"เมื่อใครบางคนแบ่งปันบางสิ่งที่มีค่ากับคุณ และคุณได้รับประโยชน์จากมัน คุณก็ควรจะแบ่งปันสิ่งนั้นให้กับผู้อื่นด้วย"

ที่มา bt-50.com

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.132.*) [18 Jun 2009 07:33] #685493 (127/164)
วิธีแก้ข้อศอกดำ

ข้อศอกดำ จะทำให้เกิดผิวแห้งกร้านง่ายขึ้น ผิวหยาบขึ้น เวลาจับต้องทำให้เหมือนเกิดรอยสะดุด และไม่น่ามอง

วิธีแก้ข้อศอกดำ คือ

ก่อนอาบน้ำควรผสมน้ำอุ่นกับสบู่ แช่ศอกไว้วันละประมาณ 10 นาที จะแช่ในกะละมังหรืออ่างล้างหน้าก็ได้ หากวันไหนว่าง ๆ และพอมีเวลาอยู่กับบ้าน ก็ลองนำดินสอพองมาพอกที่ผิวหนังบริเวณข้อศอกทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ผิวบริเวณนั้นจะนุ่มนวลขึ้น และก่อนเข้านอนก็ใช้โลชั่นหรือครีมบำรุงผิวทาด้วย หรืออีกวิธีหนึ่ง คือ อย่าเอาข้อศอกไปเท้ากับโต๊ะ เพราะจะยิ่งทำให้ข้อศอกดำและด้านได้ง่าย

ถ้าไม่อยากให้ข้อศอกดำอีกต่อไป ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติกันได้.


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.132.*) [18 Jun 2009 07:34] #685494 (128/164)
เรื่องน่ารู้รอบตัว

เคล็ดลับแม่บ้าน

1. ไข่ขาวสามารถใช้รักษาแผลน้ำร้อนลวกได้ จริงหรือ

เฉลย
จริง โดยใช้ไข่ขาว มาทาที่น้ำร้อนลวกให้ทั่วทิ้งไว้จนแห้ง ไปเอง แล้วรอสักพักใหญ่ๆ จึงล้างออกจะไม่มีรอยแดง หรือพองเลย ข้อสำคัญ ก่อนทาไข่ขาวอย่าให้ถูกน้ำเย็นหรือของอื่นเลย และอย่าไปแกะ หรือเกาตอนที่ใกล้จะแห้ง เพราะจะทำให้หนังถลอก

2. ยาหม่องสามารถใช้ขจัดหมากฝรั่งเปื้อนผ้าได้ จริงหรือ

เฉลย
จริง โดยการใช้ยาหม่องถูตรงยางเหนียวๆ ของหมากฝรั่งไปมา ไม่นานยางของหมากฝรั่งก็จะหลุ[คำไม่พึงประสงค์]อกหมด แล้วจึงนำผ้าไปซักตามปกติ

3. ใส่หลอดในขวดซอสมะเขือเทศจะทำให้เทออกง่าย จริงหรือ

เฉลย
จริง โดยการใส่หลอดลงไปให้ลึกถึงก้นขวด เพื่อให้อากาศสามารถแทรกผ่าน เข้าไปในขวดได้ แล้วเทซอสมะเขือเทศ ก็จะไหลออกมาง่ายขึ้น

4. ถุงน่องแช่น้ำเกลือช่วยให้ถุงน่องไม่ขาดง่าย จริงหรือ


เฉลย
จริง โดยการนำเกลือ 2 ถ้วยผสมกับน้ำ 1 แกลอน แช่ถุงน่องใหม่ไว้นาน 3 ชั่วโมง แล้วล้างด้วยน้ำเย็น ยกถุงน่องขึ้น มาตากให้น้ำหยดจนแห้ง ก็จะทำให้ถุงน่องคงสภาพ และเหนียวทนนาน

5. มันฝรั่งกำจัดกลิ่นปลาร้าติดมือได้ จริงหรือ


เฉลย
ไม่จริง แต่มันฝรั่งสามารถกำจัดกลิ่นหัวหอมติดมือได้ โดยการนำมันฝรั่งที่ปอกแล้ว มาถูมือที่มีกลิ่นหัวหอมติ[คำไม่พึงประสงค์]ยู่ กลิ่นหัวหอมก็จะค่อยๆ จางหายไป

6. พริกแห้งใช้ไล่แมลงวันได้ จริงหรือ


เฉลย
จริง เวลาตากของแห้งไว้ จะมีแมลงวันมาตอม ให้เอาพริกแห้ง 5 - 6 เม็ด เสียบไว้รอบกระด้ง ไอร้อนของพริก จะทำให้แมลงวันไม่กล้าเข้าใกล้

7. เบียร์ช่วยคลายเกลียวขึ้นสนิมได้


เฉลย
จริง ให้รินเบียร์ลงไปบนเกลียวขึ้นสนิมนิดหน่อย รอ 2-3 นาที ความเป็นกรดของเบียร์ จะช่วยขจัดสิ่งสกปรก และเศษสนิม ทำให้เกลียวหมุนเปิดได้ง่ายขึ้น

8. เอาผ้าไหมแช่ช่องแข็งจะทำให้รีดง่าย จริงหรือ


เฉลย
จริง การรีดผ้าไหม ควรใช้ไฟอ่อนๆ เพราะผ้าไหมจะไหม้เกลียม หรือเป็นสีเหลืองได้ง่าย แต่ถ้าผ้าไหมยับมาก ก่อนรีดควรฉีดพรมน้ำยาให้ทั่ว แล้วพับใส่ถุงพลาสติก นำไปแช่ในช่องแข็งของตู้เย็น ประมาณ 10 -15 นาที แล้วจึงนำออกมารีด จะทำให้รีดผ้าไหมได้ง่าย และเรียบยิ่งขึ้น

9. นำเหรียญสลึงใส่แจกันช่วยให้[คำไม่พึงประสงค์]กไม้ไม่เ[คำไม่พึงประสงค์]่ยวเฉาได้ จริงหรือ


เฉลย
จริง โดยให้หย่อนเหรียญสลึงลงไปในแจกัน ส่วนผสมที่เป็นทองแดงในเหรียญ จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุให้[คำไม่พึงประสงค์]กไม้เ[คำไม่พึงประสงค์]่ยวเฉา

10. ใบฝรั่งช่วยดูดกลิ่นได้ จริงหรือ


เฉลย
จริง โดยให้นำใบฝรั่งมาตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำ แยกกากใบออก น้ำมันหอมระเหยที่ได้ จะทำหน้าที่ดับกลิ่น ส่วนกากใบที่ได้ให้นำไปวางไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อช่วยดูดกลิ่นได้


โดย เขียนโดย Whte R
se
ที่มา http://www.jobpub.com/

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.132.*) [18 Jun 2009 07:34] #685495 (129/164)
กินเพื่อสุขภาพ

1. กินน้ำมะนาวปั่นสามารถแก้อาการเมาค้างได้ จริงหรือ


เฉลย
ไม่จริง แต่แก้อาการเมาค้างได้โดยการดื่มน้ำกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง เพราะกล้วยจะทำให้กระเพาะของเราสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไป ในขณะที่นมก็ช่วยปรับระดับของเหลวในร่างกายของเรา ทำให้อาการเมาหายไปได้

2. เมื่อเป็นไข้ไม่ควรกินฝรั่ง จริงหรือ


เฉลย
จริง เพราะในฝรั่งมีแร่โพแทสเซียมสูง เมื่อเวลาเป็นไข้ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น การกินอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงจะส่งผลให้เกิ[คำไม่พึงประสงค์]าการชักได้

3. มันฝรั่งช่วยลดความดันโลหิตให้ต่ำลงได้ จริงหรือ


เฉลย
จริง เพราะในมันฝรั่งมีสารเคมีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ชื่อว่า คูคัวไมน์ส มีสรรพคุณในการควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำลง และมันยังรักษาโรคที่ลึกลับที่เรียกว่า โรคนอนหลับ ได้อีกด้วย

4. ดื่มนมร้อนก่อนนอนจะช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ จริงหรือ


เฉลย
ไม่จริง แต่การดื่มนมร้อนก่อนนอนจะช่วยให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้น เพราะนมร้อนจะส่งเสริมให้สมองหลั่งสาร

5. การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศชายได้ จริงหรือ


เฉลย
ไม่จริง แต่การเคี่ยวหมากฝรั่งช่วยให้คนไข้ผ่าตัดลำไส้ใหญ่หายเร็วขึ้น เพราะการเคี้ยวหมากฝรั่งหลังการผ่าตัด เป็นการบริหารให้ลำไส้กลับมาทำงานตามปกติได้เร็วขึ้น คนไข้จะไม่เกิ[คำไม่พึงประสงค์]าการลำไส้อืด ซึ่งทำให้ปวดท้อง และท้องอืด หลังจากที่ต้องหยุดทำงานไปพักหนึ่ง

6. การกินเนยก่อนนอนทำให้นอนหลับสนิทขึ้น จริงหรือ


เฉลย
จริง เพราะในเนยมี กร[คำไม่พึงประสงค์]มิโน ที่มีชื่อว่า ทริปโตพัน ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย และสะกดให้หลับได้สนิทดีขึ้น

7. กินส้มช่วยแก้อาการเซ็งได้ จริงหรือ


เฉลย
จริง การรับประทานส้มโดยปอกเปลือกเองจะมีกลิ่นส้มที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และวิตามินซีที่ร่างกายได้รับในจำนวนที่เพียงพอ ช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้คลายความเครียดลงได้ดีออกมาด้วย

8. การกินช็อคโกแล๊ตช่วยแก้ไอได้ จริงหรือ


เฉลย
จริง เพราะ โกโก้ที่ใช้ทำช็อคโกแล๊ตมีสารที่ชื่อว่า ธีโอโบรไมน์ จะไปออกฤทธิ์ที่เส้นประสาทชื่อ เวกัสเนอร์ฟ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการไอ ทำให้สามารถหยุ[คำไม่พึงประสงค์]าการไอเรื้อรังอย่างได้ผล

9. การกินบ๊วยช่วยเพิ่มกำลังได้ จริงหรือ


เฉลย
จริง เพราะ การที่คนเรามีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย เพราะกรดในเลือดสูง ร่างกายไม่สามารถปรับดุลความเป็นด่างได้ทัน แต่บ๊วยมีความเป็นด่าง Ph 7.35 ใกล้เคียงกับเลือดคนเรา จึงช่วยถ่วงดุลความเป็นด่างได้ และยังมีโปรตีน เกลือแร่ และสารอาหารจำเป็นอยู่มากอีกด้วย

10. การกินอาหารมื้อเช้าช่วยป้องกันความจำเสื่อมได้ จริงหรือ


เฉลย
จริง เพราะ เลือดตอนเช้าจะแข็งตัวง่ายกว่าปกติ จึงมีโอกาสที่หลอดเลือ[คำไม่พึงประสงค์]ุดตันมากขึ้น สารอาหาร ไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง สมองจึงค่อยๆ เสื่อม


โดย เขียนโดย White Rose
ที่มา http://www.jobpub.com/

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.132.*) [18 Jun 2009 07:35] #685496 (130/164)
รู้ไว้ใช่ว่า

1. การแลบลิ้นให้น้ำลายยืดลงพื้น 3 หยดจะแก้เผ็ดได้ จริงหรือ


เฉลย
จริง อาการเผ็ดเกิดจากสารที่ชื่อ แคปไซซิน ที่อยู่ในพริกเข้าไปจับกับปลายประสาทรับรถที่ลิ้น ร่างกายจะก็จะแสดงปฎิกริยาโดบขับน้ำลายออกมาชะล้างเอาเจ้าสารนี้ออกไป

2. ดูดนมยางของเด็กทารกตอนนอนจะแก้อาการนอนกรนได้ จริงหรือ


เฉลย
จริง การคาบหรืออมนายางของเด็กทารกไว้ในปากจะทำให้ลิ้นในปากอยู่นิ่ง ก็จะพลอยให้เนื้อเยื่อของเพดานไม่กระเทือนสั่นไหวขึ้นจึงไม่เกิ[คำไม่พึงประสงค์]าการกรน และไม่นอนอ้าปากอีกด้วย

3. การสูดกลิ่นตัวผู้ชายทำให้หายเครียดได้ จริงหรือ


เฉลย
จริง เพราะกลิ่นตัวผู้ชายที่เป็นคนรักนั้นมีสาร ฟีโรโมน ผสมอยู่โดยเฉพาะในผมและผิวของเขา เมื่อสูดดมแล้วจะช่วยล[คำไม่พึงประสงค์]าการเครียดและเหนื่อยล้าลงได้

4. แอปเปิ้ลผลิตกระแสไฟฟ้าได้ จริงหรือ


เฉลย
จริง ถ้าเสียบแผ่นสังกะสี และแผ่นทองแดง กรดในแอปเปิ้ลจะทำให้เกิดการแตกตัวของไอออน ทำให้ลูกแอปเปิ้ลเป็นเหมือนแบตเตอรี่ ซึ่งผลไม้ชนิ[คำไม่พึงประสงค์]ื่นเช่น มะนาว เกรป ฟรุ๊ต หรือมันฝรั่ง ก็ทำได้เช่นกัน

5. ปัสสาวะมนุษย์ใช้ทำยาสีฟันในสมัยโบราณ จริงหรือ


เฉลย
จริง โดยแพทย์ชาวโรมันเชื่อว่า ปัสสาวะมนุษย์ มีคุณสมบัติทำให้ฟันขาว และแข็งแรง ยาสีฟันในยุคดังกล่าว จึงเป็น น้ำยาบ้วนปากที่ทำจากปัสสาวะมนุษย์

6. วัวกระทิงเกลียดสีแดง จริงหรือ


เฉลย
ไม่จริง เพราะ วัวเป็นสัตว์ตาบอดสี ไม่สามารถแยกแยะสีต่างๆ ได้ แต่การที่วัวเมื่อถูกล่อด้วยผ้าแดงเหมือนในสนามสู้วัว แล้วก็พุ่งเข้าใส่นั้น เป็นเพราะความรำคาญ และเพราะถูกยั่วยุมากกว่า

7. เพชรแท้จะไม่ติดสีหมึก จริงหรือ


เฉลย
จริง การทดสอบดูเพชรแท้นั้น ให้ป้ายน้ำหมึกสีดำไปบนเพชร ถ้ามีความลื่นออก ไม่ติ[คำไม่พึงประสงค์]ยู่บนเพชร แสดงว่าเป็นเพชรแท้ แต่ถ้ายังมีจุดดำตรงที่แต้มอยู่ ก็แสดงว่าเป็นเพชรเทียม

8. การทะเลาะกันทำให้แผลหายช้า จริงหรือ


เฉลย
จริง เพราะ ความเครียดที่เกิดขึ้น ทั้งระหว่าง และหลังจากการทะเลาะกัน จะส่งผลให้ร่างกายลดการผลิตโปรตีนเม็ดเลือด ที่มีประโยชน์ต่อการรักษาบาดแผล หรือส่วนที่สึกหรอในร่างกายให้น้อยลง ทำให้บาดแผลต่างๆ หายช้า

9. แสงแด[คำไม่พึงประสงค์]่อนๆ ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้ จริงหรือ


เฉลย
จริง เพราะ แสงแด[คำไม่พึงประสงค์]่อนๆ จะช่วยลดการสร้างฮอร์โมนเมลาโตนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ ถ้าหากเก็บตัวอยู่แต่ในที่มืดจะทำให้ฮอร์โมนตัวนี้สูงขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดการง่วง เหงา ซึมเซา ได้

10. การฟังเพลงช่วยบรรเทาอาการปวดข้อได้ จริงหรือ


เฉลย
จริง เพราะ การฟังเพลงทำให้สมองหลั่งสารเอน[คำไม่พึงประสงค์]ร์ฟินส์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนสร้างความสุขออกมา ช่วยลดความดันโลหิต และบรรเทาอาการปวดข้อลงได้

โดย เขียนโดย White Rose
ที่มา http://www.jobpub.com/

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.132.*) [18 Jun 2009 07:36] #685499 (131/164)
เปลี่ยนก๊าซคาร์บอนเป็นเอทานอล

นักวิทยาศาสตร์สิงคโปร์พบวิธีเปลี่ยนก๊าซคาร์บอน ไ[คำไม่พึงประสงค์]อกไซด์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เป็นเอทานอลที่ใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยใช้กระบวนการที่สิ้นเปลืองพลังงานน้อยกว่าเดิม

นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันชีววิศวกรรมและเทคโนโลยีนาโน เผยว่า นำเอ็น-เฮเทอโรไซคลิก คาร์บีน ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาอินทรีย์ มาทำปฏิกิริยากับก๊าซคาร์บอนไ[คำไม่พึงประสงค์]อกไซด์จนได้เป็นเอทานอล

เอ็นเอชซีเป็นสารที่มีความเสถียร สามารถทำปฏิกิริยากับก๊าซคาร์ บอนไ[คำไม่พึงประสงค์]อกไซด์ ณ อุณหภูมิห้อง ในระหว่างนั้นต้องเติมไฮโดร ซิเลนซึ่งเป็นส่วนผสมของซิลิกากับไฮโดรเจนเพื่อให้ไฮโดรเจนจับตัวกับคาร์บอนไ[คำไม่พึงประสงค์]อกไซด์

คณะนักวิทยาศาสตร์อ้างว่า กระบวนการของพวกเขาใช้เวลาและพลังงานน้อยกว่าเดิมในการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไ[คำไม่พึงประสงค์]อกไซด์เป็น เอทานอล แต่ไม่ได้เผยว่าจะเพิ่มขนาดกระบวนการให้สามารถเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไ[คำไม่พึงประสงค์]อกไซด์จำนวนมหาศาลที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างไร

ที่มา ข่าวสด
http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROMFpXTXdNakV5TURVMU1nPT0=&sectionid=TURNeU5nPT0=&day=TWpBd09TMHdOUzB4TWc9PQ==

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.132.*) [18 Jun 2009 07:38] #685500 (132/164)


(D)
หากไม่อยากตกยุคต้อง “ไร้สาย” ไม่รู้เพราะความเร่งรีบแห่งยุคสมัยผลักสิ่งต่าง ๆ ที่ “มีสาย” ให้ตกยุคหรือไม่...? ดูอย่างสาวรุ่นจากนิยมใส่ “สายเดี่ยว” กลายเป็น “เกาะอก” แม้แต่อินเทอร์เน็ตก็ยังไร้สาย เช่นเดียวกับ “โทรศัพท์มือถือ” ซึ่งเขี่ยโทรศัพท์สาธารณะตกกระป๋อง!!

มือถือเข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนไทยตั้งแต่ “รากหญ้า” ถึง “ยอดหญ้า” ขณะที่ผู้ให้บริการต่างใช้กลยุทธ์จูงใจผู้บริโภคกันเต็มที่ มีบริษัทมากมายเปิดตัวเพื่อให้บริการ “โหลด ลด แลก แจกกระจาย” ผ่านเอสเอ็มเอสอย่างแพร่หลาย แต่บางครั้งผู้ใช้โทรศัพท์ก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริการเอสเอ็มเอสผ่านมือถือ!!

สิ่งเหล่านี้ยังเหมือนหลุมพรางรอดักผู้บริโภค ซึ่ง ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม เล่าว่า จาก การที่หน่วยงานรับเรื่องร้องทุกข์ ของผู้บริโภคที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมผ่านบริการเอสเอ็มเอสตั้งแต่สองปีที่ผ่านมามีเพิ่มขึ้น เห็นได้จากเดือนมกราคม 2552 มีผู้โทรฯ มาแจ้งแล้ว 5 ราย อันแสดงให้เห็นถึงความเดือดร้อนของผู้บริโภคเริ่มแผ่วงกว้างมากขึ้น

จากสถิติปัญหาเอสเอ็มเอสที่ร้องเรียนมากที่สุดคือ 1. เมื่อสมัครแล้วไม่สามารถบอกเลิกการใช้บริการได้ เช่น บริการข่าวเอสเอ็มเอส เมื่อผู้บริโภคโทรฯ แจ้งเครือข่ายบอกเลิกบริการข่าวผู้รับสายจะบอกปัด ให้โทรฯไปแจ้งบริษัทที่ทำการส่งข่าว แต่พอโทรฯ ไประบบทำการโอนสายไปยังที่ต่าง ๆ ซึ่งไม่มีผู้รับสาย

2.ผู้ใช้บริการมีความรู้สึกว่า ถูกละเมิดสิทธิเพราะเบอร์โทรศัพท์เป็นข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ให้บริการเครือข่ายไม่ควรนำไปเผยแพร่แก่ผู้อื่น เช่น เอสเอ็มเอสขายของต่าง ๆ

3.รู้สึกถูกรบกวนจนไม่เป็นอันทำงาน เนื่องจากเอสเอ็มเอสการบริการต่าง ๆ ดังทั้งวันทำให้เกิดความรำคาญและรบกวน สมาธิ

“ทั้งสามปัญหานี้เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ซึ่ง กทช. มีหน้าที่ดูแลแค่ตัวบริการ ไม่สามารถดูลึกถึงเนื้อหาของการบริการได้ เหมือนกับมีหน้าที่แค่ดูแลการส่งจดหมายไม่สามารถเปิดซองจดหมายอ่านได้”

หากมองในแง่ความเป็นจริงผู้บริโภคสามารถบอกเลิกการบริการจากคอลเซ็นเตอร์ของเครือข่ายได้ทันที เพราะเครือข่ายได้ทำสัญญากับบริษัทต่าง ๆ ที่บริการผ่านเอสเอ็มเอส โดยทั้งสองฝ่ายต่างได้ส่วนแบ่ง ซึ่งเครือข่ายต้องมีส่วนในการแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค

ขณะนี้ผู้ให้บริการนิยมให้ทดลองใช้ฟรี ประวิทย์ มองว่า หากหมดช่วงเวลาการใช้บริการฟรี ผู้บริการควรส่งข้อความเพื่อยืนยันการรับบริการ ไม่ใช่ให้บริการต่อโดยไม่มีการยืนยันจากผู้บริโภค เช่น ทดลองรับข่าวฟรี 7 วัน พอครบกำหนดก็ไม่มีระบบยืนยันการใช้บริการแต่ทำการหักเงินจากมือถือทันที ซึ่งผู้บริโภคกำลังถูกเอาเปรียบอย่างเห็นได้ชัด

ผู้ให้บริการผ่านระบบเอสเอ็มเอสควรระบุที่มาอย่างชัดเจน และต้องมีหมายเลขที่ติดต่อได้แจ้งให้ผู้ใช้ทราบอย่างละเอียด ตลอดจนบอกวิธีการยกเลิกบริการตั้งแต่แรกเริ่มสมัครใช้ นอกจากนี้ควรกำหนดระยะเวลาการใช้บริการ เช่น ครบ 3 เดือน แล้วสมัครใหม่ เป็นต้น

ประวิทย์ แนะนำสิทธิของผู้บริโภคว่า เมื่อมีเอสเอ็มเอสส่งมาทางมือถือควรตั้งสติให้ดี อ่านข้อความให้จบเสียก่อน ซึ่งหากไม่แน่ใจให้กดปุ่มวางสายทันที ขณะเดียวกันหมายเลข โทรศัพท์เป็นข้อมูลส่วนบุคคลหากไม่ต้องการเอสเอ็มเอสรบกวนสามารถโทรฯ แจ้งเครือข่ายผู้ให้บริการบอกเลิกได้

นอกจากนี้หากไม่สมัครบริการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ถ้ามีผู้แอบอ้างสามารถแจ้งเครือข่ายระงับได้ทันที ส่วน กทช. กำหนดไว้ว่า ผู้ใช้บริการสามารถบอกเลิกบริการได้ตลอดเวลา

ในประเทศไทยยังเป็นช่องว่างทางกฎหมายซึ่งยังไม่ครอบคลุมสิทธิผู้บริโภค ต่างจากหลายประเทศที่มีระบบการจัดการรบกวนเพื่อให้ผู้ใช้บริการมีความเป็นส่วนตัว เช่น ฮ่องกง ผู้ใช้บริการที่ไม่ต้องการรับเอสเอ็มเอส สามารถแจ้งความ ประสงค์กับเครือข่ายได้ทันที ซึ่งเมื่อแจ้งแล้วหากมีข้อความบริการเข้ามา ผู้บริโภคสามารถเอาผิดทางกฎหมายได้

ด้านสิทธิของผู้บริโภคที่มีกฎหมายคุ้มครองคือ ถ้าเนื้อหาเอสเอ็มเอสส่อไปในแนวทางที่ไม่ดี สามารถนำกฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิมแล้วมาใช้ได้ทันที เช่น ข้อความนี้เนื้อหาเชิญชวนเล่นการพนันสามารถนำพระราชบัญญัติความผิดด้านการพนันมาลงโทษได้ เป็นต้น

“ส่วนของ กทช. หากเครือข่ายไม่แสดงความรับผิดชอบสามารถยกเลิกใบอนุญาตได้ ซึ่งเป็นมาตรการสุดท้ายที่หน่วยงานรัฐไม่ต้องการทำเพราะเครือข่ายโทรศัพท์มีผู้ใช้บริการเป็นล้าน ๆ คน หากเพิกถอนประชาชนก็จะเดือดร้อน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เครือข่ายไม่ค่อยใส่ใจเท่าที่ควร”

ตัวเนื้อหาของผู้ให้บริการเป็นอีกประเด็นช่องว่างทางกฎหมาย เนื่องจากคนส่วนใหญ่ใช้มือถือระบบเติมเงิน ที่ยังไม่มีการลงทะเบียนผู้ใช้เป็นระบบ ทำให้เด็กบางคนซึ่งยังไม่มีวุฒิภาวะ สามารถโหลดคลิปที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมได้ ขณะเดียวกันเด็กบางคนโหลดทุกอย่างทำให้ผู้ปกครองต้องรับภาระค่าใช้จ่ายสูงในแต่ละเดือน ดังนั้นผู้ให้บริการควรจัดประเภทอายุของผู้ใช้เพื่อ ให้บริการที่เหมาะสมกับวัย

ขณะเดียวกันการส่งเอสเอ็มเอสยังไม่มีการกำหน[คำไม่พึงประสงค์]ัตราค่าบริการ ทำให้ผู้บริการสามารถหักเงินจากบริการเท่าไหร่ก็ได้ แล้วแต่ผู้ให้บริการกำหนด นอกจากนี้การส่งข้อความไปหาผู้รับในส่วนต่าง ๆ ยังมีอัตราที่ไม่เท่ากัน เช่น ส่งข้อความไปยังรายการทีวี เพื่อให้ขึ้นหน้าจอต้องเสียค่าส่ง 9 บาท ทั้งที่การส่งข้อความปกติครั้งละ 3 บาท ในความเป็นจริงต้นทุนการส่งข้อความแค่ครั้งละ 50 สตางค์ ซึ่งมีราคาถูกลงกว่าเดิมมากเนื่องจากเทคโนโลยีมีความสะดวกรวดเร็ว ต่างจากยุคแรกที่เริ่มมีการส่ง ข้อความผ่านมือถือต้องเสียเงิน ครั้งละ 150 บาท

ที่อันตรายกว่านั้นคือ มีการขายประกันผ่านมือถือ โดยตัวแทนโทรฯมาหว่านล้อมเพื่อให้ผู้ซื้อยอมรับ โดยระหว่างที่พูดตัวแทนจะทำการอัดเสียงเพื่อยืนยันว่า ผู้ซื้อยอมรับ แล้วหลังจากนั้นจึงทำการหักเงินผ่านระบบบัตรเครดิตในแต่ละเดือน ซึ่งพอแจ้งไปยังเครือข่ายมือถือก็บ่ายเบี่ยง จึงอยากเตือนประชาชนให้ระวังอย่าตกเป็นเหยื่อของกลุ่มบุคคลเหล่านี้

โลกกำลังหมุนเร็วขึ้นทุกวัน หน่วยงานผู้รับผิดชอบเองก็ต้องตามให้ทันเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค จะมัวทำงาน “เช้าชาม เย็นชาม” เหมือนก่อนคงลำบาก.


ศราวุธ ดีหมื่นไวย์
ที่มา เดลินิวส์
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=198320&NewsType=1&Template=1

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.132.*) [18 Jun 2009 07:39] #685501 (133/164)
วิธีตรวจสอบคุณสมบัติของโทรศัพท์มือถือ

อยากรู้ว่าโทรศัพท์มือถือของท่านเป็นของแท้หรือไม่?

กดเครื่องหมาย *#06# หมายเลขรหัส IMEI จะปรากฎขึ้นมา โปรดดูหมายเลขที่ 7 และ 8 ดังนี้

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15

- หากหมายเลขที่เจ็ดและแปดเป็น 02 หรือ 20 แสดงว่าโทรศัพท์มือถือของท่านประกอบใน ประเทศจีน ซึ่งมี คุณภาพต่ำ


- หากหมายเลขที่เจ็ดและแปดเป็น 08 หรือ 80 แสดงว่าโทรศัพท์มือถือของท่านผลิตใน ประเทศเยอรมัน ซึ่งมี คุณภาพปานกลาง


- หากหมายเลขที่เจ็ดและแปดเป็น 01 หรือ 10 แสดงว่าโทรศัพท์มือถือของท่านผลิตใน ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งมี คุณภาพดีมาก


- หากหมายเลขที่เจ็ดและแปดเป็น 00 แสดงว่าโทรศัพท์มือถือของท่านผลิตจาก โรงงานผลิต โดยตรงซึ่งมี คุณภาพดีที่สุด


- หากหมายเลขที่เจ็ดและแปดเป็น 13 แสดงว่าโทรศัพท์มือถือของท่านประกอบที่ ประเทศอาเซอร์ไบจัน ซึ่งมี คุณภาพเลวและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ


ที่มา BT-50.com

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 04, 2009, 12:46:16 AM โดย radompon »

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.132.*) [18 Jun 2009 07:40] #685502 (134/164)


(D)
ฝนตกทางนี้ หนาวถึงคนทางโน้น

โดยคุณ dangsong (197) (118.173.65.*) [18 Jun 2009 07:42] #685504 (135/164)

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.132.*) [18 Jun 2009 07:44] #685507 (136/164)
ฝนหยุดตกแล้วครับ..................ฟ้าหลังฝน


-----------------------------

...

.......

2-3 คืนก่อน...

ผมบังเอิญตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืด

ฝนตกค่อนข้างหนักมาก(จริงๆแล้วมันก็คงจะเป็นพายุอะนะ)

หนักซะจนต้องทำให้หลายๆคน(รวมไปถึงตัวผมเอง) ได้หนาวกายและใจไปตามๆกัน

แล้วในหัวมันคิดไปเรื่อยเปื่อยว่า...

"ทำไมนะ...ภาระงานแต่ละวันก็มากมายจะแย่อยู่แล้ว...

กว่าจะรวมรวมกำลังใจเพือจะออกไปทำงานก็แสนจะลำบาก

แล้วนี่ฟ้าวันนี้ยังประทานบรรยากาศที่ไม่เป็นใจในการทำงานอีกเหรอเนี่ย"

มองดูนาฬิกาก็ตีห้าเศษๆ

อีกไม่นานก็คงเช้า...ถ้าจะนอนต่อละก็ จะตื่นอีกทีก็คงไม่ต้องไปทำงานกันพอดี

ก็เลยนั่งเล่น Net ไปเรื่อยๆ...กะฆ่าเวลาไปเรื่อยๆรอจนเช้ากว่านี้อีกนิดค่อยอาบน้ำ

รู้สึกตัวอีกที...อ่าว! สว่างซะละ ฝนเมื่อคืนก็หยุดไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ

ไม่ทันได้สังเกตุ

ผมเดินออกไปที่ระเบียงเพื่อหยิบผ้าเช้ดตัวแล้วอาบน้ำ

ด้วยอารมณ์เหนื่อยหน่ายที่ค้างอยู่ตั้งแต่ตื่นนอน

"แดดเช้านี้มันสว่างกว่าที่ผมคิดนะ"

แล้วผมก็เงยหน้ามองท้องฟ้าจากขอบระเบียง

ยืนชื่นชมในสิ่งที่เห็นอยู่เป็นพักโดยไม่รู้ตัว

"จากความรู้สึกที่เบื่อหน่าย...ก็กลายเป็นอบอุ่น"

ผมรีบคว้ากล้อง Lumix คู่ใจ แล้ววิ่งขึ้นไปบนดาดฟ้า

สิ่งที่ผมเห็นด้านตรงข้ามกับแสงอาทิตย์ยามเช้า...

มันคือสายรุ้งที่โค้งจากกลางท้องฟ้า...ทอดยาวลงมาถึงพื้นขอบฟ้า

ความคิด...ความรู้สึกของผมในตอนนี้

มันตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับตอนตื่นนอน

"แค่เราไม่ใส่ใจกับสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อยหน่าย...แค่ชั่วครู่มันก็ผ่านไปโดยไม่รู้ตัว"

และตามมาด้วยสุขที่อาจคาดไม่ถึง

แต่อย่าเผลอเหมือนกันนะ...

"เพราะสายรุ้งก็ไม่ได้อยู่รอให้เราได้ชื่นชม...ถูกรึเปล่า"

หึ หึ

บรรยากาศการเริ่มงานวันนี้มันดีกว่าทุกเช้าแฮะ

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.132.*) [18 Jun 2009 07:55] #685526 (137/164)


(D)

โดยคุณ toei89 (444) (115.67.148.*) [18 Jun 2009 08:03] #685535 (138/164)
สวัสดีครับพี่ติ่ง และทุกท่านด้วยนะครับ ความรู้เพียบเลย

โดยคุณ looknam1 (1686) (124.121.92.*) [18 Jun 2009 08:11] #685552 (139/164)
สวัสดีท่านพิธีกร ติ่ง-สาธุ..................
และเพื่อนพี่น้องทุกท่านครับ............
วันนี้อากาศดีครับ........
ประวัติพระของท่านติ่งมากมายจริงๆเดี๋ยวคงต้องค่อยๆทยอยอ่านครับ.......
สุดยอข้อมูล..เห็นด้วยครับที่ตอนนี้ท่านติ่งนำสาระ..ความรู้..
ตลอดจนบทความดีๆ..เรื่องน่าประทับใจมาเล่าสู่กันฟัง........
ผมติดตามมาตลอดประทับใจครับ.............

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.132.*) [18 Jun 2009 08:16] #685565 (140/164)
สวัสดีครับ.........เงียบจัง.....สงสัย.....สาระมากไปหน่อย......อ่านกันเงียบเลย....


โดยคุณ inta156 (16199) (114.128.231.*) [18 Jun 2009 08:20] #685569 (141/164)


(D)
สวัสดีตอนเช้าครับ..พี่ตื่งและทุกๆท่าน.....................

โดยคุณ เอสเรวดี (454) (61.19.98.*) [18 Jun 2009 08:22] #685571 (142/164)
สวัสดีตอนเช้าครับ พี่ Ting_sathu และพี่ทุกท่าน

โดยคุณ โพธิ์ทอง (5286) (118.172.228.*) [18 Jun 2009 08:47] #685607 (143/164)
สวัสดีตอนเช้าทุกท่านอีกครั้ง...................................

โดยคุณ pui_l (1140) (222.123.219.*) [18 Jun 2009 08:56] #685618 (144/164)


(D)
สวัสดีครับ

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.132.*) [18 Jun 2009 08:56] #685619 (145/164)


(D)


สวัสดีอีกครั้ง.......ครับ

ภาพลวงตา

ช่อง A และ ช่อง B สีเดียวกัน

-----------------------

มีสัตว์กี่ชนิด

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.132.*) [18 Jun 2009 08:58] #685621 (146/164)


(D)


กบหรือม้า.......

โดยคุณ ArtMaN7007 (752) (58.10.143.*) [18 Jun 2009 09:20] #685677 (147/164)
สาระล้วน ๆ เลยพี่ ตาลาย

โดยคุณ bannapong (1046) (118.172.241.*) [18 Jun 2009 09:39] #685693 (148/164)

โดยคุณ sweetbee (380) (110.49.91.*) [18 Jun 2009 09:46] #685708 (149/164)

โดยคุณ เปิดกรุ (399) (58.8.197.*) [18 Jun 2009 09:59] #685727 (150/164)
.....................................สวัสดีท่านติ่ง....สบายดีนะครับ

โดยคุณ pusit (1718) (118.173.18.*) [18 Jun 2009 11:21] #685793 (151/164)


(D)
พิธีกรพรุ่งนี้...พบกับเจ้าของฉายา "วาทะสะท้านทรวง" เบเร่ต์แดง(ห้ามด่าเพื่อนนะ) โปรดติดตามชม

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.132.*) [18 Jun 2009 11:30] #685806 (152/164)


(D)


วันนี้.....................................

----------------------------------------------------------------------

งานแบบนี้ไม่ถนัด.........ขออนุญาติไปทำสิ่งที่เราถนัดดีกว่า................อิอิอิอิอิ

----------------------------------------------------------------------

เบื่อ.........เซง......


คุณเคย

รู้สึกเบื่อ

เซง

แบบนี้

รู้สึกว่าวันๆๆๆ

ไม่มีไรจาทำ

นั่งเฉยๆๆ

นั่งอยู่หน้าคอมทั้งวัน

โดยที่มันเบื่อแสนจะเบื่อ

เฮ้อ.....

พอไม่ได้เจอเพื่อน

ไม่ได้คุย

ไม่ได้โม้กัน

มันเหงาจัง

แล้วต่อไปนี้

อาจจะไม่ได้เจอ

พวกมันอีกแล้ว

เฮ้อ......

ทำไงดีเนี่ย

คิดถึงเพื่อนเว้ย...............

โดยคุณ หิรัญ (629) (125.26.84.*) [18 Jun 2009 11:37] #685811 (153/164)
สวัสดีครับพี่ติ่งและพี่ๆกระดานสนทนาทุกท่าน
วันนี้สาระมากมายจริงๆครับ..

โดยคุณ korachaa (811) (125.25.117.*) [18 Jun 2009 12:30] #685859 (154/164)


(D)


สวัสดีอีกรอบครับพี่ติ่ง พี่อ.ภู พี่สิทธิโชติ และพี่ๆทุกท่าน...หมอ มาแล้ว...

โดยคุณ korachaa (811) (125.25.117.*) [18 Jun 2009 12:32] #685860 (155/164)


(D)



โดยคุณ thanaanan (3501) (124.120.186.*) [18 Jun 2009 12:42] #685865 (156/164)


(D)


สวัสดีครับ ท่านติ่ง Ting_sathu พิธีกรประจำวัน...สาระเพียบเหมือนเดิม คราวที่แล้วเรื่องคอมพ์ฯ เล่นเอาผมแทบไม่ต้องนอน คราวนี้เนื้อหามากกว่าเดิม คงต้องแบ่งเวลาเพื่อการติดตามให้ครบ น่าสนใจมากๆ...ขอบคุณมากครับ

สวัสดีครับ ท่าน อ.ภูษิต...ท่านยอดทนาย สิทธิโชติ...ท่าน Korachaa...3 พิธีกรหลักประจำรายการ

สวัสดีครับ ท่าน พี่ๆ...เพื่อนๆ...ขาประจำห้องสนทนาฯทุกๆท่าน


โดยคุณ thanaanan (3501) (124.120.186.*) [18 Jun 2009 13:14] #685887 (157/164)


(D)


สวัสดีครับ ท่านติ่ง Ting_sathu พิธีกรประจำวัน...สาระเพียบเหมือนเดิม คราวที่แล้วเรื่องคอมพ์ฯ เล่นเอาผมแทบไม่ต้องนอน คราวนี้เนื้อหามากกว่าเดิม คงต้องแบ่งเวลาเพื่อการติดตามให้ครบ น่าสนใจมากๆ...ขอบคุณมากครับ

สวัสดีครับ ท่าน อ.ภูษิต...ท่านยอดทนาย สิทธิโชติ...ท่าน Korachaa...3 พิธีกรหลักประจำรายการ

สวัสดีครับ ท่าน พี่ๆ...เพื่อนๆ...ขาประจำห้องสนทนาฯทุกๆท่าน


โดยคุณ ไร้เดียงสา (2015) (124.122.209.*) [18 Jun 2009 13:24] #685897 (158/164)
พูดถึงเรื่องพระพุทธรูป ก็น่าเสียดายหลวงพ่อพระพุทธโสธรองค์จริง องค์เดิมนะครับ ไม่น่าทุบเลย

โดยคุณ Ting_sathu (8848) (125.24.132.*) [18 Jun 2009 18:21] #686192 (159/164)


(D)
ขอปิดรายการ...

คุยกันทั้งวัน “เช้ายันดึก” ตอน....นอนไม่หลับ....โดย Ting_sathu

เนื่องจากไม่มีคนมาคุยกัน...........เกือบ 5 ชั่วโมงแล้ว...........

ขอขอบคุณทุกท่าน.....ที่แวะมาทักทาย และร่วมแชร์ข้อมูลข่าวสาร.....

โดยคุณ โลมาสีขาว (3972) (125.27.97.*) [18 Jun 2009 18:42] #686214 (160/164)


(D)
สวัสดีค่ะท่านTing_sathu และทุก ๆ ท่าน


โดยคุณ korachaa (811) (125.25.117.*) [18 Jun 2009 18:43] #686217 (161/164)


(D)
อ้าว!!!หลับอยู่ค่ะ

โดยคุณ BCC-106 (410) (58.9.130.*) [18 Jun 2009 18:53] #686233 (162/164)
ของผมยังไม่มีใครติดต่อมาเลยครับผม สงสัยต้องดำเนินการเองอีกสักหน สั้นๆ เพราะหมดถูมิจริงๆ ครับผม

โดยคุณ โลมาสีขาว (3972) (125.27.97.*) [18 Jun 2009 20:46] #686446 (163/164)


(D)


สวัสดีค่ะพี่ติ่ง และพี่ ๆ ตั้งแต่ทำงานกลับบ้านค่ำทุกวันเลยค่ะ เลยไม่ค่อยได้เข้ามาทักทาย คิดถึงค่ะ



โดยคุณ bannapong (1046) (118.172.241.*) [18 Jun 2009 21:09] #686507 (164/164)

หาที่ทานเหล้ากันครับพี่..............อิอิอิอิ

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM